Screen & Proud
ความท้าทายครั้งใหม่ของ Doc Club & Friends ในวันที่โรงภาพยนตร์อิสระยังเป็นธุรกิจต้องคำสาป
มีคนเปรียบเทียบว่า การทำโรงภาพยนตร์อิสระเหมือนคำสาป
ไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัดทางกฎหมายที่ไม่เอื้อต่อพื้นที่ขนาดเล็ก โมเดลธุรกิจที่ต้องแบกรับต้นทุนสูงขณะที่รายได้ต่ำ การแข่งขันกับตลาดกระแสหลัก ยังไม่นับการมาถึงของสตรีมมิงต่างๆ หรือนโยบายทางการเมืองที่ยังขาดการสนับสนุนที่มั่นคงและมากพอ
เหล่านี้ทำให้การเติบโตของโรงภาพยนตร์ขนาดเล็ก ที่เกี่ยวเนื่องไปถึงความหลากหลายของวัฒนธรรมการชมภาพยนตร์กระแสรองหรือกลุ่ม niche เป็นไปด้วยความลำบาก
แน่นอนว่าทั้งหมดทั้งมวลล้วนส่งผลต่อความเสี่ยงในแง่ธุรกิจของผู้ประกอบการโรงภาพยนตร์อิสระ

ธิดา ผลิตผลการพิมพ์ หรือ พี่ธิดา ที่ผู้คนในแวดวงคนรักภาพยนตร์รู้จัก เธอและสามี หมู–สุภาพ หริมเทพาธิป คือบุคคลสำคัญในการร่วมกันก่อตั้งนิตยสาร Bioscope ไบเบิลคนรักหนังที่ลาแผงไปแล้ว รวมถึงโรงภาพยนตร์อิสระ Doc Club & Pub ที่ฉายหนังนอกกระแสและภาพยนตร์สารคดี ซึ่งในที่สุดก็ไม่ได้เป็นเพียงแค่ ‘พื้นที่ฉายภาพยนตร์’ เพียงอย่างเดียว แต่กลายเป็น ‘เซฟโซน’ สำหรับคนรักภาพยนตร์ในการแวะมานั่งพักผ่อน กินขนม นั่งเล่น นัดพบปะเพื่อน โดยมีหนังรายล้อมพวกเขาอยู่
แม้ Doc Club & Pub จะต้องยุติการให้บริการไปเมื่อสองปีก่อน ด้วยเงื่อนไขทางกฎหมาย แต่ล่าสุด พื้นที่ของคนรักหนังนอกกระแสแห่งนี้กลับมาอีกครั้ง บนโลเคชั่นใหม่อย่าง Cloud11 ในชื่อ Doc Club & Friends
“เส้นทางอาชีพที่เราเลือกมันดันไม่ใช่กระแสหลักอยู่เสมอ เหมือนต้องเริ่มต้นอะไรบางอย่างใหม่ ต้องสื่อสารใหม่ ต้องพยายามหากลุ่มลูกค้าใหม่ และอยู่ในภาวะปริ่มๆ แบบนี้มาตลอดทั้งชีวิต”
ธิดากล่าวไว้ในบทสนทนา แต่นั่นไม่ใช่ข้อจำกัดในความรักที่มีต่อภาพยนตร์และความต้องการผลักดันอุตสาหกรรมภาพยนตร์นอกกระแสให้เติบโตขึ้น ผ่านธุรกิจที่เธอเลือก
เราชวนธิดามาสนทนากันในวันที่ Doc Club & Friends เปิดให้บริการอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้ไม่ได้มาคนเดียว แต่ชวนเพื่อนฝูงที่มีความเชื่อเดียวกันมาร่วมเส้นทางพร้อมความท้าทายใหม่ๆ และการบริหารความเสี่ยงในวันที่ธุรกิจโรงภาพยนตร์อิสระยังไม่มั่นคง
ถ้าพร้อมแล้ว ขออนุญาตหรี่ไฟ เปิดม่าน บทสนทนากำลังจะเริ่มต้น ณ บัดนี้

