Kiss My Soul

Kiss My Soul ธุรกิจเสียงบำบัดในคลื่น 528 Hz โดย Sound Healer ที่ทำธุรกิจด้วยหลัก Human Design

ท่ามกลางความเงียบสงัด เสียงกังวานใสที่สั่นสะเทือนออกมาจาก ‘Alchemy Crystal Bowls’ ค่อยๆ โอบล้อมความวุ่นวายในหัวให้สงบลงอย่างช้าๆ 

แต่ก่อนเราเข้าใจว่าเครื่องมือเหล่านี้เพียงแค่สร้างเสียงดนตรีเพื่อความรื่นเริง แต่การสนทนาในวันนี้กลับเปลี่ยนความคิดไปอย่างสิ้นเชิง เสียงที่กังวานไปทั่วทั้งห้องนี้เป็นความถี่บริสุทธิ์ที่ออกแบบมาเพื่อ ‘ล้าง’ สภาวะจิตใจที่เหนื่อยล้าให้กลับมาสงบและสะอาดได้อีกครั้ง

วันนี้เราอยู่ที่ Kiss My Soul แบรนด์ wellness ผู้บุกเบิกศาสตร์ sound healing (การบำบัดด้วยเสียง) รายแรกๆ ในไทยที่ทำให้เรื่องที่เคยดู ‘ลึกลับ’ กลายเป็นเรื่องที่ ‘แมส’ และจับต้องได้ Kiss My Soul ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับการนอนฟังเสียงขัน แต่เป็นพื้นที่ที่รวบรวมทั้งองค์ความรู้ ผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม และคอมมิวนิตี้สำหรับผู้ที่ต้องการ ‘ฟัง’ เสียงภายในของตัวเองอย่างแท้จริง

แต่ใครจะเชื่อว่า จุดเริ่มต้นของอาณาจักรแห่งความสงบนี้ กลับเริ่มมาจากเสียง ‘ร้าว’ ในร่างกายและตัวตนของผู้ก่อตั้งอย่าง เหวิน–นภสร ศิรินรรัตน์  

ในวัย 15 ปี เหวินควรจะประสบความสำเร็จในฐานะนักกีฬาไอซ์สเกต แต่แล้วอาการบาดเจ็บรุนแรงจากการฝึกซ้อมก็พรากทุกอย่างไปจากเธอ ความเจ็บปวดในวันนั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่ร่างกาย แต่มันพรากตัวตนและความภูมิใจของเธอไปทั้งหมด ทิ้งไว้เพียงความรู้สึก ‘แตกสลาย’  

จากความพยายามบำบัดร่างกาย เหวินได้พบกับครูโยคะชาวอินเดียที่พาเธอเข้าสู่โลกของสมาธิและลมหายใจ จนค้นพบว่า ‘เสียง’ คือสิ่งที่ทรงพลังที่สุดในการเยียวยามนุษย์ เธอเริ่มสร้าง Kiss My Soul จากการทำคอนเทนต์แบ่งปันประสบการณ์ จนกลายเป็นธุรกิจที่สอดรับกับเทรนด์ wellness โดยไม่ได้ตั้งใจ

วันนี้จากคอนเทนต์บนหน้าจอได้ต่อยอดสู่ธุรกิจที่หลากหลายและได้รับการยอมรับในระดับประเทศ เธอได้รับโอกาสร่วมงานกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในการผลักดัน wellness tourism และได้รับความไว้วางใจจากองค์กรเอกชนชั้นนำ ให้เข้าไปดูแล ‘ใจ’ ของบุคลากร รวมถึงการเดินทางไปเปิดโลกทัศน์ที่โอมาน ที่ทำให้เธอมองเห็นโอกาสในการพาศาสตร์นี้ไปสู่ระดับสากล

ต่อไปนี้คือเรื่องราวของนักบำบัดสาวที่เชื่อในกลยุทธ์การ ‘รอเพื่อตอบรับ’ และการสร้างธุรกิจจากความซื่อสัตย์กับใจตัวเอง

