ปลูกผี

เมื่อผีฟักทองมีแค่หัวกับการพัฒนาพันธุ์เพื่อวันฮาโลวีน

เดือนตุลาคมแบบนี้เราก็ต้องร่วมกันต้อนรับวันฮาโลวีนว่าด้วยเรื่องผีๆ และพอนึกถึงวันฮาโลวีน หนึ่งในองค์ประกอบของวันฮาโลวีนก็คือ ‘ฟักทอง’ ที่แกะสลักเป็นรูปหน้าคน ซึ่งฟักทองกับฮาโลวีนกลายมาเป็นของคู่กัน และกลายเป็นไอคอนของเทศกาลระดับโลก 

ประกอบกับช่วงนี้มีประเด็นเรื่องการพัฒนาพันธุ์พืช คอลัมน์ทรัพย์คัลเจอร์จึงจะชวนย้อนไปดูที่มาของการที่ฟักทองกลายเป็นส่วนหนึ่งของวันฮาโลวีนและขนบการหลอกผีที่จริงๆ สัมพันธ์กับการข้ามน้ำข้ามทะเลของธรรมเนียมในผู้อพยพจากยุโรปที่พาเอาวันฮาโลวีนมามีชีวิตต่อในผืนแผ่นดินอเมริกา และนำเอาฟักทองซึ่งเป็นพืชพื้นถิ่นเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการหลอกผีและเรื่องราวสยองขวัญ 

ซึ่งการกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของพืชหลอกผีของฟักทอง จึงสัมพันธ์ทั้งการที่ผลผลิตทางการเกษตรกลายเป็นเรื่องทางวัฒนธรรม กลายเป็นผีสางที่ค่อยๆ ไม่มีพิษมีภัย จากฟักทองที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของเรือกสวนไร่นาของชาวบ้าน ค่อยๆ ได้รับความนิยม ความนิยมในการเอามาทำผีหลอกถึงขนาดกลายเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาสายพันธุ์ จากการพัฒนาเพื่อความอร่อยสู่การทำพันธุ์ฟักทองเพื่อการตกแต่ง มีมหาวิทยาลัย มีฟาร์มที่เติบโตขึ้นจากการขายเมล็ดและหัวฟักทองที่เหมาะสมกับการตกแต่งและการแกะสลัก ซึ่งภาพของฟักทองซึ่งกลายเป็นวัฒนธรรมยังเกี่ยวข้องกับการที่เราเชื่อมโยงกับฤดูใบไม้ร่วง และยังเป็นส่วนหนึ่งของอาหารประจำฤดูกาล ของความอบอุ่น และความอุดมสมบูรณ์ของฤดูเก็บเกี่ยว

หัวผักกาดสีขาวและงานวิชวลของฟักทอง

ประวัติศาสตร์พืชหน้าผีของวันฮาโลวีน เป็นอีกเรื่องที่แสนจะสนุกและตอบโจทย์ความเป็นทรัพย์คัลเจอร์ เพราะเกี่ยวข้องทั้งการข้ามน้ำข้ามทะเลมาตั้งรกรากในอเมริกาของชาวยุโรปอย่างชาวไอร์แลนด์ที่นำเอาวัฒนธรรมเคลติก ซึ่งก็คือความเชื่อท้องถิ่นแบบผีวิญญาณติดตัวมาด้วย เมื่อความเชื่อนั้นมาเจอกับพืชท้องถิ่นจึงกลายเป็นไอคอนทางวัฒนธรรมของการหลอกผี

ว่าด้วยเรื่องฟักทองหน้าผี คือธรรมเนียมการแกะสลักพืชหัว แต่เดิมเป็นธรรมเนียมดั้งเดิมของชาวไอริช ซึ่งจะทำกันในช่วงคืนก่อนวันที่ 1 พฤศจิกายน ในเทศกาลที่ชื่อว่า Samhain ซึ่งถือเป็นวันสุดท้ายก่อนเข้าสู่ฤดูหนาว เป็นการส่งท้ายฤดูเก็บเกี่ยว ในช่วงรอยต่อนี้เองจึงมีความเชื่อเรื่องภูตผีปีศาจว่าภูตผีหรือโลกของคนตายเข้าใกล้โลกของคนเป็น ผีสางทั้งหลายอาจกลับมาเยี่ยมบ้านได้หรือเยือนโลกมนุษย์ได้

