Put the Right Man with the Right AI
สร้างทีมงานด้วย AI วิธีคิดใหม่ของธุรกิจยุค 2025สรุปจากคุณอ้น ปฤณ ซีอีโอของ AEIOU ในคอร์สพิเศษร่วมกับ ‘AIS Presents WTF Festival’
ทุกวันนี้หลายคนอาจรู้สึกเหมือนกันว่าตามข่าว AI ไม่ทัน เพราะมีเครื่องมือใหม่ ฟีเจอร์ใหม่เกิดขึ้นแทบทุกวัน จนหลายคนเริ่มสับสนว่าควรใช้ตัวไหน ต่างกันยังไง และจริงๆ แล้วหลักคิดของการใช้ AI ในธุรกิจคืออะไร
คุณอ้น–ปฤณ จำเริญพานิช Founder และ CEO ของ AEIOU ที่ปรึกษาและวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้าน AI และการวางกลยุทธ์การตลาด ได้อธิบายหลักคิดการใช้งาน AI ไว้อย่างเข้าใจง่ายในคอร์สพิเศษ Evolve Beyond Chaos with AI: How Owners Transform to Win in a Broken World ภายในงาน ‘AIS Presents WTF Festival’ ตั้งแต่การทำความเข้าใจพัฒนาการของ AI การจัดบทบาทของ AI ให้ทำงานเหมือนทีมพนักงานในองค์กร ไปจนถึงการออกแบบเวิร์กโฟลว์ระหว่างคนกับ AI ซึ่งกำลังกลายเป็นทักษะสำคัญของโลกธุรกิจยุคใหม่
ต่อไปนี้คือสรุปบางส่วนจากคอร์สที่จะช่วยให้เห็นภาพการใช้ AI ในธุรกิจได้ชัดขึ้น ทั้งในมุมของเครื่องมือ แนวคิด และการออกแบบระบบการทำงาน

1. พัฒนาการของ AI
หากอธิบายแบบง่าย สามารถแบ่งพัฒนาการของ AI ออกเป็น 3 ระดับ
✅ Generative AI คือ AI ที่สร้างคอนเทนต์ได้ เช่น การเขียนบทความ สรุปข้อมูล สร้างภาพ หรือสร้างไอเดียใหม่ๆ เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คนทำงานเร็วขึ้นและคิดงานได้มากขึ้น
✅ AI Agents คือ AI ที่ไม่ได้แค่สร้างเนื้อหา แต่สามารถลงมือทำงานแทนคนได้ เช่น ค้นหาข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล หรือทำงานผ่านระบบต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง
✅ Agentic AI คือขั้นต่อไปที่ AI หลายตัวทำงานร่วมกันเป็นระบบอัตโนมัติ แต่ละ agent มีหน้าที่เฉพาะของตัวเอง และทำงานประสานกันเหมือนทีมงานจริง
นี่จึงกลายเป็นทิศทางสำคัญที่บริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกกำลังพัฒนา เพราะ AI ไม่ได้แค่ช่วยทำงานบางส่วน แต่เริ่มสามารถแทนเวิร์กโฟลว์ของคนในองค์กรได้จริง

2. Put the Right Man, With the Right AI
ทุกวันนี้หลายคนจะสับสนว่าท่ามกลาง AI ที่มีหลายเจ้าให้เลือกใช้ ควรใช้ตัวไหนจะเหมาะสุด แต่หลักคิดสำคัญในการเลือกใช้นั้นคล้ายกับการเลือกคนให้เหมาะกับตำแหน่งงาน คือ ‘Put the Right Man, With the Right AI, Into the Right Process, For the Right Job’ วาง AI workflow หรือระบบการทำงานให้เหมือน AI เป็นพนักงานที่มีหน้าที่ตามตำแหน่งในองค์กร ตัวอย่างเช่น
ตำแหน่งทีมคอนเทนต์ที่เหมาะกับความสามารถของ AI แต่ละเจ้า ได้แก่
✅ ChatGPT = ครีเอทีฟหรือคนเขียนบท
✅ Midjourney = ช่างภาพและทีมงานถ่ายทำ
✅ Nano Banana = สายกราฟิกที่ถนัด Photoshop
✅ Kling AI = ผู้กำกับ
✅ CapCut = น้องตัดต่อ
เมื่อมองในมุมธุรกิจ หลักคิดนี้สามารถขยายไปสู่การจัดโครงสร้างทีมงานได้จริงในทีมการตลาด โดยให้ ChatGPT Plus หรือ Gemini Pro ทำหน้าที่เป็น CMO หรือหัวหน้าทีมการตลาดระดับไดเรกเตอร์ คอยกำหนดทิศทางและกลยุทธ์ จากนั้นให้ AI ตัวอื่นทำหน้าที่เป็นพนักงานระดับ mid-level ตามความถนัดของแต่ละระบบ
✅ Claude ทำหน้าที่เป็น Editorial Writer สำหรับเขียนบทความและคอนเทนต์
✅ Perplexity ทำหน้าที่เป็น Sourced Researcher สำหรับค้นคว้าและรวบรวมข้อมูล
✅ Copilot เป็น Office Coordinator ที่ช่วยจัดการงานเอกสารและการทำงานในระบบ
✅ ChatGPT ทำหน้าที่เป็น business analyst สำหรับวิเคราะห์ข้อมูลและสรุปอินไซต์
เมื่อ AI แต่ละตัวมีตำแหน่งชัดเจนและทำงานตามเวิร์กโฟลว์ที่ออกแบบไว้ องค์กรก็สามารถสร้างทีม AI ที่ช่วยทำงานได้อย่างเป็นระบบ เพิ่มความเร็วในการทำงาน และเปิดโอกาสให้มนุษย์โฟกัสกับงานเชิงกลยุทธ์และความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น