ถ้าย้อนกลับไปดูตั้งแต่อดีต โรงหนังอิสระในไทยมักไปต่อลำบาก ตั้งแต่ Bangkok Screening Room รวมถึงการยุติการฉายภาพยนตร์ของ Doc Club & Pub เมื่อสองปีก่อน ทำไมการดำรงอยู่ของโรงหนังอิสระขนาดเล็กในไทยถึงเป็นเรื่องยากลำบาก
ข้อแรกเลย มันไม่ได้ยากเฉพาะสำหรับประเทศไทย เท่าที่เคยพยายามติดตามหาโมเดลความสำเร็จ แม้กระทั่งประเทศอย่างฝรั่งเศส อังกฤษ ญี่ปุ่น ที่เรารู้ว่าเขามีนโยบายทางด้านภาพยนตร์แข็งแรง และมีนโยบายรัฐหรือเอกชนที่สนับสนุนการสร้างวัฒนธรรมการดูหนัง โดยเฉพาะหนังทางเลือก ในพื้นที่ทางเลือก เหล่านี้ก็ยังเผชิญกับปัญหานี้อยู่เรื่อยๆ เพียงแต่ว่าความต่างกันคือ เขาอาจจะมีกลไกและมีโครงสร้างรองรับที่แข็งแรงประมาณหนึ่ง ทำให้ผู้ประกอบกิจการลักษณะนี้เกิดขึ้นง่ายกว่า เหมือนมีคู่มือตัวช่วยในระหว่างการดำเนินกิจการให้พอที่จะฝ่าวิกฤตไปแต่ละช่วงมากขึ้น
ที่สุดแล้วมันไม่ได้เป็นตัววัดเรื่องความยั่งยืน แต่อาจจะมีความง่ายในการดำเนินการมากขึ้นกว่าประเทศไทยที่ไม่มีโครงสร้างอะไรเลย โดยสถานการณ์มันเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว เพราะมันคือทางเลือก มันไม่ได้อยู่ในวิถีการบริโภคภาพยนตร์ที่เป็นกระแสหลัก เฉพาะในส่วนของประเทศไทยเราคิดว่ามันยิ่งยากขึ้นไปอีก เพราะเราไม่ได้มีภาคส่วนทั้งรัฐและเอกชน ทางกระแสหลักที่เห็นความสำคัญของการสร้างวัฒนธรรมการชมภาพยนตร์กระแสรอง คือเราเห็นว่ามันเป็นเรื่องทางเลือก เป็นเรื่องรสนิยมส่วนตัว เป็นเรื่องของแต่ละคนไป คุณก็ไปดูหนังอาร์ตสิ อะไรแบบนั้น แต่เรายังไม่มีแนวคิดหลักที่เห็นว่า การสร้างพื้นที่ประเภทนี้ก็ส่งผลโดยตรงต่อเนื่องกับกระแสหลักนั่นแหละ
คุณสร้างเด็กๆ สร้างนักศึกษา สร้างประชาชนที่มีรสนิยมการดูหนังหลากหลาย ในที่สุดเขาก็เป็นลูกค้าของคุณในวันใดวันหนึ่ง คือระบบนิเวศมันเอื้อกันอย่างนี้ แต่ประเทศเรามองเป็นคนละตลาด ดังนั้น ตลาดกระแสรองถูกมองว่าเป็นเรื่องของศิลปิน เป็นเรื่องส่วนบุคคล คุณก็ดิ้นรนกันเอาเองภายใต้สิ่งที่เป็นอยู่
นี่คือภาพใหญ่ แต่ก็ตอบได้หมดว่า หนังอินดี้อยู่ยาก คนทำหนังอินดี้ก็อยู่ยาก ทำโรงหนังอินดี้ก็อยู่ยาก แล้วไม่ได้มีกลไกในเชิงธุรกิจที่จะซัพพอร์ตทุกคนที่เอาตัวรอดเอง ซึ่งจำนวนหนึ่งเลือกทำเป็นพื้นที่อิสระที่อยากจะฉายหนังเล็กๆ เพราะอาจจะชอบหนังแบบนั้น อยากจะสร้างชุมชนของเขา เขาก็ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดเอง เราจะทำธุรกิจ ก็ต้องดิ้นรนในระดับธุรกิจที่ไม่มีอะไรเอื้ออีก มันเหมือนกับวัดว่าใครมีสายป่าน ใครมีความอึด แต่ไม่ได้มีโครงสร้างอะไรซัพพอร์ทเลย

มีกรณีเกี่ยวกับโรงภาพยนตร์อิสระในต่างประเทศที่น่าสนใจ และประเทศไทยอาจจะเรียนรู้ได้บ้างไหม
ในช่วงนี้เราชอบตามดูของอังกฤษ เนื่องจากว่าอังกฤษเจอปัญหาในเชิงอุตสาหกรรมคล้ายๆ กัน นั่นคือหนังอังกฤษ ครั้งหนึ่งมันก็เป็นอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่แข็งแรง แต่เขาพบว่าอัตราการดูหนังทางเลือกของคนน้อยลง ซึ่งเราคิดว่าสำหรับประเทศที่ต้องการจะสู้กับตลาดฮอลลีวูด เขายิ่งเห็นว่ามันคือปัญหา เพราะมันหมายความว่าคนดูส่วนใหญ่ไม่ได้มีอะไรบางอย่าง นั่นคือ หนึ่ง–คนดูไม่ได้มีความรู้สึกว่าจะต้องดูหนังอินดี้อะไรเลย หนังฮอลลีวูดเข้ามา ฉันก็พร้อมที่จะกระโดดไปดูหนังฟอร์มใหญ่ แล้วพอถูกตลาดกระแสหลักตีมากๆ รสนิยมมันก็ถูก Shape ไปในทางหนึ่ง เหมือนกับคนที่ดูหนังในบ้านเราอาจจะเป็น คนถูก Shape ว่า ความบันเทิงหรือการดูภาพยนตร์ต้องเป็นแบบนี้ แต่ถ้าคุณดูสิ่งที่แตกต่างจากนี้กลายเป็นว่า ดูยาก ปีนบันไดดู อะไรก็แล้วแต่ อังกฤษเขาก็เจอปัญหาแบบนี้
ในช่วงหลายปีมานี้ สถาบันภาพยนตร์อังกฤษ (BFI) ก็มีนโยบายโครงการที่จะมุ่งไปที่การสนับสนุนพื้นที่เล็กๆ คือ โรงหนังอิสระในอังกฤษ ซึ่งมีอยู่ตามเมืองต่างๆ เยอะแยะมากมาย มีหลายขนาด เขามีนโยบายที่เป็นรูปธรรมเลย เช่น ปีล่าสุดมีการกำหนดงบก้อนใหญ่มากที่จะทำให้กิจการของโรงเหล่านี้อยู่ได้ และทำให้เขามีเครื่องมือที่จะชักชวนคนเข้ามาใช้บริการเยอะๆ อย่างเช่น จัดเป็นวันภาพยนตร์อิสระ แล้วรัฐก็ให้ทุนสนับสนุนแจกเงินไปทุกโรงเล็กๆ เพื่อให้ไปทำโปรโมชั่นกับคนดู แจกตั๋วฟรีโดยที่รัฐซัพพอร์ท เพื่อให้เด็ก นักศึกษา ชาวบ้านในชุมชนเข้ามาใช้บริการมากขึ้น เป็นนโยบายต่อเนื่องเพื่อที่จะเลี้ยงกิจการเหล่านี้ให้อยู่ได้ เพราะเขาไม่ได้มองว่าไปซัพพอร์ทเอกชนเฉยๆ แต่มองว่าทั้งหมดนี้มันคือการสร้างฐานคนดูใหม่หมด ไม่อย่างนั้นเขาก็จะมีตลาดที่แข็งแรงไม่ได้ ซึ่งโมเดลแบบนี้ไม่ได้ซับซ้อน
แต่ก็มีโมเดลอื่นๆ ที่ซับซ้อนกว่านี้ เช่น ลงไปทำงานกับระบบการศึกษา เอาเรื่องภาพยนตร์ลงไปในหลักสูตรการศึกษาเพื่อสร้างรากฐานการดูหนังตั้งแต่ตรงนั้น ซึ่งมันมีความซับซ้อนในแง่โครงสร้าง กระทรวงศึกษาใดๆ ของไทยอาจจะจัดการเรื่องนี้ไม่ได้ แต่เราคิดว่านโยบายแบบรัฐ คือการอัดฉีดเงินลงไปที่คนตัวเล็กตัวน้อย เพราะเขามองเห็นว่าคนเหล่านี้คือรากที่จะเลี้ยงขึ้นมา
นโยบายมันทำไม่ยาก มันมีวี่แววที่รัฐไทยก็สามารถทำได้เลย เพราะเราก็ทำอะไรคล้ายๆ ทำนองนี้อยู่แล้ว เพียงแต่เราไม่ค่อยมองเห็นตัวรากฐานแบบนี้เลย
ช่วงที่มี THACCA (สำนักงานส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ หรือ Thailand Creative Culture Agency) ก็ดึงบุคลากรในวงการภาพยนตร์เข้าไป ยกตัวอย่าง คุณชายอดัม (หม่อมราชวงศ์เฉลิมชาตรี ยุคล) ที่เข้าไปเป็นประธานอนุกรรมการภาพยนตร์ แกก็เข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี แล้วก็ซัพพอร์ทหนังเรื่องเล็กๆ แต่พอจะทำอะไรที่ต้องเปลี่ยนไปถึงในระดับงบรัฐ ในระดับที่ต้องแตะต้องกับข้าราชการ ทุกอย่างต้องไปขึ้นกับเจ้ากระทรวง มันหาความแน่นอนไม่ได้ แล้วเจ้ากระทรวงไม่อินเรื่องนี้ ไม่เหลียวแล อะไรประมาณนั้น