ดังนั้น ธรรมเนียมเดิมของชาวไอร์แลนด์ จึงมีการนำเอาหัวผักหรือลูกเทอร์นิป มาแกะสลักเป็นรูปหน้าคน รวมถึงการควักไส้เป็นโพรงเพื่อใส่เทียนไขและพกพาไปต่างโคมไฟ จะช่วยขับไล่ภูตผีไม่ให้เข้ามากล้ำกรายได้ ภายหลังจึงกลายเป็นการแกะหัวฟักทองในวันฮาโลวีน ที่เรารู้จักกันในชื่อ Jack-o’-lantern เชื่อมโยงกับอีกตำนานคือ Stingy Jack คำอธิบายปรากฏการณ์ดวงไฟตามหนองบึงว่าเป็นไฟของชายเจ้าเล่ห์

ทีนี้ ราวศตวรรษที่ 19 ชาวไอริช เป็นหนึ่งในกลุ่มชาวยุโรปที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาบุกเบิกตั้งอาณานิคมโลกใหม่ในอเมริกา การอพยพเกิดขึ้นในกลางศตวรรษที่ 19 แถวๆ 1840 ตอนนั้นไอร์แลนด์ประสบปัญหาอดยากครั้งมโหฬาร (Irish Potato Famine) ซึ่งเป็นปัญหาในภาคการเกษตรคือเกิดวิกฤตในการผลิตมันฝรั่ง ทำให้เกิดการอพยพครั้งใหญ่โดยเฉพาะจากแรงงานภาคเกษตร แรงงานในชนบท รวมถึงคนยากคนจน

จุดที่น่าสนใจเล็กๆ คือ กลุ่มแรงงานในภาคเกษตร ชาวไร่มันฝรั่งที่หนีความอดอยากจากไอร์แลนด์ เมื่อมาถึงอเมริกาก็มาตั้งรกรากอยู่แถวๆ เมืองท่าแถบนิวยอร์ก บอสตัน และฟิลาเดลเฟีย ส่วนใหญ่เข้าเป็นส่วนหนึ่งของแรงงานภาคอุตสาหกรรม คือไปใช้ชีวิตในเมือง ทำงานโรงงาน

ทว่าคนกลุ่มนี้กลับนำเอาความเชื่อเดิมเรื่องภูตผีและธรรมเนียมการแกะหัวเทอร์นิปติดตัวมาด้วย ความสุดยอดของการที่ฟักทองกลายเป็นพระเอกของวันฮาโลวีนคือการที่ธรรมเนียมเก่าแก่ มาเจอกับพืชหัวที่ใหญ่ขึ้น มีราคาถูก แถมผลิตผลดีแบบฟักทอง จากที่เคยแกะเทอร์นิปก็หันมาแกะฟักทองแทน

ทีนี้ภาพของฟักทองที่ค่อยๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของการหลอกหลอนและวันฮาโลวีน มีความสลับซับซ้อนและค่อยๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมของการหลอกหลอนและเรื่องผีสาง หมายความว่า นอกจากการรับเอาธรรมเนียมแกะพืชหัวเป็นหน้าคนและใช้เป็นโคมไฟในวันฮาโลวีนแล้ว เจ้าฟักทองที่ถูกแกะและใช้หลอกหรือแกล้งคน มันค่อยๆ เป็นส่วนหนึ่งของภาพความน่ากลัวหรือการใช้ชีวิตยามค่ำคืนในพื้นที่ชนบทด้วย

มีข้อสังเกตหนึ่งคือ นอกจากการแกะพืชหัวตามเทศกาลแล้ว จริงๆ การแกะพืชและทำเป็นโคมไฟ ถือเป็นการใช้งานเชิงฟังก์ชั่นด้วย ในสมัยก่อนโคมไฟที่ทำจากเหล็กมีราคาแพง ดังนั้นการใช้โคมไฟจากพืชหัวเป็นเรื่องปกติ หากแต่เมื่อประกอบกับยุคสมัยที่พื้นที่พ้นไปจากเมืองหน่อยก็เงียบและมืดแล้ว จึงยิ่งส่งเสริมให้ภาพของหัวฟักทองที่มีไฟข้างในยิ่งดูน่ากลัว

