Gimbocha
ชวนอ่านแก๊กการ์ตูนที่เล่าเรื่องชาจีนจาก Gimbocha ‘ร้านชาคุณยาย’
Gimbocha คือร้านที่หลายคนเรียกติดปากว่า ‘ร้านชาคุณยาย’
ความพิเศษคือเป็นร้านชาคุณยายที่ไม่มีคุณยายตัวจริงอยู่ เพราะคุณยายเป็นเพียงคาแร็กเตอร์ในภาพวาดที่ถูกออกแบบขึ้นเพื่อทำให้ชาจีนเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ง่ายและเป็นกันเองมากขึ้น
ชื่อ ‘กิมบ้อชา’ มีที่มาจากเทพสตรีแห่งเทือกเขาคุนหลุน ตัวแทนแห่งพลังหยินและความอุดมสมบูรณ์ในความเชื่อจีนโบราณ จากความตั้งใจจะนำเสนอชาจีนให้น่าสนใจ แบรนด์จึงเริ่มต้นสำรวจใบชาตามย่านเยาวราช และสร้างคาแร็กเตอร์แบรนด์ในช่วงแรกด้วยภาพเขียนจีนแบบดั้งเดิม ก่อนจะค่อยๆ ปรับภาพลักษณ์จากเทพเจ้าให้กลายเป็น ‘คุณยาย’ คาแร็กเตอร์การ์ตูนที่ดูอบอุ่น เป็นกันเอง โดยยังคงชื่อร้านเดิมไว้ในฐานะรากของเรื่องราว

บอส–นภัสรพี พุทธรัตน์ และ ต้นน้ำ–วารีช กิจบูรณะ เริ่มต้นทำธุรกิจจากไอเดียง่าย ๆ ของคุณพ่อที่อยากเปิดร้านชาเป็นกิจกรรมหลังเกษียณ ช่วงแรก Gimbocha เป็นร้านขายใบชาแถวหนองแขมโดยโมเดลคล้ายร้านชาในเยาวราชที่ลูกค้าต้องรู้จักพันธ์ุชาก่อนถึงจะเลือกเป็น แต่ก็เริ่มเห็นฟีดแบ็กชัดเจนว่าลูกค้าส่วนใหญ่เดินเข้ามาถามหาเครื่องดื่มมากกว่า ทั้งคู่จึงลองปรับมาออกแบบประสบการณ์หน้าร้าน ใช้การ์ตูนคุณยายช่วยเล่าเรื่องชาจีนที่ดูเข้าถึงยาก ผลคือมีลูกค้ามาอุดหนุนมากขึ้นและเป็นแฟนคลับร้านมากมายจนเพิ่งเปิดสาขาที่ 2 ณ ย่านเสาชิงช้าเมื่อไม่นานมานี้
บอสเล่าจุดเริ่มต้นว่า “ถ้าย้อนกลับไปตอนเริ่มศึกษาชาเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ตอนนั้นความรู้เรื่องชายังมีเฉพาะทาง คุยกันในแวดวงที่แคบ เราก็เอาคีย์เวิร์ดที่คนรักชาคุยกันไปเสิร์ชกูเกิล ไล่หาว่าผู้เชี่ยวชาญเขาคุยกันเรื่องอะไร อ่านบทความเชิงลึกที่มีผู้ใหญ่หลายคนเขียนไว้ พอใช้เวลาศึกษาเรื่อยๆ อ่านอย่างเดียวมันก็ไม่พอ ก็ต้องไปซื้อชา ซึ่งเข้าถึงง่ายสุดก็ที่เยาวราช เราก็ไปซื้อเอาอย่างละนิดอย่างละหน่อยจากหลายร้าน ร้านนี้มีชา 20 ตัว เราก็เอา 20 ตัว อีกร้านหนึ่งมี 10 ตัวก็เอาอีก 10 ตัว เอามานั่งชิมกับคุณพ่อ”