ถ้าให้ย้อนมอง 2 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่ได้ตกผลึกหรือเรียนรู้จากการทำ Doc Club & Pub ที่ถูกปิดไปก่อนหน้านี้คืออะไรบ้าง
อย่างแรกคือได้เรียนรู้ว่ามันมีกฎหมายมหรสพอยู่ ด้วยกฎหมายที่ทำให้เราต้องโดนปิดเราก็เหมือนประชาชนทั่วไป ที่ก็รู้ว่ามันมีกฎแบบนี้ แต่ไม่เคยเข้าไปเกี่ยวข้องกับมันในเชิงลึกถึงขั้นที่ต้องเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการแก้กฎหมายที่เกิดขึ้นหลังจากเราโดนปิด แล้วก็เข้าไปเห็นปัญหาโคตรเยอะ นี่แค่ฉบับเดียว แล้วประเทศไทยมีกฎหมายแบบนี้ในเรื่องอื่นๆ อีกมากมายแค่ไหน กระบวนการที่จะแก้ไข ทำไมมันยากเย็นขนาดนี้ ตอนเขียนมาแลดูเหมือนน่าจะใช้ความคิดน้อยกว่านี้หรือเปล่า แต่ตอนแก้ทำไมมันยาก นี่ก็เป็นสิ่งที่ได้เรียนรู้ว่า โห ประเทศไทยนี่มีจุดที่ต้องแกะอีกโคตรเยอะเลย
ในเชิงธุรกิจ มันเป็นการเรียนรู้มาจากการที่โรงโดนปิด คืองานที่เราทำ มันเป็นงานที่เหมือนเราสะสมองค์ความรู้ไปเรื่อยๆ ดังนั้น ตอนที่เราทำ Doc Club & Pub เราดูแลทุกส่วนเอง คือหมายถึงทั้งโรงหนัง ทั้งส่วนร้านอาหาร บาร์ ซึ่งเราก็พบว่าเราไม่ได้ถนัดนะ เพราะเราไม่ได้เดินมาในสายนี้ ความรู้เราก็มีอยู่แค่เรื่องหนัง เรื่องคนดู
คราวนี้พอมาทำ Doc Club & Friends เราพบว่า ความจำเป็นที่จะต้องมีทั้งสองส่วนและอื่นๆ ยังต้องมี คือโรงหนังที่เป็นโรงเดี่ยวๆ หวังว่าจะเอาตัวรอดด้วยการขายตั๋วอย่างเดียวมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว จริงๆ มีหลายที่เข้ามาหาเรา หรือเราเข้าไปคุยเรื่องพื้นที่กับเขา แต่ทุกคนจะมีภาพอยู่ในหัวว่า เอา Doc Club มาเสียบ แล้วเป็นแค่โรงหนัง แต่เขามีอย่างอื่นอยู่หมดแล้ว เขาแค่ต้องการเราเป็นโรงหนัง แต่เราบอกว่าไปอยู่แค่นั้นไม่ได้ เราไม่สามารถเลี้ยงตัวด้วยการขายตั๋วอย่างเดียว เราจำเป็นต้องมีทั้งหมดนี้
ดังนั้น พอมาอยู่ที่นี่ เราเลยยังเป็นโมเดลนี้ แต่ส่วนที่ไม่ถนัดก็อย่าฝืนทำ เราเลยหาคนที่เขาถนัดแล้วจะช่วยซัพพอร์ตกันและกันได้ ก็เลยมีโอกาสได้คุยกับคุณบาส (ณัฐวุฒิ พูนพิริยะ) ก็ชวนเข้ามาเป็นพาร์ตเนอร์
*กฎหมายมหรสพ คือ กฎกระทรวงว่าด้วยการอนุญาตให้ใช้อาคารเพื่อประกอบกิจการโรงมหรสพ เช่น พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร และกฎกระทรวงว่าด้วยการอนุญาตให้ใช้อาคารเพื่อประกอบกิจการโรงมหรสพ ประเภทและระบบความปลอดภัยของโรงมหรสพ