ขอเชิญทุกคนค่อยๆ สูดหายใจลึกๆ อาจเปิดเสียงบำบัดไปพร้อมๆ กัน แล้วมาเดินทางสำรวจเส้นทางของพื้นที่ปลอดภัยที่พร้อมจะโอบกอดทุกคนผ่านคลื่นความถี่นี้ไปพร้อมๆ กัน

ศาสตร์แห่งเสียงและ Alchemy Crystal Bowls 

ในโลกของ wellness ที่ผู้คนเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ๆ นอกเหนือจากการนวดหรือสปา ‘sound healing’ หรือการบำบัดด้วยเสียงกลายเป็น niche market ที่กำลังเติบโตอย่างน่าจับตา 

สำหรับเหวิน เธอไม่ได้มองว่านี่คือการตามกระแส สิ่งที่ Kiss My Soul นำเสนอคือการเปลี่ยนความถี่ของคลื่นเสียงให้กลายเป็นเครื่องมือจัดการกับ ‘ความวุ่นวายภายใน’ โดยมีรากฐานสำคัญอยู่ที่ศาสตร์ของคลื่นสมอง 

หัวใจสำคัญของการบำบัดด้วยเสียงคือการพาสภาวะจิตใจของผู้รับบำบัดให้เดินทางลึกเข้าไปสู่ระดับการพักผ่อนที่การนอนหลับปกติอาจทำไม่ได้ เหวินอธิบายถึงกลไกการทำงานของเสียงว่ามันเข้าไปจัดการกับคลื่นสมองโดยตรง โดยเฉพาะการปรับจูนให้เข้าสู่สภาวะ theta และ delta ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สมองเข้าสู่การพักผ่อนระดับลึกที่สุด เป็นสภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่นที่ร่างกายจะเริ่มกระบวนการซ่อมแซมตัวเองจากความเหนื่อยล้า

ความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดในเชิงธุรกิจของ Kiss My Soul คือการเลือกใช้อุปกรณ์ที่เหวินเรียกว่า ‘alchemy crystal bowls’ แตกต่างจากท้องตลาดทั่วไปที่ใช้ crystal bowls ปกติซึ่งมักทำจากแร่ควอตซ์บริสุทธิ์และผลิตด้วยเครื่องจักรแบบ mass product แต่ alchemy crystal bowls คือการยกระดับขึ้นไปอีกขั้นด้วยการหลอมรวมแร่ธาตุและอัญมณีล้ำค่าเข้าไปในเนื้อคริสตัล

การเลือกใช้อุปกรณ์ระดับพรีเมียมนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของความสวยงาม แต่ส่งผลโดยตรงต่อ ‘คุณภาพเสียง’ และ ‘พลังงาน’ ที่ส่งออกมา bowl แต่ละใบถูกสร้างขึ้นด้วยความละเอียดอ่อนและมีการจูนคลื่นความถี่ (Hertz) ที่เฉพาะเจาะจง เพื่อให้ตอบโจทย์การบำบัดในแต่ละส่วนของร่างกายหรือ ‘จักระ’ ที่แตกต่างกันออกไป 

เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริการที่ลูกค้าจะสัมผัสได้ทันทีจากความกังวานและมิติของเสียงที่ลึกซึ้งกว่าปกติ

“อย่างอันนี้เราหลอมแร่คริสตัลที่ชื่อว่า ฟลูออไรต์เข้าไปด้วย และจูนคลื่นมาที่ 528 เฮิร์ตซ์ อยู่ในจักระที่ช่วยบำบัดเรื่องของ grounding”  

ความน่าสนใจในเชิงเทคนิคคือการใช้คลื่นความถี่ 528 เฮิร์ตซ์ ซึ่งเป็นคลื่นที่เชื่อกันว่าช่วยในการซ่อมแซมและสร้างความรู้สึกมั่นคง (grounding) เหวินเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า bowl แต่ละใบมีหน้าที่ต่างกัน เหมือนกับยาที่ปรุงมาเพื่อรักษาอาการเฉพาะจุด 