ทุกวันนี้ Gimbocha เลือกเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของชาผ่านแก๊กการ์ตูนและภาพวาด สร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ที่ทำให้ชาจีนเข้าถึงง่าย และเปลี่ยนการดื่มชาจีนให้กลายเป็นประสบการณ์ร่วมสมัยที่ใครก็เปิดใจเข้ามาลองได้

แปลรสชาให้เป็นภาพ
การพัฒนาเมนูของ Gimbocha ตั้งต้นจากใบชาเป็นหลัก ทุกเมนูมีชื่อชาจีนเป็นแกน แต่ถูกตั้งให้ชวนลองมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น อู่หลงดินขี้เป็ดบ๊วยหวาน, Lavender Lemon Black Tea, Shuixian Cinnamon Mint, ตานฉงเกล็ดหิมะ, ลิ้นนกกระจอก และอีกมากมาย
ในเมนูมีทั้ง blended tea ที่ผสมวัตถุดิบต่างๆ ให้ทานง่ายและ single iced tea ไปจนถึงชาร้อนที่เน้นรสชาติแท้ของใบชามากขึ้น บอสเล่าที่มาเบื้องหลังว่า “สิ่งที่เราตั้งใจอย่างมากคือ ถ้าจะทำให้คนรู้จักชื่อชาจีนหรือเข้าใจชาได้ ต้องเริ่มจากการเอาชามาเบลนด์กับวัตถุดิบที่คนรู้จัก เช่น ดอกเก๊กฮวยที่คนกล้ากินอยู่แล้ว เพราะหลายคนพอเห็นชื่อชาแปลก ๆ ก็จะไม่กล้าลอง”
“ส่วนเมนู seasonal เราทำเพื่อให้ลูกค้าที่แวะมารู้สึกว่าร้านมีคนดูแล มีการอัพเดตเมนูใหม่ๆ เพื่อบอกว่าเราไม่ใช่ร้านที่ก๊อปปี้เมนูชาแล้วเปิดมาเพื่อทำกำไรอย่างเดียว เราพยายามสร้างประสบการณ์ตามฤดู ให้รู้สึกว่าแวะมาที่นี่กี่ครั้งก็มีสิ่งที่ไม่เหมือนเดิม และมีความสุขทุกครั้งเวลาเข้ามาในร้าน”

ที่ Gimbocha ตั้งใจนำเสนอชาหลากหลายประเภท แต่ด้วยความที่การอธิบายรสชาติของชาเป็นเรื่องนามธรรม ร้านจึงเลือกใช้ภาพวาดเป็นอีกภาษาหนึ่งในการเล่าความรู้สึก เพราะในความเป็นจริง เวลาคนเลือกดื่มชา หลายครั้งไม่ได้ตัดสินใจจากชื่อเพียงอย่างเดียว แต่เลือกจากภาพที่ชวนให้จินตนาการได้ง่ายกว่า จะเห็นได้จากแพ็กเกจชาซองสำหรับชงดื่มเองที่บ้านของทางร้าน ซึ่งทุกซองมีภาพประกอบฝีมือของต้นน้ำที่วาดขึ้นจากเรื่องราวและคาแร็กเตอร์ของชาแต่ละชนิด
บอสยกตัวอย่างที่มาของภาพประกอบชาเจิ้งซานเสียวจ่ง “เจิ้งซานแปลว่าภูเขาแท้ เสี่ยวจ่งคือชาพันธุ์เล็กจากภูเขาแท้ เป็นชาแดง ทำในหมู่บ้านที่อบไฟเก่ง ต้นน้ำก็ดีไซน์เรื่องราวจากความรู้สึกหลังดื่มชา แล้วก็ตีความเป็นความอบอุ่น เพื่อออกแบบภาพให้เห็นมู้ดแอนด์โทนของการดื่ม ว่าดื่มแล้วจะรู้สึกแบบนี้”