รูปแบบ Doc Club & Friends ครั้งนี้จะต่างจาก Doc Club & Pub ยังไงบ้าง
อย่างแรกคือความคิดที่ว่า ทำไมยังต้องทำโรงหนังอยู่ หลังจากโดนปิดครั้งก่อนจากอุปสรรคเรื่องกฎหมาย แน่นอนเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องผ่านไปให้ได้ในครั้งนี้ มีคนถามเยอะว่า ทำไมต้องเป็นโรงหนัง หนึ่ง–เราต้องบอกว่า ภาพรวมโรงหนังในตลาดมันก็เห็นอยู่ว่าเป็นไปได้ยาก ตอนนี้โรงหนังใหญ่ๆ จำนวนมากก็ร่อแร่ ปิดสาขาไปหลายที่ แล้วถ้าเรายังจะทำพื้นที่เล็กๆ ก็เห็นแล้วว่ามันอยู่ด้วยตัวเองลำบาก แต่ในแง่ของการทำงานโดยวิชาชีพ เรามีความรู้สึกว่า มันเป็นสิ่งสำคัญ เราก็ยังต้องการจะยืนยันว่าพื้นที่แบบนี้มันสำคัญและต้องมีในประเทศไทย
สอง–ในแง่ส่วนตัว เรารู้สึกว่าคราวที่แล้วมันยังไม่สุด เรายังมีเรื่องที่อยากทำอีกตั้งเยอะ มีหนังอยากฉาย แต่ในความเป็นจริง เราจำเป็นต้องมีแหล่งรายได้อื่นๆ ที่จะหล่อเลี้ยงสิ่งนี้ให้ได้ ดังนั้นคอนเซปต์ของ Doc Club & Friends ซึ่งบาสเป็นคนคิดชื่อ เพราะเขาเสนอว่า มี Doc Club แล้ว แต่คราวนี้ไม่ได้อยู่คนเดียวแล้วนะ มีเพื่อนเข้ามาเติมตรงนี้ แล้วคุณบาสก็ดึงเพื่อนเข้ามาอีก มาช่วยเสริมตรงเวที มีร้านโปสเตอร์ คือดึงใครที่คิดว่าเกี่ยวข้องและมีภาพในใจคล้ายๆ กันมารวมกัน มันก็เป็นคอนเซปต์ของที่นี่ว่า คนที่มีความเชื่อในสิ่งนี้มาเสริมซึ่งกันและกัน
ดังนั้น ที่นี่ก็จะมีโรงหนัง มีโซนบาร์ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตอนกลางคืน มีสแน็ก แล้วก็มีโซนเวทีที่มีดนตรี มีพื้นที่สร้างปฏิสัมพันธ์ มีการแสดงเล็กๆ มีวงสนทนาที่คุณไก่ (ณัฐพล บุญประกอบ) จะมาช่วยดูแล มีขายโปสเตอร์ของร้าน Redlight.Poster

มีคนเสนอพื้นที่มากมาย ทำไมถึงเลือกโลเคชั่นที่ Cloud 11
ต้องพูดตามตรงว่าหามาเยอะแยะมาก เราดูในเงื่อนไขต่างๆ เช่น ใกล้บ้าน หรือในเมืองมากกว่านี้ เพราะเงื่อนไขที่ต้องคิดในคราวนี้มันมีหลายส่วนมากขึ้น คราวที่แล้วเราอาจจะแค่ดูเรื่องความสะดวก ดูพื้นที่ที่เราเข้าถึงได้ แต่พอมีประเด็นเรื่องกฎหมาย ถ้าแก้เสร็จมันจะคล่องตัวกว่านี้ แต่ตอนนี้มันยังแก้ไม่เสร็จ เราก็จำเป็นต้องทำภายใต้กฎหมายที่มันไม่สมเหตุสมผล ดังนั้น มันตามมาซึ่งเงื่อนไขพื้นที่ ทางหนีไฟ ทางปลอดภัย ตัวเลือกเราก็หดลงเรื่อยๆ
ในทางกลับกัน คุณพอล สิริสันต์ ซึ่งเป็นคนดูพื้นที่ Cloud 11 ทั้งหมด ก็ติดต่อมาว่าอยากให้ที่นี่เป็นพื้นของคนทำงานในเชิงความคิดสร้างสรรค์ แล้วคิดว่ามีคนทำหนังก็ต้องมีโรงหนัง แต่เขาไม่ได้ต้องการโรงหนังกระแสหลักทั่วไป เพราะเขาไม่ได้คิดว่า Cloud 11 เป็นห้างแบบนั้น เขาก็มาคุยกันก่อนเราจะปิดที่ Doc Club & Pub ที่แรกแล้ว ก็ประจวบเหมาะกันพอดี

การทำ Doc Club & Friends ครั้งนี้มีความท้าทายอะไรใหม่ๆ ไหม
มีความท้าทายเพิ่มขึ้นหลายอย่าง เช่น เรื่องกายภาพ เพราะที่ตั้งเป็นโซนที่เราไม่ได้คิดไว้แต่แรก เพราะมันค่อนข้างไกล คือมันยังอยู่ในโซนเมือง ไม่ได้ไปอยู่ชานเมือง แต่ก็ถือว่าไกลจากจุดที่ลูกค้าคุ้นเคย เพราะความคุ้นเคยของโซนการดูหนังที่โฟกัสแค่คนกรุงเทพฯ จะอยู่โซนใจกลางเมือง เช่น สยาม การมาอยู่โซนสุขุมวิทใต้ เป็นเรื่องที่เพิ่มเวลามาอีกตั้งกี่สถานี การทำโปรแกรมมิงก็ต้องคิดว่า เรามีอะไรที่จะทำให้คนรู้สึกว่า การที่เขาต้องเดินทางมาถึงขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องเสียเปล่า คือให้เขารู้สึกว่าโอเคที่จะเดินทางมา
ส่วนความท้าทายในเชิงธุรกิจ คือ Doc Club & Friends มาเกิดขึ้นในจังหวะที่เป็นช่วงเวลาแย่ในทางเศรษฐกิจ การเมืองก็แย่ วงการภาพยนตร์ก็อยู่ในช่วงที่น่าเป็นห่วงมาก แล้วการทำงานนี้มีบริบทแวดล้อมที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ที่จะมองว่าเป็นเชิงลบก็ได้ โดยเฉพาะเครื่องมือที่เราต้องใช้ในการสื่อสารกับคน ซึ่งตอนที่ Doc Club ก่อตั้งใหม่ๆ เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เป็นยุคที่เฟซบุ๊กกำลังจะพีค โซเชียลมีเดียกลายเป็นเครื่องมือที่ดีมาก แต่พอเวลาผ่านไป เห็นอยู่ว่ามันกระจัดกระจายแตกไปหมด เครื่องมือที่เราจะใช้ในการดึงดูดคนก็ยากขึ้นไปอีก เลยรู้สึกว่ามันอยู่ในช่วงเวลาที่ท้าทาย
ทำให้เราต้องทำงานหนัก ต้องคิดมากขึ้น เราก็กังวลใจ เพราะเราค่อนข้างอายุมากแล้ว ก็จะคิดว่า จะทันไหมวะ ตอนนี้เขาต้องทำอะไรกัน มันมีความยากเพิ่มขึ้นหลายขั้น