เช่น ขันที่ผสมแร่ไทเกอร์อาย (Tiger’s Eye) จะจูนมาเพื่อจักระโซลาร์เพล็กซัส (Solar Plexus) เพื่อดูแลเรื่องความมั่นใจและพลังอำนาจภายในตนเอง การมีอุปกรณ์ที่หลากหลายและลึกซึ้งขนาดนี้ทำให้ Kiss My Soul สามารถทำ ‘customization’ หรือการออกแบบเซสชั่นให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าแต่ละคนได้อย่างแม่นยำ

ในฐานะนักบำบัด เหวินไม่ได้ใช้เพียงทักษะการบรรเลง แต่เธอใช้เทคนิคที่เรียกว่า ‘Binaural Beats’ มาสร้างปรากฏการณ์ให้สมอง โดยการใช้มือทั้งสองข้างเล่น bowl ที่มีเสียงต่างกันเล็กน้อยพร้อมกัน เมื่อหูสองข้างรับเสียงที่ต่างความถี่กัน สมองจะพยายามสร้าง ‘ความถี่ที่สาม’ ขึ้นมาเพื่อปรับสมดุล ซึ่งเป็นทางที่พาผู้รับบำบัดเข้าสู่สภาวะดิ่งลึกได้อย่างรวดเร็ว เทคนิคนี้ต้องอาศัยการฝึกฝนและการฟังที่ละเอียดอ่อนมากกว่าแค่การตีให้เกิดเสียง

อย่างไรก็ตาม การมีอุปกรณ์ที่เลอค่าไม่ได้หมายความว่าใครก็เป็นนักบำบัดได้ เหวินเน้นย้ำถึงเรื่อง ‘authority’ และการเรียนรู้จากครูผู้เชี่ยวชาญ เพราะนี่คือศาสตร์ที่ก้ำกึ่งระหว่างดนตรีและพลังงานเยียวยา การเรียนรู้เทคนิคที่ถูกต้องจากผู้รู้จริงจึงเป็น barrier to entry ที่สำคัญ ซึ่งช่วยการันตีความปลอดภัยให้กับลูกค้า และป้องกันผลกระทบด้านพลังงานที่อาจเกิดขึ้นกับตัวนักบำบัดเองหากจัดการไม่ถูกวิธี

“เหวินมองว่าการที่เรามีครูยังไงมันก็ดีกว่าอยู่แล้ว ทั้งเรื่องความปลอดภัยของลูกค้าด้วย แล้วก็ของตัวเราเองด้วย สิ่งที่สำคัญที่สุดของการเป็น sound healer คือการฝึกฟังมากกว่า ฟังแล้วก็สังเกตลูกค้าว่าเขารับคลื่นนี้แล้วเขารู้สึกยังไง”  

ในมิตินี้ นักบำบัดต้องรักษาสภาวะ ‘ความเป็นกลาง’ ให้ได้มากที่สุด ในการทำงานจริง เหวินต้องวางความเครียดส่วนตัวหรือเรื่องราววุ่นวายภายนอกไว้ เพื่อเป็นช่องทางที่ใสสะอาดที่สุดสำหรับส่งผ่านคลื่นความถี่คุณภาพ 

เสียงที่เปลี่ยน

เหวินมองว่าความต้องการของมนุษย์มีความหลากหลายและซับซ้อน Kiss My Soul จึงมีบริการที่มากกว่าการให้มานอนฟังเสียง แต่คือการเดินทางสำรวจจิตวิญญาณผ่านประสาทสัมผัสที่ร้อยเรียงกันอย่างมีชั้นเชิง  