3. สั่งงานให้ละเอียด
หลักสำคัญของการเขียน prompt คือการสั่งงานให้ครบถ้วนและเฉพาะเจาะจง เช่น
✅ ใช้ใคร ทำอะไร เรื่องไหน เพื่ออะไร เพื่อใคร ต้องการอารมณ์แบบไหน และให้นำเสนอยังไง
โครงสร้างของ prompt จึงมักเขียนในลักษณะนี้
✅ As a [role] please [action] on/about [subject] for [purpose] targeting [audience] in a [style] manner presented as [format]
กล่าวคือ เริ่มจากกำหนดบทบาทของ AI ก่อน จากนั้นระบุสิ่งที่ต้องการให้ทำ ระบุหัวข้อหรือเนื้อหา จุดประสงค์ กลุ่มเป้าหมาย โทนหรือสไตล์ของงาน และรูปแบบผลลัพธ์ที่ต้องการ ยิ่งระบุชัด ผลลัพธ์ที่ได้ก็ยิ่งตรงกับสิ่งที่ต้องการมากขึ้น

4. วางระบบ Automation Workflow
เมื่อเข้าใจการสั่งงานแล้ว ขั้นต่อไปคือการออกแบบระบบการทำงานร่วมกับ AI หรือที่เรียกว่า Automation Workflow โดยโครงสร้างพื้นฐานของเวิร์กโฟลว์มีอยู่ 3 ส่วนหลัก คือ Trigger → Modules → Output
✅ Trigger คือตัวกระตุ้นที่ทำให้ระบบเริ่มทำงาน เช่น การได้รับข้อความหรือไฟล์จากผู้ใช้
✅ Modules คือบล็อกการทำงานที่ประมวลผลข้อมูลแต่ละขั้นตอน เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล การแปลงข้อมูลหรือการส่งต่อไปยังระบบอื่น
✅ Output คือผลลัพธ์ที่ระบบสร้างออกมา เช่น การบันทึกข้อมูล การตอบกลับผู้ใช้ หรือการสร้างรายงาน
ตัวอย่างเวิร์กโฟลว์ที่นำ AI มาใช้งานจริง เช่น ระบบ OCR (ตัวช่วยอ่านข้อความจากเอกสาร)สำหรับอ่านบิลค่าใช้จ่ายผ่าน LINE OA แล้วบันทึกข้อมูลลงในระบบอัตโนมัติ สามารถสร้างกระบวนการทำงานเป็นลำดับได้ดังนี้ Input (ลูกค้าส่งรูปบิลใน LINE) → AI อ่านข้อมูลจากรูป (OCR + ChatGPT) → จัดโครงสร้างข้อมูล → บันทึกลง Google Sheets → ตอบกลับใน LINE อัตโนมัติ ระบบลักษณะนี้ช่วยลดขั้นตอนการทำงานที่ต้องทำด้วยมือ ทำให้ข้อมูลถูกจัดเก็บเป็นระบบ และสามารถประมวลผลหรือวิเคราะห์ต่อได้ทันที
แม้ AI จะช่วยลดต้นทุนและเร่งความเร็วในการผลิตได้อย่างมหาศาล แต่เทคโนโลยีนี้ก็ยังมีข้อจำกัดสำคัญ เช่น ปัญหา AI Hallucination หรือการตอบแบบมั่นใจแต่ไม่ถูกต้องซึ่งทำให้บทบาทของมนุษย์ยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง คุณค่าของมนุษย์ในโลกการทำงานยุคใหม่จึงไม่ได้อยู่ที่การทำงานแทนเครื่องจักร แต่อยู่ที่สิ่งที่ AI ยังทำไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจเชิงความรับผิดชอบ การดูแลลูกค้าด้วยความเข้าอกเข้าใจ และการออกแบบกระบวนการทำงานที่ผสานระหว่างมนุษย์กับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คนที่สามารถออกแบบเวิร์กโฟลว์ระหว่างคนและ AI ได้ดีที่สุด จะเป็นคนที่สร้างความได้เปรียบในโลกธุรกิจยุคถัดไปได้อย่างแท้จริง เพราะท้ายที่สุดแล้ว การเป็นผู้นำธุรกิจในยุค 2025 ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครรู้จักเครื่องมือ AI มากที่สุด แต่อยู่ที่ว่าใครเข้าใจวิธีใช้ AI เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ และสามารถออกแบบระบบการทำงานใหม่ที่ทรงพลังพอจะขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้าได้เร็วกว่าคนอื่น
สำหรับใครที่อยากติดตามความรู้ดีๆ แบบนี้เพิ่มเติมสามารถติดตามเพิ่มเติมได้ที่ AEIOU ที่ปรึกษาที่เล่า AI ให้เข้าใจง่าย เน้นประยุกต์ใช้ AI ให้เกิดผลลัพธ์จริง และ ‘งาน ‘AIS Presents WTF Festival’ into the world of outliers ซึ่งจะจัดขึ้นในวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 23-24 พฤษภาคม 2569 เวลา 10:00-21:00 น. ชั้น 5 พารากอนฮอลล์ สยามพารากอน