สถานการณ์แบบนี้ทำให้การเปิด Doc Club & Friends ยังสนุกอยู่ไหม
มาลองคิดดู อาชีพของเราหรือพี่หมู อะไรก็ตามที่ทำด้วยกัน มันจะอยู่ในภาวะประเภทนี้อยู่ตลอดเวลา เพราะหนึ่ง–เส้นทางอาชีพที่เราเลือกมันดันไม่ใช่กระแสหลักอยู่เสมอ เหมือนต้องเริ่มต้นอะไรบางอย่างใหม่ ต้องสื่อสารใหม่ ต้องพยายามหากลุ่มลูกค้าใหม่ มันอยู่ในภาวะปริ่มๆ แบบนี้มาตลอดทั้งชีวิต แล้วไม่ว่าเราจะเริ่มจุดไหน มันจะเป็นจุดที่สังคมอยู่ในจุดเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่างอยู่เสมอ
ยกตัวอย่างตอนเราทำนิตยสารภาพยนตร์ Bioscope ครั้งแรก มันก็เป็นช่วงเวลาที่เพิ่งพ้นช่วงต้มยำกุ้งนิดเดียว ตลาดนิตยสารก็ตายกันหมด อยู่ดีๆ เราก็ทำนิตยสารทางเลือก ดังนั้นในแง่หนึ่งมันก็เป็นความยากที่รู้สึกว่าเกิดมาไม่เคยเจอ
มันยังสนุกอยู่ แล้วเราคิดว่าการทำโรงภาพยนตร์ก็มีเสน่ห์เฉพาะตัว เหมือนความสนุกสนานในการเป็นโปรแกรมมิง เราจะต้องเฟ้นหาหนัง ลองจัดกลุ่มหนัง ลองสื่อสาร ลองทำอะไรที่คนอาจจะว้าว มีสิ่งกระตุ้นความตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลา

รู้สึกยังไงในขณะที่ธุรกิจรูปแบบอื่นอาจจะมีวันที่สบายแล้ว แต่ธุรกิจรูปแบบนี้ต้องอยู่ในภาวะปริ่มๆ มาตลอด
เหนื่อยอยู่แล้ว เพราะยิ่งอายุมากขึ้น มันควรจะมองหาวันที่เราเตรียมเกษียณไม่ใช่เหรอ แต่เราจะมีไหมวันนั้น มันเหนื่อยในแง่ความรู้สึกถึงความไม่มั่นคงและน่ากังวลอยู่เป็นระยะๆ เหมือนมีแรงกดดันว่าเราต้องทำอะไรอยู่ตลอดเวลา เราจะไม่สามารถนั่งชิลล์ดูความเรียบร้อย มันไม่มีช่วงเวลาแบบนั้นเลย
แต่เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ถ้ามีช่วงเวลาแบบนั้นแล้วเราจะโอเคหรือเปล่า หรือเราเป็นคนแบบนี้แหละ คือทั้งหมดมันอาจจะมีเหตุผลของมันเอง เราเป็นคนแบบนี้ เราก็เลยเอาตัวเองมาไว้ตรงนี้หรือเปล่า

คิดว่าการทำธุรกิจในแบบของคุณเป็นแบบยอมเสี่ยงหรือเพลย์เซฟ
มีทั้งสองอย่างพร้อมกัน เพราะเราก็มีลูกด้วย มันมีโหมดแม่อยู่ในใจด้วยว่า เวลาที่มันเสี่ยง ไม่ได้เสี่ยงแค่เรา แต่ต้องคิดถึงความมั่นคงในชีวิตของลูกเราไปด้วยพร้อมกัน ดังนั้น ในพาร์ตหนึ่งเราอาจจะทำสิ่งที่ต้องวัดดวงนิดหนึ่ง แต่อีกพาร์ตหนึ่งก็ต้องมองหาความปลอดภัยในส่วนอื่น เช่น Doc Club จะมีส่วนที่เราซื้อลิขสิทธิ์หนังเขามาจัดจำหน่าย เราก็ต้องพยายามหาทางให้หนังเหล่านี้มันถูกขายสิทธิ์ไปให้กับแพลตฟอร์มอื่นๆ เพื่อที่จะเป็นแหล่งรายได้คอยรองรับอีกอัน

แล้วคุณมีแผนการรับมือความเสี่ยงในแง่ธุรกิจยังไง
ถ้าพูดตามตรง มันไม่ได้มีสิ่งที่เราจะมั่นใจได้เลย แม้แต่ก้อนที่เราตอบไปในคำถามก่อนว่าลิขสิทธิ์เป็นแหล่งรายได้ที่จะเอาไว้ซัพพอร์ตความเสี่ยง แหล่งนั้นก็ยังขึ้นอยู่กับคนอื่นอยู่ดี ไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวเรา ในจุดนี้ที่โรงหนังเพิ่งเปิดก็ค่อนข้างหวั่นใจนิดหน่อยว่า ขอให้มันไปได้ด้วยดี ไม่ใช่เปิดมาเจ๊ง ก็เหนื่อยนะ ดังนั้น อาจจะตอบไม่ได้ว่ามีแผนยังไง ตอนนี้มีแผนเฉพาะหน้าอย่างเดียว คือต้องทำมันให้ได้
สุดท้ายแล้วคุณบริหารความเสี่ยงยังไงให้ยังทำธุรกิจนี้ได้อย่างสนุกและยังมีแพสชั่น
มันขึ้นๆ ลงๆ แต่ก็ต้องประคองไปให้ได้ ที่สุดแล้วคือพอถึงจุดหนึ่ง เช่น ไม่ได้แล้วนะ มีเงินก้อนนี้ก้อนสุดท้าย จะเอาไปทำอะไรเพิ่มเติมไม่ได้แล้ว แต่พอดูสถานการณ์แล้วมันไม่ได้ ถึงยังไงก็ต้องทำ มันก็ต้องทำ ก็ต้องบริหารความรู้สึกว่า ที่สุดมันก็ต้องเดินไปข้างหน้า แล้วเดี๋ยวไปวัดดวงกัน ไม่เป็นหรอก ผ่านมาได้ตั้งหลายจุดแล้ว

