183
June 19, 2026

แสนสิริคิกออฟ Green Up 2026 งานฟอรัมใหญ่ ชวนพันธมิตรผลักดันกติกา Thailand Taxonomy

ปัจจุบันเรื่องของ ESG กลายเป็นสิ่งที่ทุกองค์กรให้ความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าตัวเลขผลกำไร นี่จึงเป็นที่มาที่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำในไทยตัดสินใจจัด GREEN UP 2026: Towards a Regenerative Future งานฟอรัมใหญ่แห่งปี เพื่อขับเคลื่อนและเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการ คู่ค้า และพันธมิตรใน Green Ecosystem พร้อมร่วมกันเปลี่ยนผ่านสู่แนวปฏิบัติการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) พร้อมรับมือกับเกณฑ์มาตรฐานใหม่อย่าง Thailand Taxonomy และร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 

การจัดงานดังกล่าวถือเป็นครั้งที่ 3 ที่แสนสิริจัดงานในลักษณะนี้ โดยครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 2567 ภายใต้แนวคิด Rethinking Sustainability และครั้งที่ 2 ภายใต้แนวคิด Sansiri Ecoleadership Forum ขณะที่ ในปี 2569 แสนสิริได้ยกระดับแนวคิดสู่ Towards a Regenerative Future โดยทำหน้าที่เป็น Fast Mover & Connector หรือผู้ขับเคลื่อนและเชื่อมโยงบทสนทนาระหว่างภาคส่วนต่างๆ เนื่องจากความยั่งยืนไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยองค์กรเพียงแห่งเดียว แต่ต้องอาศัยการปรับตัวร่วมกันทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ

อุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แสนสิริได้ดำเนินนโยบายด้านความยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง โดยฝังแนวคิดดังกล่าวลงไปในกระบวนการคิดและการออกแบบ (Sansiri Sustainable Design) มายาวนานก่อนที่เกณฑ์ภาครัฐจะประกาศใช้ ผ่านการขับเคลื่อนกลยุทธ์ 3 Green Framework (Green Procurement, Green Construction, Green Architecture & Design) ตลอด supply chain ร่วมกับคู่ค้ากว่า 4,000 ราย โดยเริ่มสร้างความแข็งแกร่งตั้งแต่รากฐานห่วงโซ่อุปทาน  

จากรากฐานที่ทำมาอย่างเข้มข้น เมื่อเกณฑ์มาตรฐาน Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 ประกาศขยายขอบเขตมาครอบคลุมภาคอาคารและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ มาตรฐานใหม่นี้จึงเข้ามาทำหน้าที่เป็น ‘ตัวเร่ง’ และ ‘ตัวรับรอง’ สิ่งที่แสนสิริขับเคลื่อนอยู่แล้วให้มีมาตรฐานระดับสากลและวัดผลได้เชิงประจักษ์ยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการที่แสนสิริเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายแรกที่นำค่า emission intensity (ความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อตารางเมตร) ที่สอดคล้องกับเส้นทางการลดคาร์บอนของประเทศ (decarbonization pathway) มาใช้เป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จ ซึ่งได้รับการรับรองโดย Bureau Veritas องค์กรตรวจสอบมาตรฐานระดับสากล สิ่งนี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นขั้นสูงสุดให้นักลงทุนและสถาบันการเงินระดับโลก

อย่างไรก็ดี แสนสิริไม่ได้มองเกณฑ์ข้อบังคับดังกล่าวเป็นเพียงการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ (compliance) เท่านั้น แต่ยกระดับสู่การเป็น ‘ข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน’ (competitive advantage) อย่างเต็มรูปแบบใน 2 มิติหลัก คือ

  • ด้านต้นทุนทางการเงิน : ในช่วงที่เม็ดเงินลงทุนทั่วโลกหลั่งไหลสู่โครงการสีเขียว การเข้าถึงเกณฑ์ Thailand Taxonomy ได้ก่อน ทำให้แสนสิริสามารถเข้าถึงแหล่งทุน จัดหาเงินกู้สีเขียว (green loan) และออกหุ้นกู้สีเขียว (green bond) ได้ก่อนในอุตสาหกรรม ส่งผลให้การบริหารกระแสเงินสดมีประสิทธิภาพสูงสุด สะท้อนจากความสำเร็จที่เกิดขึ้นจริง อาทิ การเป็นรายแรกที่ได้รับอนุมัติวงเงิน green loan มูลค่า 4,000 ล้านบาท และการออก green bond รายแรกในกลุ่มที่อยู่อาศัย เพื่อระดมทุนไปพัฒนาโครงการคาร์บอนต่ำโดยเฉพาะ รวมถึงการพัฒนา Sansiri Sustainable Home Prototype ในปี 2568 ที่ผ่านมา
  • ด้านเทรนด์ผู้บริโภค : เนื่องจากกลุ่มเจนฯ Y และเจนฯ Z ซึ่งเป็นกำลังซื้อหลักในปัจจุบัน ให้ความสำคัญกับบ้านและคอนโดฯ ที่ยั่งยืนและคุ้มค่า การที่โครงการของแสนสิริผ่านเกณฑ์ Taxonomy คือการการันตีด้วยมาตรฐานระดับประเทศว่า คอนโดฯ โครงการนี้สามารถประหยัดพลังงานได้จริง 25-35% ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นนามธรรมให้กลายเป็นการลดค่าใช้จ่ายและประหยัดเงินในกระเป๋าของลูกบ้านได้อย่างเป็นรูปธรรม

กรรมการผู้จัดการใหญ่แห่งแสนสิริทิ้งท้ายว่า งาน GREEN UP 2026 ในครั้งนี้จะช่วยยกระดับมุมมองการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์สู่การสร้างคุณค่าเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ยกระดับมุมมองการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไทย และสร้างความตื่นตัวให้แก่พันธมิตรทุกภาคส่วนร่วมเดินหน้าสู่เป้าหมาย net zero ไปพร้อมกันอย่างมั่นคง 

You Might Also Like