ต้นน้ำเสริมว่า “อย่างชาขาวอัสสัมเป็นชาป่าของเชียงราย เราก็เลยวาดเป็นรูปน้องสัตว์ป่ามากินชากับยาย ส่วนต้าหงเผาแปลว่าผ้าคลุมสีแดงผืนใหญ่ ที่มาของชื่อชามาจากเรื่องราวของผู้ชายคนหนึ่งที่เดินทางไปสอบ ระหว่างทางล้มป่วยไม่สบาย พระเดินมาเจอ จึงเอาใบชาจากในป่ามาต้มให้กิน เขาก็หายดีแล้วไปสอบผ่าน เลยกลับมาขอบคุณต้นชาด้วยการเอาผ้าสีแดงมาพันรอบต้นชา”
“ส่วนสตอรีที่เราวาด มีที่มาจากต้าหงเผาเป็นชาที่เกิดบนภูเขาซึ่งมีหินเยอะมาก ทำให้แร่ธาตุในดินสูง ส่งผลไปถึงรสชาติที่มีรสน้ำแร่ เป็นชารสจัดที่ผ่านการอบไฟสูง ออกโทนสโมค มีความหนักแน่น แล้วก็มีโทนดอกไม้เบาๆ ภาพเลยออกมาเป็นหินที่มีดอกไม้บาน”
แก๊กชาจากคุณยาย
นอกจากความพิเศษในการรังสรรค์ชา บอสยังเล่าถึงเบื้องหลังในการสร้างสรรค์การ์ตูนโดยใช้ตัวละครสมมติต่างๆ เป็นคาแร็กเตอร์หลัก
“ตอนแรกเราสร้างคาแร็กเตอร์คุณยายมาเล่าเรื่องชา แล้วมันเหมือนไม่มีคนคุยด้วย ก็เลยสร้างคาแร็กเตอร์หลานยายใส่แว่น เหมือนก๊อปปี้ตัวผมออกมาไปคุยกับยาย หลานจะขี้สงสัย ยายก็จะให้ความรู้ พอทำไปทำมาแล้วให้ความรู้เยอะไป ก็เปลี่ยนมาทำแก๊กเล่นมุกที่ไม่ได้เกี่ยวกับชาบ้าง เช่น จุดไฟเตาถ่านและจุดไม่ติด หลานรอจนหลับ เล่าง่ายๆ แค่นี้ก็มี หรือตอนเราคุยกับลูกค้า มันจะได้อินไซต์ตลกๆ อย่างเช่น เราชงชาด้วยวิธีหนึ่ง แต่ลูกค้าชงอีกอย่างหนึ่ง ไม่เหมือนกัน ซึ่งเราก็เอาเรื่องราวแบบนี้มาทำเป็นแก๊กได้ คาแร็กเตอร์ยายก็พัฒนาไปเรื่อยๆ จากลูกค้า”





ทั้งนี้รูปวาดคุณยายที่เห็นในร้านทั้งหมดเป็นฝีมือของต้นน้ำ “ถ้าเป็นความรู้เกี่ยวกับชา เราจะคิดว่าเรื่องไหนที่เราอยากให้คนรู้ เช่น เคยวาดแก๊กวิธีทำความสะอาดอุปกรณ์ชงชา เราก็เอามาเล่าให้มีสตอรี มีการหักมุม ทำให้มันตลก โดยมีหลานเป็นคนรับส่งมุก คิดจากสิ่งที่เราเจอในชีวิตประจำวัน จากอะไรง่ายๆ แล้วเราเอามาขยาย”
แนวคิดเดียวกันนี้ถูกขยายไปสู่การออกแบบประสบการณ์ในแต่ละสาขา บอสอธิบายต่อว่า “แต่ละสาขาต้องออกแบบประสบการณ์ให้ไม่เหมือนกัน แต่คุณค่าที่ให้ลูกค้าต้องเหมือนกัน คือมีความเป็นบ้าน มีคุณยาย และมีชา ต้องมีสามอย่างนี้รวมกัน เมื่อลูกค้ามาหาก็จะเกิดเป็นสเปซที่เป็นคอมมิวนิตี้สำหรับพักผ่อน ไม่ว่าร้านชาคุณยายจะไปอยู่ย่านไหนก็ตาม”
ตัวอย่างเช่น ที่สาขาเสาชิงช้า ร้านเลือกใช้รายละเอียดอย่างที่รองน้ำชากงฟูฉา หรือถาดชงชาที่ดัดแปลงจากขัน เพื่อเล่าความเป็นไทยในย่านประวัติศาสตร์ของเมืองเก่า พร้อมกับออกแบบประสบการณ์อย่างละเอียด ทั้งการให้พนักงานช่วยเล่าเรื่องชา หรือการแต่งร้านตามเทศกาลพิเศษอย่างวาเลนไทน์และตรุษจีนที่สาขาใกล้หอศิลป์ ทำให้ลูกค้ารู้สึกเหมือนได้มาเยี่ยมบ้านใครสักคน