ถ้ามีคนถามว่าทำไม Doc Club ถึงจำเป็นสำหรับคนดูหนัง หรืออุตสาหกรรมภาพยนตร์ คุณจะตอบว่ายังไง
เราพยายามจะมองแบบถ่อมตัว คือความเชื่อเรา เวลาเราไปเที่ยวต่างประเทศ เราชอบไปเสาะหาโรงหนังเล็กๆ ดู บางที่ก็หรูหรามาก บางที่ก็เล็กจิ๋ว แต่การมีอยู่ของเขามันจำเป็น เราพยายามสังเกตว่าเขามีบทบาทยังไงในชุมชนของเขา คนที่เข้าไปใช้พื้นที่ของเขาคาดหวังอะไร ในที่สุดแล้วประเด็นเรื่องพื้นที่ โดยเฉพาะประเทศแบบเราที่ศิลปวัฒนธรรมไม่ค่อยได้รับการเหลียวแลว่าเป็นสิ่งสำคัญ เรายังมองไม่เห็นภาพรวมว่าสิ่งนี้มันทำอะไรในสังคมหรือชีวิตมนุษย์ เรารู้สึกว่าการมีอยู่ของ Doc Club ก็เพื่อจะยืนยันว่ามันต้องมี
คุณอาจจะเห็นค่าหรือไม่เห็น แต่เราเชื่อว่ามันต้องมี ไม่ใช่ว่า Doc Club ต้องมีนะ แต่สิ่งนี้มันต้องมี มันอาจจะเป็นคนอื่นทำหรืออะไรก็ตาม เราอาจจะทำไม่รอด แต่ว่าวันข้างหน้าอาจจะมีคนทำแล้วรอดก็ได้ ตอนนี้เราอยู่ในภาวะที่ทำได้ก็จะทำ
จาก Doc Club & Pub ถึง Doc Club & Friends อะไรเป็นสิ่งที่คุณยังเชื่อจากธุรกิจนี้
อาจจะเป็นความชอบส่วนตัว คือมันจำเป็นกับชีวิตเรา แต่ไม่ได้หมายความว่าถ้าไม่ทำโรงหนังแล้วเราจะอยู่ไม่ได้นะ มันเป็นความเหนื่อยอีกก้อน แต่พอทำไปแล้วก็ดีนี่หว่า แต่นั่นแหละ ความรู้สึกของตอนทำ Doc Club & Pub คือเรากำลังทำไปได้ดี เปิดมาถึงปีที่ 3 จากตอนแรกที่เราเริ่มจากศูนย์ที่ไม่มีอะไรเลยในการทำธุรกิจนี้ เรากำลังเจอว่าวิธีคิดในการจัดโปรแกรมหนังควรเป็นแบบไหน เริ่มจับจุดคนดูได้ เริ่มรู้สึกว่าทำสิ่งนี้แล้วมันเป็นสิ่งใหม่ ทำไมต้องมาโดนปิดด้วย