ผลงานที่ผ่านมาของ Kiss My Soul นั้นหลากหลาย มีตั้งแต่กิจกรรมที่จัดขึ้นเอง จัดร่วมกับผู้อื่น และแบรนด์ต่างๆ เช่น การดื่มชาซึ่งเป็นพืชสมุนไพรที่มีประวัติศาสตร์การใช้เพื่อการผ่อนคลายมาอย่างยาวนาน เหวินใช้สิ่งนี้เป็นกุญแจดอกแรกในการเปิดประตูสู่สมาธิ คลื่นพลังงานจากชาจะช่วยลดความฟุ้งซ่านและทำให้จิตใต้สำนึกพร้อมสำหรับการดิ่งลึกสู่ เมื่อร่างกายพร้อมและใจสงบลง การบำบัดด้วยเสียงที่ตามมาจึงทรงพลังและเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนกว่าการเริ่มต้นด้วยความตึงเครียด

หากใครต้องการประสบการณ์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ยังมี ‘Full Moon Soulful Journey’ คือกิจกรรมที่เหวินจัดตามรอบของดวงจันทร์ เธอเชื่อในเรื่องของพลังงานธรรมชาติที่ส่งผลต่ออารมณ์และจิตใจมนุษย์ กิจกรรมในคืนพระจันทร์เต็มดวงจึงไม่ใช่แค่การอาบแสงจันทร์ แต่คือการใช้ความถี่จาก Alchemy Crystal Bowls มาช่วยชำระล้างพลังงานเก่าที่ค้างคาและตั้งปณิธานใหม่ 

ความโดดเด่นอีกประการคือการที่เหวินหยิบศาสตร์ที่เธอเชี่ยวชาญมาผสมผสานกันอย่างแนบเนียน ทั้งไพ่โอราเคิลบำบัด และเรกิ ในหลายเซสชั่นเธอจะมีการเปิดไพ่เพื่ออ่านสภาวะใจหรือให้คำแนะนำ ที่สอดคล้องกับพลังงานที่เธอสัมผัสได้ระหว่างการบำบัดด้วยเสียง นี่คือการทำให้ศาสตร์ที่ดูเป็นนามธรรมกลายเป็นคำแนะนำที่จับต้องได้ 

นอกเหนือจากการบำบัด เหวินยังสอดแทรกแนวคิดเรื่อง ‘manifestation’ หรือศาสตร์แห่งการดึงดูดเข้าไปในเวิร์กช็อปของเธอ เธอสอนให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจว่าความคิดและอารมณ์มีความถี่และหากเราสามารถปรับจูนตัวเองให้มีความถี่ที่สอดคล้องกับเป้าหมายได้ เราก็จะสร้างความจริงที่ต้องการได้ง่ายขึ้น การบำบัดด้วยเสียงจึงกลายเป็นทางในการปรับจูนสภาวะจิตใจ (mindset) ให้มีความสุขและผ่อนคลาย ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการดึงดูดสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต

ก้าวที่สำคัญที่สุดคือการเปิด ‘Sound Healer Training’ หรือหลักสูตรฝึกอบรมนักบำบัดด้วยเสียงมืออาชีพ เหวินต้องการส่งต่อองค์ความรู้ที่ถูกต้องตามมาตรฐานสากลที่เธอได้เรียนรู้จากครูทั่วโลก เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการ wellness ในไทย  

การบริหารธุรกิจแบบ ‘รอ’ เพื่อจะ ‘ไปต่อ’ ในแบบ Generator

ท่ามกลางโลกธุรกิจที่สอนให้เราต้องเป็นนักล่าที่วิ่งออกไปไขว่คว้าโอกาสอยู่ตลอดเวลา เหวินกลับเลือกใช้แนวทางที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง 

เธอไม่ได้บริหาร Kiss My Soul ด้วยความกดดัน แต่เธอใช้ศาสตร์ที่เรียกว่า Human Design เป็นเครื่องมือนำทางในการตัดสินใจทางธุรกิจ โดยเฉพาะการทำความเข้าใจในศักยภาพของตัวเองที่เป็น Type ‘Generator’ ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีพลังงานมหาศาลและพร้อมจะขับเคลื่อนโลกใบนี้ หากแต่ต้องทำบนพื้นฐานของสิ่งที่ ‘รัก’ และ ‘สนุก’ เท่านั้น