เมื่อทำร้านต่อเนื่องมาหลายปี จากที่ตอนแรกไม่รู้ว่าลูกค้าของร้านคือใคร เป็นคนกลุ่มไหน ทั้งคู่ก็เริ่มค้นพบว่าลูกค้าไม่ได้มีแค่คนรักชา แต่รวมถึงคนรักศิลปะด้วย บอสเล่าย้อนว่า “ตอนแรกสุดสมัยอยู่หนองแขม ที่ร้านจะมีรูปวาดพู่กันจีนที่เราวาดเองติดผนัง ลูกค้าก็ถามว่ามีแบบนี้ให้วาดไหม เราก็เลยลองให้วาด กลายเป็นว่าลูกค้าจำว่ามาที่นี่แล้วได้วาดรูป ได้ผ่อนคลายตัวเองไปด้วย”
แม้รูปพู่กันจีนจะเลิกทำไปแล้วเพราะจัดการยาก แต่ทั้ง 2 สาขา ยังคงมีบอร์ดและกระดาษให้ลูกค้าได้วาดรูปเล่น ด้วยพื้นฐานที่ต้นน้ำป็นนักวาดอยู่แล้ว บรรยากาศร้านจึงดึงดูดกลุ่มศิลปินและนักวาดเข้ามาโดยธรรมชาติ โดยเฉพาะสาขาที่อยู่ใกล้หอศิลป์ ยิ่งทำให้ร้านกลายเป็นจุดนัดพบของคนที่มานั่งวาดรูป ทำงาน หรือมาคนเดียวเพื่อโฟกัสและผ่อนคลาย
“ล่าสุดเราบอกลูกค้าว่า ใครมี zine หรือหนังสือทำมือก็เอามาวางที่ชั้นหนังสือได้ แล้วก็หยอดคอนแทกต์ไว้ท้ายเล่มได้ เผื่อใครมาอ่านแล้วอยากติดตาม ไม่ถึงอาทิตย์ก็มีคนเอามาวางเต็มแล้ว”
จากจุดเล็กๆ นี้เอง ต้นน้ำจึงบอกว่าทีมเริ่มมองไปถึงความเป็นไปได้ในอนาคตของกิจกรรมที่เชื่อมโยงคนสายอาร์ตเข้าด้วยกันมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ลูกค้าหลายคนพูดถึงและอยากเห็นเกิดขึ้นจริงในร้าน Gimbocha


กว่าจะเป็นเมนูในร้านชา
ในฐานะร้านชาเล็กๆ บอสอธิบายต่อว่าตลาดชาไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีความตระหนักรู้ในชาจีนมากขึ้นพอสมควร คนดื่มเริ่มสนใจเรื่องราวและชนิดชามากขึ้น ผู้คนเริ่มคุ้นเคยกับชื่อชาจีนยากๆ อย่างชาทิกวนอิม ชาดอกไม้กุ้ยฮวา ฯลฯ จากที่แต่ก่อนมีกำแพงภาษาเพราะชื่อชาจีนประเภทต่างๆ นั้นเรียกยาก
“เวลาชิมชา เราจะเอารสชาติภูมิศาสตร์ของพื้นที่มาประกอบกับสตอรี ทำให้เราจำได้แม่น อย่างชาหลงจิ่ง คือชาเขียว แปลว่าบ่อมังกร ซึ่งก็มีเรื่องราวของมัน ตามหลักการชิมคือ อย่างน้อยเราต้องเอาวัตถุดิบชาตรงจากแหล่งผลิตที่ควรจะเป็น เราต้องรู้ดีว่าชาชนิดนี้มาจากโซนไหน