ตอนนี้มีการพูดถึง Micro Cinema เยอะมากๆ อยากให้อธิบายหน่อยว่ามันคืออะไร
Micro Cinema เป็นคำเรียกโรงหนังขนาดเล็ก เป็นโมเดลจากต่างประเทศ บทบาทคือโรงหนังคือพื้นที่ฉายหนังอิสระที่มีลักษณะเล็ก โดยสเกลก็มีความใกล้ชิดกับคน มีความยืดหยุ่นของโปรแกรม หรือแม้แต่ยืดหยุ่นของทางกายภาพ เช่น ไปใช้พื้นที่ตามร้านกาแฟ แกลเลอรี แล้วแต่ว่าคนจัดจะเข้าถึงพื้นที่แบบไหน มีลักษณะของความเป็นฟิล์มคลับในตัวเอง หมายความว่า ฉายหนังที่ซึ่งคนในพื้นที่อาจจะไม่มีโอกาสได้ดูบ่อยแน่นอน ซึ่งก็หมายถึงหนังนอกกระแสโดยตัวมันเอง ฉายเสร็จมักจะเกิดปฏิสัมพันธ์เพราะความใกล้ชิดของพื้นที่ และคนที่มาจะรับรู้ได้ว่า บรรยากาศไม่เหมือนกับเราไปซื้อตั๋วหนังในโรงหนัง ดูเสร็จขับรถกลับบ้าน แต่คือมาเพื่อจะเจอคนที่มาดูอะไรแบบนี้คล้ายๆ กัน ในที่สุดมันก็เกิดปฏิสัมพันธ์โดยธรรมชาติ
เราคิดว่าทั้งหมดมันคือฐานของการสร้างวัฒนธรรมการชมภาพยนตร์ที่จำเป็นต้องมีในสังคมที่เห็นความสำคัญกับเรื่องพวกนี้ หนังเป็นศิลปะที่สร้างมาเพื่อที่จะแลกเปลี่ยนกันใช่ไหม เราอยากรู้ว่าคุณคิดอะไร คุณอยากรู้ว่าเราคิดอะไร คุยกันทางออนไลน์ก็ได้ แต่เจอหน้ากันมันก็เป็นความสัมพันธ์อีกแบบ ลักษณะแบบนี้มันสำคัญในการที่จะบ่มเพาะคนที่พร้อมจะมาดูหนังหลากหลาย พอดูหนังหลากหลายมันก็จะสำคัญต่ออุตสาหกรรมโดยรวม เพราะถ้าคนทำหนังไทยกล้าที่จะทำหนังแบบ เต๋อ นวพล ก็ไม่ควรจะมาเจอคนรุมด่าว่าหนังอะไรดูไม่รู้เรื่อง มันควรข้ามพ้นภาวะแบบนี้แล้ว แต่ควรจะสามารถเปิดใจดู ต่อให้คุณไม่ชอบ ต่อให้คุณดูแล้วไม่เข้าใจ แต่ไม่ควรจะถูกด่าตั้งแต่ต้น มันควรจะมีสังคมที่พร้อมรับทั้งหมด ซึ่งจะดีต่ออุตสาหกรรมโดยรวม
ตอนนี้มีโรงหนังอิสระ Mecani เชียงใหม่ ซึ่งทาง Doc Club มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย โรงหนังนี้เกิดขึ้นได้ยังไง
ความจริงเชียงใหม่มีพื้นที่แบบนี้หลายจุด มีคนที่ทำเรื่องนี้หลายกลุ่ม แต่ทาง Mecani มาคุยกับพี่หมูว่าเขามีพื้นที่ มีร้านกาแฟ และมีแพสชั่นอยากทำโรงหนัง แล้วเขาทำไปแล้วด้วย แต่ก็ทำขึ้นมาโดยที่ยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อ พอดีจังหวะได้มาคุยกัน แล้วพี่หมูก็คิดว่า Doc Club ก็อยากมี x กับเพื่อนที่อื่นๆ เราอยากลองดูว่าโมเดลแบบนี้มันควรจะไปในลักษณะไหน พี่หมูมีความเชื่อว่า คนทำกิจกรรมฉายหนังก็มีหน้าที่ฉายหนังอยู่แล้ว แต่ก็เชื่อว่ามันควรมีกายภาพเป็นที่เป็นทางด้วย ถึงจะปักหมุดสิ่งนี้ได้
ดังนั้น พอคุยกันแล้วก็ค่อนข้างลงตัวเรื่องความเข้าใจ Doc Club ก็เข้าไปซัพพอร์ตในเชิงอุปกรณ์บางส่วนที่มีอยู่ ที่สำคัญคือซัพพอร์ตในเชิงคอนเนกชั่น เพราะปัญหาสำคัญของคนทำ Micro Cinema คือไม่รู้จะเอาอะไรมาฉาย เพราะมันเป็นเรื่องของการติดต่อ แล้วก็ถือว่าเป็นโรงพี่โรงน้องกัน จะได้ทำคู่กันไป เหมือนเป็น official partner ที่แรก

ในมุมคุณพื้นที่ที่เป็น micro cinema ควรเกิดขึ้นอีกไหม และเกิดขึ้นในรูปแบบไหน
ควรเกิดขึ้นเยอะๆ ที่อื่นที่ไม่ใช่กรุงเทพฯ และที่ไม่ใช่หัวเมืองใหญ่ด้วย จริงๆ เรากับพี่หมูเพิ่งมีสมาคมส่งเสริมวัฒนธรรมภาพยนตร์เพื่อที่จะทำงานเรื่อง Micro Cinema ปีที่แล้วก็ได้ทุน THACCA ทำโปรเจกต์แรกซึ่งสนับสนุนให้เกิด Micro Cinema ที่เป็นโรงแล้วแต่สภาพพื้นที่แต่ละแห่ง 5 จุด 5 จังหวัด แต่ทุกอย่างก็ใหม่มาก เราเองก็ใหม่มาก ใน 5 พื้นที่นี้ก็มีทั้งที่ทำไปสักพักแล้วยังต้องหาทางอยู่ บางที่ทำไปเจอปัญหากฎหมาย บางที่ทำต่อ บางที่หยุดไว้ก่อน แต่มันเพิ่งเริ่มต้น ยังต้องเรียนรู้ต่อไปอีก
พูดได้ว่า Micro Cinema คือทางรอดเดียวของการที่ผู้ชมจะได้ดูภาพยนตร์นอกกระแสหรือเปล่า
อย่างที่บอกว่ามันใหม่มาก แต่เราคิดว่าในประเทศที่ชัดเจนแล้ว เขามีเป้าหมายเช่นนั้นแหละ แต่เราไม่แน่ใจว่ามันจะสามารถพูดได้ 100% ไหม เพราะอย่างที่บอกว่าประเทศญี่ปุ่นหรืออังกฤษก็ยังไม่เห็นภาพชัดมาก 100% ว่า สมมติมีหนังสักเรื่องออกมา แล้วคุณไม่สามารถที่จะเข้าฉาย หรือไม่ต้องการเข้าไปฉายในโรงทั่วไป ที่เขาอาจจะไม่มีพื้นที่ที่ดีสำหรับคุณ แล้วคุณส่งฉายเฉพาะ Micro Cinema โรงหนังอิสระ มินิเธียเตอร์ อะไรก็ตาม ในธุรกิจมันพอมีโมเดลบ้าง แต่ยังไม่ถึงขนาดเห็นชัดว่า อ๋อ นี่คืออีกวงการที่เห็นได้ชัด เราคิดว่ามันต้องการการทำงานที่ชัดเจนกว่านี้ แต่ถามว่าเป้าหมายควรเป็นอย่างนั้นไหม ก็ถือว่าควร