แก่นสำคัญของการเป็น Generator ในมิติธุรกิจของเหวินคือการ ‘รอ’ เพื่อตอบรับ ฟังดูอาจจะขัดกับสัญชาตญาณของผู้ประกอบการที่ต้องรีบเร่ง แต่สำหรับเธอ การรอไม่ใช่การอยู่นิ่งอย่างไร้จุดหมาย แต่มันคือการรักษาพลังงานของตัวเองให้เต็มเปี่ยมและเตรียมพร้อมอยู่เสมอ เมื่อมีโอกาสที่ ‘ใช่’ วิ่งเข้ามา พลังงานในตัวเธอจะทำหน้าที่ตอบสนองและมีประสิทธิภาพ ซึ่งแนวคิดนี้กลายเป็นหัวใจหลักที่ทำให้แบรนด์เติบโตอย่างมั่นคงตลอดหลายปีที่ผ่านมา

ปีแรกๆ แผนงานของเหวินคือการทำคอนเทนต์ให้เยอะและหลากหลายที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทดลองทำทุกอย่าง ตั้งแต่การให้ข้อมูลเบื้องต้น ไปจนถึงการเปิดรับศาสตร์การบำบัดหลายรูปแบบ เพื่อดูว่าตลาดตอบรับกับสิ่งไหน และตัวเธอเอง ‘สนุก’ กับพลังงานแบบไหนมากที่สุด

เมื่อเข้าสู่ปีที่สอง เหวินมองว่าเป็นปีที่เธอ “เรียนรู้ว่าอะไรที่ใช่และไม่ใช่” เธอเริ่มตัดสิ่งที่ทำแล้วพลังงานหมด และโฟกัสไปที่สิ่งที่สร้างความสุขและความสนุกให้กับเธอและลูกค้า นั่นคือ sound healing 

เมื่อเข้าสู่ปีที่ 3 เหวินขยับเข้าสู่การทำสินค้าอย่างเต็มรูปแบบ เธอเริ่มผลิตและให้คำปรึกษาเรื่อง crystal bowls สำหรับนำไปใช้เองที่บ้าน เปลี่ยนจากโมเดลบริการอย่างเดียว มาเป็นโมเดลที่มี revenue stream ที่หลากหลายขึ้น  

และในปี 2569 หรือปีที่ 4 เหวินก้าวเข้าสู่ physical space หรือการเปิดสตูดิโอ House of Sound เป็นคือการทำให้สิ่งที่อยู่ในหน้าจอ กลายเป็นประสบการณ์ที่สัมผัสได้จริง สอดคล้องกับความต้องการทำให้ศาสตร์แห่งเสียงบำบัดเข้าถึงชีวิตผู้คนได้มากขึ้น และเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างคอมมิวนิตี้ของคนรัก wellness  

เหวินนิยาม House of Sound ว่าเป็น ‘พื้นที่ปลอดภัย’ แต่การที่คนแปลกหน้าคนหนึ่งจะเดินเข้ามาแล้วทิ้งตัวลงนอนเพื่อเปิดรับความอ่อนแอหรือความเหนื่อยล้าให้คนอื่นเยียวยา ต้องอาศัยความเชื่อมั่นในระดับที่สูงมาก เธอจึงให้ความสำคัญกับบรรยากาศ พลังงาน และความรู้สึกตั้งแต่ก้าวแรกที่ลูกค้าเดินเข้ามา เพื่อให้มั่นใจว่าที่นี่คือ ‘บ้าน’ สำหรับจิตวิญญาณของทุกคนอย่างแท้จริง