และถ้าเราย้อนดูความสัมพันธ์ของฟักทอง ในตำนานผีสำคัญอย่าง The Legend of Sleepy Hollow (1820) ได้เล่าถึงตำนานผีหัวขาดอันลือเลื่อง ในเรื่องมีนัยของการที่ผีหัวขาดหิ้วฟักทองต่างหัวของตัวเองขี่ม้าหลอกหลอนผู้คน ซึ่งวอชิงตัน เออร์วิง เป็นนักเขียนชาวไอริช และเป็นหนึ่งในนักเขียนกลุ่มเรื่องสยองของวรรณคดีอเมริกันยุคบุกเบิก ภาพของผีหัวขาดและฟักทองจึงยิ่งกลายเป็นภาพของการหลอกหลอนที่ทรงพลังขึ้นเรื่อยๆ

ซึ่งถ้าเรานึกภาพความเหมาะเจาะของฟักทอง คือการที่ทั้งความเชื่อดั้งเดิมที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมา มาเจอกับเจ้าฟักทองที่มีผลผลิตเหลือเฟือ หาง่าย ทำให้การนำมาใช้เพื่อกลั่นแกล้ง หลอกหลอนในช่วงหน้าหนาว กลายเป็นตัวแทนของเรื่องผีสางที่เป็นรูปธรรม

ผีๆ เมืองๆ เมื่อผีฟักทองไม่มีพิษภัย และกลายเป็นตัวแทนฤดูกาล

ความซับซ้อนของการที่ฟักทองกลายเป็นตัวแทนของฮาโลวีน คือการที่ตัวมันเองกลายเป็นไอคอน และกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ กลายเป็นส่วนหนึ่งของการบริโภคโดยเฉพาะมิติด้านความหมาย เมื่อฟักทองกลายเป็นสิ่งที่ ‘บริโภคได้’ พวกมันต้องไม่มีพิษมีภัยเกินไป และกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการบริโภค

ฟักทองแต่เดิมสัมพันธ์กับความน่ากลัวและความโกลาหล ลองย้อนไปดูกระทั่งภาพหัวเทอร์นิปที่ถูกแกะขึ้นในยุคแรกๆ ในช่วงศตวรรษที่ 19 มีหลักฐานว่าสมัยนั้นเด็กๆ ใช้ฟักทองที่หาได้ในไร่นาเอามาแกะและนำไปหลอกคนให้ตกใจจริงๆ ซึ่งสมัยก่อนเป็นการล้อเล่นกันในชุมชน

จุดเปลี่ยนของการหลอกเล่นให้เกิดความกลัวเกี่ยวข้องกับสังคมเมืองและเศรษฐกิจในช่วงทศวรรษ 1920-1930 ที่เกิดเมืองใหญ่แล้ว ช่วงฮาโลวีนในพื้นที่เมืองซึ่งเป็นพื้นที่หนาแน่น ไม่เป็นชุมชน คนไม่รู้จักกัน การแกล้งกันในยุคนั้นคือการแกล้งกันจริงจัง ทำให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการระบายความอัดอั้นจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ (The Great Depression)

ในช่วงทศวรรษนี้เองที่อเมริกาพยายามจำกัดพื้นที่ของฮาโลวีน จึงเริ่มทำพื้นที่บ้านผีสิง และเริ่มทำให้ฮาโลวีนเป็นมิตรขึ้น เช่นการมีทั้งการ trick และ treat คือให้ขนมสินบนด้วย

ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (สิ้นสุดปี 1945) เป็นต้นมา ด้วยประเด็นเรื่องเด็กที่มีมากขึ้นในย่านชานเมือง ช่วงฮาโลวีนจึงเริ่มมีภาพทั้งการทำบ้านจัดสรรของเหล่าแม่บ้านชนชั้นกลางเป็นบ้านผีสิงรวมถึงเริ่มมีการใช้ฟักทองแกะสลักเป็นหน้าคนที่ดูน่ารัก ไม่มีพิษภัย เป็นส่วนหนึ่งของการต้อนรับเด็กๆ ที่เดินเคาะประตูบ้านเพื่อรับขนม