“เช่น ชาหลงจิ่งก็จะมีแหล่งปลูกที่เป็นตำนาน กับแหล่งรอบๆ ที่สามารถผลิตได้เหมือนกัน เราก็ต้องรู้ว่าชาชนิดที่เราเอามา มันมาจากแหล่งดั้งเดิมโซนไหน เพราะรสชาติจะต่างกัน แล้วพอเอามานำเสนอ เราก็ต้องเล่าให้ลูกค้าฟังถึงประวัติศาสตร์ชาได้”
อีกสิ่งที่ต้องคำนึงในการเลือกชาคือคุณภาพที่สมกับราคาขาย “ตรงนี้ต้องมีการประเมิน บางทีเราชิมชามา 2-3 ตัว อาจจะมีตัวที่แพงและดีมาก แต่ถ้ามาทำราคาแล้วมันไม่ไหว เราก็อาจจะต้องลดระดับลงมา แล้วก็ต้องรู้ว่าชาตัวที่เราเอามาแทนต่างกับตัวแรกยังไง”
บอสมองว่าทิศทางของตลาดชาต่อไป ผู้คนจะสนใจหันมาเลือกชาแบบพิถีพิพันมากขึ้น และเสพประสบการณ์ในร้านชาเพื่อสะท้อนไลฟ์สไตล์ที่อยากสโลว์ไลฟ์มากขึ้น ซึ่งตรงกับความตั้งใจในการทำคาเฟ่ให้คนมีเวลาละเลียดชากับตัวเอง

นอกจากนี้ต้นน้ำมองว่าเทรนด์เครื่องดื่มประเภทอื่นที่กำลังเป็นกระแสก็มีส่วนช่วยเปิดใจให้ผู้คนเข้ามาดื่มชาจีนมากขึ้นเช่นกัน เพราะใช้ความพิถีพิถันเป็นหลักสำคัญในการเลือกเครื่องดื่มเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นมัทฉะ speciality ที่แบ่งออกเป็นหลายแบบ ไปจนถึงกาแฟที่มีระบบการเลือกด้วยเทสต์โน้ต
“อย่างเทรนด์มัทฉะที่มาแรงมาก มันก็ทำให้คนเปิดใจกินชาจีน ตอนแรกก็ไม่คิดว่ามันจะเกี่ยวข้องกัน บางทีเรามีลูกค้าที่เดินเข้ามาแล้วอยากกินมัทฉะแต่ร้านเราไม่มี ก็กลายเป็นว่าลูกค้ากลุ่มนี้ตั้งใจเลือกเมนูชาจีนสนใจว่าชาจีนมีแบบไหนบ้าง”
สำหรับร้านเล็กๆ อย่าง Gimbocha การเพิ่มเมนูหลายแบบมากเกินไปจะทำให้จัดการหลังบ้านยาก จึงเลือกโฟกัสที่การพัฒนาเมนูชาเป็นหลัก ขณะเดียวกันก็มีตัวเลือกอื่นเล็กน้อยอย่างกาแฟ เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่มาเป็นครอบครัวหรือเพื่อนฝูง รวมถึงเมนูขนมไหว้พระจันทร์ที่เกิดจากความตั้งใจจะต่อยอดรายได้
ด้วยความที่บอสไม่กินขนมไหว้พระจันทร์สูตรคลาสสิก จึงทำไส้ที่แปลกใหม่ อย่างไส้ช็อกโกแลต ไส้แอปเปิลคัสตาร์ด ใช้แป้งบัวหิมะที่เป็นแป้งข้าวเหนียวกับข้าวเจ้า ซึ่งมีความนุ่มต่างจากแป้งโมจิ และสรรหาแป้งที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครอย่าง แป้งสำหรับทาร์ตสับปะรดไต้หวัน แป้งที่หอมเนย และออกรสชาติใหม่ทุกปีทำให้ลูกค้ารอติดตาม
แม้จะไม่ค่อยมีเวลาทำขนมจากการทำร้านชาที่ดูแลกันเองทั้งหมด แต่ทั้งคู่ก็พยายามออกเมนูขนมโฮมเมดหลากหลายทั้งทาร์ต ชูครีม เพื่อให้คนที่แวะมาที่ร้านได้เจอเมนูใหม่หมุนเวียนเรื่อย