หัวใจสำคัญที่ทำให้ House of Sound แตกต่างคือคุณภาพ เธอเชื่อว่านักบำบัดด้วยเสียงที่ดีต้องทำตัวเป็นเหมือนท่อที่ใสสะอาดเพื่อส่งผ่านความถี่ การทำงานของเธอจึงเริ่มก่อนที่ลูกค้าจะมาถึง คือการ ‘เคลียร์พลังงาน’ ของตัวเอง เธอต้องรักษาสภาวะความเป็นกลางให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าในวันนั้นเธอจะเจอเรื่องเครียดจากรถติดหรือปัญหาชีวิตส่วนตัวมาอย่างไรก็ตาม

ความเป็นมืออาชีพในแบบของเหวินคือการทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้รับมาตรฐานเดียวกันในทุกครั้งที่มาเยือน นี่คือความท้าทายของธุรกิจบริการที่ใช้ ‘คน’ เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก การฝึกฝนสภาวะจิตให้มั่นคงและการวางอีโก้ทิ้งไป คือเบื้องหลังความสำเร็จที่ทำให้ลูกค้าเกิดการบอกต่อจนแบรนด์เติบโตอย่างมั่นคงโดยไม่ต้องพึ่งพาการตลาด แต่มุ่งเน้นไปที่ความสัมพันธ์ที่จริงใจระหว่างนักบำบัดและผู้รับบำบัด

เหวินยอมรับว่าการใช้ชีวิตที่ ‘Align’ หรือสอดคล้องกับธรรมชาติของตัวเองเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ภาพรวมของธุรกิจชัดเจนขึ้น เมื่อเธอเลิกวิ่งตามสิ่งที่คนอื่นบอกว่าดี แล้วหันมาโฟกัสที่การสร้างสรรค์ผลงานจากความตื่นเต้นภายในใจ พลังงานที่ซื่อสัตย์นั้นกลับดึงดูดโอกาสสำคัญๆ ให้วิ่งเข้ามาหาเธอเองโดยไม่ต้องพยายามฟาดฟัน ไม่ว่าจะเป็นการร่วมงานกับแบรนด์ใหญ่ หรือการขยายสตูดิโอ ทุกอย่างเกิดขึ้นผ่านการ ‘บอกต่อ’ และการมองเห็นคุณค่าที่แท้จริงที่เธอส่งมอบออกไป

คอนเทนต์ของ Kiss My Soul จึงไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อยัดเยียดการขาย แต่เป็นคอนเทนต์ที่เหวินนิยามว่าคือการสร้างจุดเชื่อมโยงที่ผู้คนเข้าถึงและรู้สึกร่วมไปกับมันได้ เธอเลือกที่จะเล่าเรื่องราวที่ออกมาจากใจและประสบการณ์ เป็นเหตุผลว่าทำไมกลุ่มเป้าหมายถึงติดต่อเข้ามาหาเธอผ่านช่องทางออนไลน์อย่างต่อเนื่อง

“เราใช้ชีวิตที่มันค่อนข้าง align กับตัวเองมาเรื่อยๆ ถามว่ามีกลยุทธ์หรือแผนงานไหม มีนะ แต่สุดท้ายมันก็กลับมาที่เซ็นเตอร์ของเราว่าเราอยากทำอะไร สนุกกับอะไรแล้วพลังงานมันไม่โกหก แค่นั้นเอง”  

การบริหารธุรกิจแบบ generator ยังช่วยป้องกันปัญหาที่นักธุรกิจจำนวนมากต้องเผชิญ นั่นคืออาการ burnout หรือภาวะหมดไฟ เหวินอธิบายว่าหากเราทำในสิ่งที่ไม่ได้สนุกหรือไม่ได้ตอบสนองต่อพลังงานภายใน พลังงานนั้นจะเหือดแห้งไปอย่างรวดเร็ว แต่สำหรับ Kiss My Soul ทุกโปรเจกต์ที่เธอตอบรับคือสิ่งที่ช่วยชาร์จพลังให้กับเธอเองด้วย  