ในภาวะที่ทำธุรกิจโรงภาพยนตร์อิสระ คุณต้องอยู่ในภาวะปริ่มน้ำมาตลอด แม้จะยาก แต่ถ้าสุดท้าย Doc Club & Friends ประสบความสำเร็จ จะทำให้ธุรกิจโรงภาพยนตร์อิสระหรืออุตสาหกรรมภาพยนตร์ยั่งยืนต่ออย่างไร
จากเท่าที่ได้ทำไปแล้ว แล้วค่อยๆ เรียนรู้ไปเรื่อยๆ เราคิดว่ามันอาจจะไม่ได้มีเคล็ดลับในการทำให้ยั่งยืน แต่สิ่งสำคัญของการทำงานแบบนี้ และคิดว่าสำคัญสำหรับหลายธุรกิจที่คล้ายกัน ซึ่งมีธรรมชาติของการเป็น ‘ทางเลือก’ เลยต้องมาดิ้นรน สิ่งที่ต้องมีคือ ความอึด คุณต้องการความจริงจัง ถ้าจะทำเป็นธุรกิจ และให้มันรอด มันต้องอึด ในที่นี้หมายถึงแรงใจ เพราะโอกาสเกินครึ่งคือฉายแล้วคนมาน้อย ลงทุนแล้วขาดทุน สิ่งนี้มันทดสอบความอึดทั้งแรงใจ แรงกาย และแรงทรัพย์ ทรัพยากรต่างๆ ก็ต้องมี
พูดไปก็เหมือนคลิเช่ แต่โคตรจริงเลยคือ คุณต้องเชื่ออย่างที่สุด ว่ามันต้องทำให้ได้ และต้องรอดให้ได้ พอคิดว่าต้องรอดให้ได้ มันจะนำมาซึ่งการพยายามหาหนทางต่างๆ เช่น มีโปรแกรมที่ตอบสนองรสนิยมส่วนตัวแล้ว แต่คุณต้องมีสิ่งที่คุณคำนึงถึงตลาด คุณต้องสรรหาหนังที่คุณคิดว่าคนมาดูแน่นอน ในที่สุดมันจะต้องเรียนรู้ที่จะบาลานซ์ไปให้ได้

คุณน่าจะได้เจอคนที่อยู่สายธุรกิจภาพยนตร์เหมือนกัน มีคนที่อยากทำธุรกิจโรงภาพยนตร์อิสระเยอะไหม
ก่อนหน้านี้ สมาคมเพิ่งจะทำโปรเจกต์ Micro Cinema ปีนี้ ซึ่งจะเป็นแบบเปิดให้คนที่เคยทำแล้ว หรือมีความฝันอยากทำสมัครเข้ามา แล้วเรามาอบรมชวนคนทำ Micro Cinema ก็จะได้เจอคนที่เราคุ้นหน้า กับคนที่เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย ส่วนใหญ่คือคนที่เราไม่เคยเจอกันมาก่อน หลายคนในนั้นที่มาอบรมพูดเหมือนกันว่าเซอร์ไพรส์มากว่า คนที่มามีแพสชั่นเรื่องอยากเป็นคนฉายหนัง อยากทำพื้นที่ฉายหนัง เราก็เซอร์ไพรส์ว่ามีคนอยากทำสิ่งนี้มากขนาดนี้เลยเหรอ แต่เข้าใจว่าหลายคนไม่ได้คิดในเชิงธุรกิจ หลายคนอาจจะแค่มีพื้นที่ อยากทำ หรือคิดในเชิงธุรกิจ แต่ไม่เคยคิดว่าอุปสรรคก็มีไม่ใช่น้อยๆ นะ
แต่ถามว่า เข้าใจได้ไหม เข้าใจได้ เพราะถ้าคุณเป็นคนชอบดูหนัง มันต้องมีวันใดวันหนึ่งที่คุณอยากจะเป็นคนหาหนังมาฉายให้คนอื่นดูบ้าง แต่จะต้องมาค่อยๆ รู้ทีละด่านว่า ถ้าจะทำเป็นกายภาพขึ้นมา มันเป็นอีกระดับหนึ่งที่ต้องค่อยๆ สะสมความเข้าใจไป
ประสบการณ์ของเรา ถ้าจะมีประโยชน์ต่อคนอื่นคือ เราได้ทำสิ่งนี้จากวันที่ไม่รู้อะไรเลย ผ่านวันที่โดนปิด เราก็สะสมประสบการณ์จากสิ่งที่เอาตัวเองเข้าไปเรียนรู้ อย่างน้อยคิดว่าชุดประสบการณ์นี้ก็พอที่จะบอกเล่าคนได้ คุณไม่ต้องมาเผชิญความเสี่ยงไปเท่ากับเรา เราพอมี 1-2-3 ที่บอกได้ คุณไปหาต่อ 4-5-6-7 เหมือนกิจการทุกอย่างที่มีความเสี่ยงเหมือนกัน

คุณอยากให้ Doc Club & Friends เป็นสถานที่แบบไหนสำหรับคนดูหนัง
ทั้งในแง่ความชอบหนังที่พูดจริงๆ หนังหลายเรื่องที่เอามาฉาย มันไม่ใช่หนังลับแลขนาดหาดูไม่ได้หรอก มีช่องทางเยอะแยะ แต่ถ้าคุณมีความรู้สึกว่าการมาดูหนังในโรงมันยังมีความสำคัญอยู่ ในแง่ความรู้สึก ในแง่ความรักภาพยนตร์ อะไรก็แล้วแต่ อย่างน้อยให้มันเป็นพื้นที่เซฟโซนอีกแห่ง ที่มาแล้วได้เจอหนังที่อาจไม่ได้เจอในโรงอื่น
อีกอันคือ โดยตัวพื้นที่ ตอนแรกที่เราทำ Doc Club & Pub ก็มองว่าตัวเองเป็นที่ฉายหนัง แต่มีเสียงสะท้อนจากคนที่มาซึ่งเขาใช้คำว่าเซฟโซน เป็นครั้งแรกที่เราเพิ่งคิดว่า อ๋อ มีคนที่คิดว่าพื้นที่แบบนี้มันเป็นเซฟโซนสำหรับเขา เขามาแล้วเจอคนที่ชอบคล้ายกัน แม้ว่าเขาอาจเป็นอินโทรเวิร์ต ไม่ได้อยากจะคุยกับใคร แต่ก็เป็นที่อุ่นใจ หรือแม้ไม่ได้ดูหนัง แต่มาแล้วอยู่ในบรรยากาศที่เขารู้สึกว่า มีภาพยนตร์ มีมุมให้นั่ง มีกาแฟ มันก็ดีนะ