ภาพแทนของฟักทองที่กลายเป็นไอคอนและกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอเมริกัน ส่วนหนึ่งจึงมีหัวใจอยู่ที่การทำให้ไร้พิษภัยด้วย Cindy Ott ผู้เขียนหนังสือ Pumpkin: The Curious History of an American Icon เสนอข้อเสนอที่ลึกซึ้งว่า ฟักทองเป็นตัวแทนของความอยากที่จะเชื่อมต่อกับธรรมชาติของชาวอเมริกัน และเกี่ยวข้องกับภาพของฟักทองผี ที่ค่อยๆ ไร้พิษภัยและเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องเล่าของเด็กๆ 

เธอบอกว่า ภาพแทนของฟักทองในทศวรรษหลังสงครามโลก สัมพันธ์กับสังคมอเมริกันร่วมสมัย นอกจากการตั้งฟักทองในวันฮาโลวีนแล้ว ภาพของฟักทองซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสินค้า ภาพโฆษณา การ์ตูน ภาพเขียนซึ่งเกี่ยวข้องกับฮาโลวีน ถูกทำให้น่ารักขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงตัวผีฟักทองเองที่เป็นผีที่ไม่น่ากลัวด้วยตัวมันเอง มีแต่หัว ไม่มีตัว ไปทำร้ายอะไรใครไม่ได้ ฮาโลวีนก็ถูกทำให้กลายเป็นเทศกาลของครอบครัว

ทั้งตัวซินดี้นี้เองก็เสนอถึงความสำคัญของฟักทองว่า ถ้าดูประวัติศาสตร์ของฟักทองต่อสังคมอเมริกันซึ่งย้อนไปเก่าแก่เท่าๆ กับยุคที่ชาวไอริชเข้ามาตั้งรกรากในช่วงอาณานิคม ฟักทองเป็นพืชที่สัมพันธ์กับเศรษฐกิจและความรุดหน้าของสังคมอเมริกันในฐานะผลิตผลทางการเกษตร

เธออธิบายว่าในยุคเดิม ฟักทองไร่แบบที่เราเห็นๆ กันลูกใหญ่ๆ เป็นพืชที่ปลูกง่าย โตไว ในยุคบุกเบิก ผู้ตั้งถิ่นฐานจึงใช้ฟักทองเป็นอาหารพื้นฐาน เอาไปทำสตู ทำพาย และเอาไปเลี้ยงสัตว์ก็ได้

แต่เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 19 เกิดความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรม อเมริกันชนมั่งคั่งขึ้น อาหารก็หลากหลายขึ้น ช่วงนั้นเองที่ฟักทองไร่ลูกใหญ่ซึ่งรสชาติไม่โดดเด่น ก็ค่อยๆ ลดบทบาทลง คนอเมริกันไปนิยมพืชตระกูลสควอช อื่นๆ มากกว่า–ตรงนี้ก็สะท้อนกับเรื่องราวที่ว่า ทำไมเด็กๆ ถึงเอาฟักทองไร่ไปใช้เล่นหลอกผีกันในช่วงศตวรรษ 19 เป็นต้นไป

พร้อมกันนั้น อเมริกาเองก็ก้าวจากสังคมเกษตร สู่สังคมอุตสาหกรรม ผู้คนเองก็เริ่มห่างไกลจากการเพาะปลูกและชีวิตชนบท ตรงนี้เองที่ ‘ภาพชนบท’ เริ่มกลายเป็นภาพในจินตนาการ ฟักทอง กลายเป็นส่วนหนึ่งของภาพวันฮาโลวีน เป็นตัวแทนของความเรียบง่าย การใช้ชีวิตกับผืนดิน การทำงาน ฟักทองเลยกลายเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นอุดมคติแบบอเมริกัน แบบชีวิตบ้านไร่มากขึ้น เป็นตัวแทนของฤดูเก็บเกี่ยว ของความอบอุ่นในช่วงเวลาแห่งฤดูใบไม้ร่วง

หนึ่งใน ‘ความเป็นฤดูใบไม้ร่วง’ ที่พัดพาไปพร้อมๆ กับ ‘ฮาโลวีน’ ก็คือเมนูว่าด้วยฟักทอง เช่นการมาถึงของช่วงเวลาการกินพายฟักทอง และตัวอย่างที่สำคัญที่สุด คือ ‘ลาเต้ฟักทอง (pumpkin spice latte)’ ที่บ้านเราอาจไม่ฮิตมาก แต่ที่ประเทศใกล้ๆ เราคือญี่ปุ่น ถือว่าอินมากช่วงตุลาคมและช่วงวันฮาโลวีน