เสียงที่ทำให้เรากลับมาได้ยินตัวเอง

ความน่าสนใจของ Kiss My Soul คือการเป็นธุรกิจที่ไม่ได้พึ่งพางบโฆษณาจำนวนมหาศาล แต่เติบโตผ่านแรงดึงดูดของ ‘พลังงาน’ เหวินเล่าว่าโอกาสหลายเกือบทั้งหมดที่เกิดขึ้นตลอด 4 ปี มาจากความตั้งใจในการทำคอนเทนต์ที่เข้าถึงผู้คนจนเกิดการบอกต่อในวงกว้าง 

ในวันที่เทรนด์ wellness ไม่ใช่แค่เรื่องของการออกกำลังกายหรือการกินคลีนอีกต่อไป แต่ขยับเข้าสู่ยุคของ holistic wellness อย่างเต็มตัว องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนเริ่มมองหาเครื่องมือใหม่ๆ มาดูแล ‘ใจ’ ของบุคลากรและลูกค้า 

เหวินเริ่มได้รับโอกาสในการร่วมงานกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และหน่วยงานภาครัฐต่างๆ เพื่อนำศาสตร์ sound healing ไปเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หรือ wellness Tourism ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ประเทศไทยพยายามผลักดันให้เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค

ไม่เพียงแค่ภาครัฐ แต่ในภาคเอกชน โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ที่ให้ความสำคัญกับสวัสดิการด้านใจของพนักงาน ก็หันมาหา Kiss My Soul เพื่อจัดเวิร์กชอปบำบัดความเครียดสะสมจากการทำงาน เหวินมองว่านี่คือตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่าตลาดกำลังตอบรับกับสิ่งที่เธอนำเสนอ และศาสตร์ที่เธอสนใจมีโอกาสอีกมากมาย เพราะทุกภาคส่วนเริ่มตระหนักแล้วว่าหากบุคลากรมีจิตใจที่สงบและสมดุล ผลลัพธ์ของการทำงานก็จะออกมาดีอย่างยั่งยืน

ก้าวที่สำคัญยิ่งขึ้นคือเมื่อเหวินได้มีโอกาสเดินทางไปทำ sound healing ที่โอมาน ให้กับโรงแรมอนันตรา ประสบการณ์นี้ทำให้เธอเห็นช่องว่างขนาดใหญ่ในตลาด wellness ระดับโลก เธอพบว่าในหลายประเทศผู้คนมีความต้องการในการบำบัดทางใจ แต่กลับยังขาดผู้เชี่ยวชาญและศาสตร์ที่ละเอียดอ่อนอย่าง sound healing ที่เข้าถึงง่ายและมีมาตรฐานแบบที่เธอทำอยู่ สิ่งนี้ทำให้เธอมองเห็นโอกาสที่จะพา Kiss My Soul ไปสู่ระดับสากล

“เราอยากจะสร้างคอมมิวนิตี้ให้คำว่าคลื่นเสียงบำบัด หรือว่าคลื่นความถี่สามารถเข้าไปอยู่ในไลฟ์สไตล์ของหลายๆ คน”  

ในโลกที่หมุนเร็วและเต็มไปด้วย ‘เสียงรบกวน’ จนบางครั้งเราแทบไม่ได้ยินเสียงหัวใจของตัวเอง การเดินทางของ Kiss My Soul ตลอด 4 ปีที่ผ่านมาคือเครื่องยืนยันว่าการหยุดพักเพื่อฟังเสียงตัวเองใช่ไม่ใช่เรื่องเสียเวลา แต่คือการลงทุนเพื่อปรับจูนชีวิตให้กลับมาอยู่ในร่องในรอย 

สำหรับเหวิน ธุรกิจนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การขายเซสชันบำบัด แต่คือการส่งต่อ ‘เครื่องมือ’ ที่จะช่วยให้ผู้คนรับมือกับความผันผวนของโลกภายในได้อย่างมั่นคงขึ้น

You Might Also Like