ความหวานย้อนกลับ
ของธุรกิจโฮมเมด
จากวันแรกจนถึงวันนี้เป็นระยะเวลา 5 ปีตั้งแต่เริ่มเปิดร้านชา ทั้งคู่ทำธุรกิจแบบโฮมเมดมาตลอด คือดูแลกันเองเป็นหลัก เริ่มทำเมนูแบบ DIY ด้วยตัวเอง ไปจนถึงค่อยๆ ลงทุนซื้อเครื่องชงชาและอุปกรณ์ต่างๆ สอนพนักงานให้มองทิศทางของร้านไปในทางเดียวกัน ซึ่งทั้งหมดคล้ายการเล่นเกมที่ต้องอัพสกิลไปทีละด่าน
ในแง่ของการขยายธุรกิจ ด้วยทั้งคู่ไม่ได้หลงใหลศาสตร์การบริหารธุรกิจโดยตรง จึงแยกหน้าที่ออกเป็น 2 อย่าง คือสิ่งที่จำเป็นต้องทำซึ่งช่วยให้ยอดขายเติบโตในอนาคต เช่น การออกบูทหาลูกค้าใหม่ตามงานอีเวนต์และห้างสรรพสินค้าเพื่อสร้างลูกค้าประจำให้หมุนเวียนกลับมาอย่างสม่ำเสมอ ขณะที่อีกส่วนคือโจทย์ที่สนุกกว่า คือการตั้งคำถามว่าคาแร็กเตอร์คุณยายจะเติบโตไปในทิศทางไหน จะมีสตอรีหรือกิมมิกอะไรใหม่ๆ ให้ลูกค้าเข้ามามีส่วนร่วม และจะต่อยอดการปฏิสัมพันธ์ของลูกค้ากับคุณยายในรูปแบบอื่นได้ยังไงอีกบ้าง
ความภูมิใจของบอสคือการยืนระยะธุรกิจอยู่ได้แม้ระหว่างทางจะไม่ง่ายนักสำหรับคนสายนิเทศศาสตร์ที่การบริหารธุรกิจ การตลาด และการจัดการระบบต่างๆ เป็นเรื่องยาก

“เราเข้าใจแล้วว่าทำไมคำว่าผู้ประกอบการถึงเป็น love & hate ถ้าทำให้มันเกิดขึ้นได้ มันสนุกมาก ฟินมาก แต่ระหว่างทางเหมือนทรมานตัวเอง แล้วเราก็ผ่านสิ่งนี้เป็นวงจรนรกไปเรื่อยๆ ทำเสร็จแล้วก็เครียดวนไปเรื่อยๆ แต่พอทำสำเร็จออกมาแล้วโอเคก็ภูมิใจที่รอดมาได้”
ด้านต้นน้ำบอกว่า “ตั้งแต่ร้านแรกมาจนถึงร้านนี้ เราใส่ความเป็นตัวเองค่อนข้างเยอะมาก ภูมิใจที่มีคนชอบความเป็นตัวเองของเราอย่างต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ บางเรื่องง่ายๆ เช่น วางหนังสือที่เราชอบไว้ในร้าน แล้วลูกค้ามารีวิวว่าชอบที่นี่ หรือมีส่วนร่วมกับกระดานวาดรูป รู้สึกดีที่มีสเปซแบบนี้ มันเป็นสิ่งที่เราอยากให้มันเป็นตั้งแต่แรก คือเป็นสเปซที่ทุกคนเข้าถึงได้”
ความภูมิใจหลังผ่านความท้าทายเหล่านี้เปรียบเหมือนอาฟเตอร์เทสต์ของชา หรือที่คนจีนเรียกว่าหุยกัน คือ ‘ความหวานย้อนกลับที่ทิ้งไว้ในคอ’ ทั้งรสชาติ ความหอม และความชุ่มคอ ซึ่งทำให้ทั้งคู่รู้สึกคุ้มค่ากับการเปิดร้าน ‘ชาคุณยาย’ ตลอด 5 ปีมานี้
ขอบคุณรูปการ์ตูนจาก Gimbocha