ปี 1940 และการพัฒนาพืชวงแตง

ข้อสังเกตของคุณซินดี้น่าสนใจมาก คำว่าฟักทองในฐานะพืชเกษตรของอเมริกัน เป็นคนละอย่างกับแบบที่เราคิดถึงฟักทองแบบไทยๆ หรือแบบญี่ปุ่น คืออันที่จริงแล้วฟักทองแบบอเมริกันไม่ใช่พืชที่ปลูกเพื่อกินเป็นผัก ส่วนใหญ่เราจะเห็นเมนูอเมริกันที่ใช้พืชตระกูลแตงอื่นๆ เช่นสควอชที่มีเนื้อเหลืองบ้าง ขาวบ้าง หรืออีกส่วนก็จะเป็นฟักทองเฉพาะที่ปลูกขึ้นเพื่อเข้าโรงงาน ผลิตเป็นฟักทองบด 

ตัวเลขในปี 2024 จากกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) ระบุว่า 85% ของพื้นที่ปลูกฟักทอง เป็นตลาดฟักทองสดที่ใช้ทั้งรับประทานและตกแต่ง อีก 15% ปลูกสำหรับแปรรูป ซึ่งใน 85% นี้ USDA ระบุว่าส่วนใหญ่เป็นฟักทองเพื่อการตกแต่งเป็นหลัก คือปลูกเพื่อเอาไปตกแต่งสวยงาม รวมถึงใช้ในเทศกาลช่วงใบไม้ร่วง ทั้งฮาโลวีนและวันขอบคุณพระเจ้านี่แหละ

ทีนี้ หนึ่งในสายธารของการพัฒนาฟักทอง จนกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของตลาดฟักทองในทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งก็เลยเกี่ยวข้องย้อนกลับไปที่เทศกาล ก็คือการพัฒนาสายพันธุ์ฟักทองที่มีเป้าหมายเรื่องหน้าตารูปลักษณ์และคุณสมบัติอื่นๆ ที่ไม่ใช่เพื่อความอร่อยเป็นหลัก

หนึ่งในโครงการที่โดดเด่นคือโครงการวิจัยและปรับปรุงพืชตระกูลแตงของมหาวิทยาลัยนิวแฮมป์เชียร์ (University of New Hampshire) –UNH Cucurbit Breeding ที่เป็นสถานีวิจัยและเป็นความร่วมมือของนักปรับปรุงพันธุ์พืช ซึ่งร่วมมือกับภาคเกษตรและธุรกิจเมล็ดพันธุ์ ตัวโครงการเริ่มต้นตั้งแต่ปี 1940 พัฒนาพืชตระกูลแตง ทั้งเมลอน สควอช ฟักทอง มีพืชในตระกูลออกมามากมาย

ตัวโครงการก็พูดถึงการเกิดขึ้นของตลาดพืชตระกูลแตงคือฟักทองและสคอวช ที่มาพร้อมกับตลาดการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ซึ่งเริ่มบูมขึ้นในทศวรรษ 1980 หลังจากกลางทศวรรษ นักวิจัยจึงพัฒนาพันธุ์ โดยที่ไม่ได้คิดแค่เรื่องความอร่อย เนื้อเยอะ แต่กลับต้องคิดในมุมเรื่องความสวยงามและความเหมาะสมสำหรับนำไปใช้เพื่อการตกแต่ง

ตรงนี้เองนำไปสู่ทั้งการพัฒนาฟักทองสีต่างๆ จากสีเหลืองสู่สีขาว ไปสู่สีน้ำตาลอ่อน พัฒนากระทั่งให้ก้านฟักทองหนาและแข็งแรง ตอบสนองกับฟาร์มหรือกิจการที่เปิดสวนให้นักท่องเที่ยวเก็บฟักทองเอง พัฒนาให้ทนต่อโรค ซึ่งโครงการ UNH ถือเป็นหนึ่งในโครงการที่สนับสนุนและผลิตสายพันธุ์ฟักทอง ในปี 2019 จากตัวเลขฟักทองในภูมิภาคที่มีราว 150 สายพันธุ์ ในจำนวนนี้มีราว 30 สายพันธุ์ที่มีที่มา คือสืบเชื้อสายจากฟักทองที่พัฒนาในโครงการหรือนักพัฒนาของ UNH โดยเฉพาะฟักทองสีขาว ที่กลับมาเป็นที่นิยมในฐานะฟักทองตกแต่งช่วงเทศกาล

ซึ่งนิวแฮมป์เชียร์ รวมถึงโครงการพัฒนาพืชและสถานีวิจัยพืชตระกูลแตง ถือเป็นส่วนหนึ่งทั้งการพัฒนาพืชและเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอเมริกันที่เกี่ยวข้องกับฟักทองของแถบนิวอิงแลนด์ ซึ่งก็คือพื้นที่ที่ชาวไอร์แลนอพยพหนีความอดอยากมานั่นเอง

โจทย์ที่ตั้งใจปลูกฟักทองเพื่อความสวยงามหรือการตกแต่ง จึงมีความต้องการและการคัดพันธุ์ที่เฉพาะ ว่าด้วยเรื่องก้าน ความแข็งแรง กระทั่งรูปทรงที่กลมพอเหมาะ ตั้งได้แล้วไม่ล้ม เนื้อหนาพอประมาณ สีชัดเจน มีร่องที่เป็นเอกลักษณ์ (คือดูรู้ว่าเป็นฟักทอง) เปลือกแข็งเหมาะกับการขนส่ง ไม่เน่าเสียง่าย

สำหรับการพัฒนาฟักทองเพื่อตกแต่งเทศกาล ทำให้การคิดเชิงการพัฒนาพันธุ์ฟักทองขยายไปจากรสชาติ ปริมาณผลิตผล เนื้อของฟักทอง สู่การคิดในเชิงภาพหรือหน้าตาของฟักทอง หนึ่งในบทความที่พูดถึงการพัฒนาฟักทองเพื่อการตกแต่งพูดถึงกระทั่งก้านของฟักทอง ที่ก้านต้องแข็งแรงสำหรับการเปิดให้คนขุดเอง หรือก้านอาจจะต้องหนา สวยงาม เห็นแล้วเป็นฟักทองที่ดูอุดมสมบูรณ์และสวยงาม

ซึ่งนอกจากโครงการ UNH การพัฒนาฟักทองเพื่อทำผี เกิดขึ้นจนกลายเป็นฟักทองที่มีชื่อพันธุ์เฉพาะ เช่น พันธุ์ Jack O’Lantern ฟักทองที่ตั้งใจคัดขนาดใกล้เคียงกับหัวของคนเรา พันธุ์ Spookie ที่เอา Jack O’Lanter มาพัฒนาให้ออกผลดีขึ้น พันธุ์ Spooktacular ฟักทองลูกเล็กหนักประมาณ 4-6 ปอนด์ สีส้มสด รูปร่างสม่ำเสมอ และแกะสลักได้ดี หรือพันธุ์ Moonshine (ตัวนี้พัฒนาโดย UNH) ล่าสุดเปิดตัวในปี 2003 เป็นฟักทองสีขาวโอลด์มันนี่ มีกระทั่งสายพันธุ์ที่พัฒนาเพื่อให้เหมาะกับเด็กๆ ในการทำกิจกรรมเกะสลักคือ พันธุ์ Bisbee Gold ตัวลูกมีขนาด 8-10 ปอนด์ (3.6-4.5 กิโลกรัม) ให้ผลผลิตดี ก้านแข็งแรง และสีสวย

การพัฒนาพันธุ์เป็นกิจการว่าด้วยการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ มีค่าสิทธิในการใช้พันธุ์ เราจะเห็นว่า ฟักทองในตลาดที่สนองกับความต้องการ กระทั่งเป็นส่วนหนึ่งของภาพแทนของฤดูกาลและเป็นส่วนหนึ่งของฮาโลวีน มีนักพัฒนาพันธุ์ กิจการเมล็ดพันธุ์และสิทธิการใช้เมล็ดพันธุ์ เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นฮาโลวีนร่วมสมัย รวมถึงมีการแบ่งตลาดเพื่อตอบสนองซึ่งทำให้การพัฒนาผลิตผลมีความหลากหลาย และมีกลุ่มตลาดที่เฉพาะเจาะจง

สำหรับในมุมมหาวิทยาลัย การเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาพันธุ์ โครงการ UNH ในปี 2014 มีรายงานว่ามูลค่าฟักทองที่โครงการร่วมผลิตหรือเป็นผู้ร่วมหรือพัฒนาพันธุ์มูลค่าสูงถึง 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตรงนี้เองเป็นระบบนิเวศทางการเกษตรที่เกี่ยวข้องตั้งแต่กิจการเมล็ดพันธุ์ เกษตรกรผู้ปลูก มาจนถึงกิจการท่องเที่ยวเชิงเกษตร

ดังนั้น จริงๆ ตรงนี้เลยย้อนกลับไปว่า ภาพฟักทองผี กระทั่งฟักทองตกแต่ง ฟักทองวันขอบคุณพระเจ้า ฟักทองฟาร์มในชีวิตไร่นา ฟักทองสวยๆ ที่เป็นภาพจำของฤดูใบไม้ร่วง ส่วนหนึ่งก็เกี่ยวข้องกับการพัฒนาพันธุ์พืชเพื่อตอบสนองกับตลาดฟักทองสวยงาม ฟักทองทรงกลมๆ สวยๆ ไปจนถึงฟักทองที่เอามาแกะเป็นหน้าผี ล้วนมาจากการพัฒนาสายพันธุ์ที่วนเวียนกลับไปกลับมาระหว่างพื้นที่ของเรื่องเล่าคือพื้นที่จินตนาการ เช่นภาพของฟักทองตั้งแต่เรื่องผีหัวขาด สุดท้ายฟักทองจริงๆ ก็ได้รับการพัฒนาจนกลายเป็นภาพที่เราจะนึกออกว่า อ๋อ นี่คือฟักทองฮาโลวีนและเป็นภาพของฤดูใบไม้ร่วงนะ ซึ่งก็ไปสัมพันธ์กับภาพของวัฒนธรรมแบบอเมริกันอีกที

เรื่องราวของฟักทอง ฮาโลวีนในมุมของทรัพย์คัลเจอร์จึงเป็นอีกพื้นที่ที่สลับซับซ้อน จากชนบทในพื้นที่ตอนบนของเกาะอังกฤษ สู่ดินแดนใหม่ที่พืชหัวใหญ่โต จากฟักทองที่ทั้งสำคัญต่อการตั้งอาณานิคม สู่การมีสถานะที่เราไม่ได้บริโภคมันลงท้อง แต่บริโภคความหมายของมัน จากการเป็นส่วนหนึ่งของจากอาหาร สู่การเป็นภาพของเรื่องเล่าและงานเทศกาล และจากการพัฒนาพันธุ์พืช สู่การผลิตฟักทองที่เน้นหน้าตา ซึ่งกลายเป็นภาพฟักทองมาตรฐาน ที่กำลังขยายหน้าตาของมันไปเรื่อยๆ 

เป็นฟักทองที่จริงๆ มีทุนนิยมและระบบเศรษฐกิจเป็นกลไกขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลัง

อ้างอิง

– smithsonianmag.com/smart-news/when-people-carved-turnips-instead-of-pumpkins-for-halloween-180978922/? 

– smithsonianmag.com/history/when-halloween-was-all-tricks-no-treats-180966996 

– uwpressblog.com/2014/10/29/pumpkin-patch-to-jack-o-lantern-a-halloween-history-lesson/? 

– blogs.loc.gov/headlinesandheroes/2021/10/the-origins-of-halloween-traditions 

– seedworld.com/canada/2019/10/31/for-jack-o-lanterns-white-is-the-new-orange 

– unhcucurbits.org/breeding/? 

– ers.usda.gov/newsroom/trending-topics/pumpkins-background-statistics 

– ers.usda.gov/data-products/charts-of-note/110255?

Writer

ชื่อว่านครับ ทำงานรับจ้างทั่วไปด้านงานเขียน ส่วนใหญ่เขียนเรื่องการเขียน การอ่าน และวัฒนธรรม เชื่อว่าพื้นที่นามธรรมเป็นสินทรัพย์ที่จะพาเราเติบโตอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

Illustrator

ชื่อกล้วยค่ะ banana blah blah เป็นนักวาด บางวันจับเม้าส์ปากกา บางวันจับลูกกลิ้งทำภาพพิมพ์ สนใจ Art therapy และการวาดภาพเพื่อ Healing เชื่อว่าการทำงานที่ดีต้องทำให้เราอิ่มทั้งกายและใจ ได้มองเห็นตัวเองเติบโตภายใน

You Might Also Like