นโยบายข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับการใช้คุกกี้

บริษัท ทุนดี จำกัด (“บริษัท”) มีความจำเป็นต้องใช้คุกกี้ในการทำงานหลายส่วนของเว็บไซต์เพื่อรับประกันการให้บริการของเว็บไซต์ที่จะอำนวยความสะดวกในการใช้บริการเว็บไซต์ของท่าน โดยบริษัทรับประกันว่าจะใช้คุกกี้เท่าที่จำเป็น และมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลของท่านโดยสอดคล้องกับกฎ หมายที่เกี่ยวข้อง และจะไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่น เว้นแต่เป็นกรณีการใช้คุกกี้บางประเภทที่อาจดำเนินการโดยผู้ให้บริการภายนอก ทั้งนี้ เมื่อท่านเข้าใช้บริการเว็บไซต์ บริษัทจะถือว่าท่านรับทราบและตกลงนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้แล้ว โดยบริษัทสงวนสิทธิ์ในการปรับปรุงนโยบายฉบับนี้ตามแต่ละระยะเวลาที่บริษัทเห็นสมควร โดยบริษัทจะแจ้งให้ท่านทราบถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวผ่านทางเว็บไซต์นี้... 

Always Active

Necessary cookies are required to enable the basic features of this site, such as providing secure log-in or adjusting your consent preferences. These cookies do not store any personally identifiable data.

Functional cookies help perform certain functionalities like sharing the content of the website on social media platforms, collecting feedback, and other third-party features.

Analytical cookies are used to understand how visitors interact with the website. These cookies help provide information on metrics such as the number of visitors, bounce rate, traffic source, etc.

Performance cookies are used to understand and analyze the key performance indexes of the website which helps in delivering a better user experience for the visitors.

Advertisement cookies are used to provide visitors with customized advertisements based on the pages you visited previously and to analyze the effectiveness of the ad campaigns.

อบ-อุ่น

‘ไก่ใส่รองเท้า ระบบผ่อนไก่ และคลับไก่งวง’ ว่าด้วยชนชั้นและเทคโนโลยีของไก่งวงในวันคริสต์มาส

สำหรับชาวคริสต์ วันคริสต์มาสถือเป็นอีกสุดยอดวันสำคัญ เป็นวันที่ครอบครัวจะต้องกลับมารวมตัวกัน มีการกินอาหารมื้อใหญ่ร่วมกัน หนึ่งในอาหารจานยักษ์บนโต๊ะอาหารที่สำคัญที่สุดนั่นคือไก่อบ ที่ในการฉลองคริสต์มาสส่วนใหญ่จะเป็นการอบไก่งวงตัวใหญ่ยัดไส้ 

การกินไก่งวงในวันคริสต์มาสเป็นประเพณีที่มีประวัติศาสตร์ค่อนข้างยาวนาน แต่บางจุดของเรื่องเล่าก็มีข้อเสนอที่แย้งกัน บ้างบอกว่าธรรมเนียมต่างๆ ของวันคริสต์มาสรวมถึงการกินไก่งวงมาจากวรรณกรรมต้นแบบเกี่ยวกับคริสต์มาสอย่าง A Christmas Carol ของชาร์ลส์ ดิกเคนส์ ตีพิมพ์ในปี 1843

บ้างบอกว่าไก่งวงในวันคริสต์มาสมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกว่านั้น แถมเป็นเรื่องซับซ้อนที่สัมพันธ์กับวัฒนธรรมอาหารการกินของอังกฤษ ธรรมเนียมการจัดเลี้ยงหรูหราที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยยุคกลาง การจัดแสดงสัตว์ปีกบนโต๊ะอาหาร และการที่เจ้าไก่งวงเป็นสัตว์ปีกที่มีขนาดใหญ่ที่สุด 

การกินไก่งวงยังสัมพันธ์ตั้งแต่กิจการการเลี้ยงไก่งวง การเกิดขึ้นของวัฒนธรรมการผ่อนไก่ และอันที่จริงการมาถึงของชาร์ลส์ ดิกเคนส์ ก็เป็นสิ่งที่ทำให้การกินไก่งวงแมส เป็นความแมสที่มาพร้อมกับรถไฟ ตู้เย็น และอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ปีกที่ขยายตัวขึ้น

ในวันที่เราอาจเริ่มเห็นไก่อบบนโต๊ะอาหาร ซึ่งถือเป็นลูกหลานของธรรมเนียมการกินไก่งวงในฐานะไก่ยักษ์เพื่อเลี้ยงทั้งครอบครัว คอลัมน์ทรัพย์คัลเจอร์จะขอพาทุกท่านย้อนไปชมความซับซ้อนของประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม จากยุคล่าอาณานิคม และการที่คนชั้นอื่นค่อยๆ มีเจ้าไก่อบตัวใหญ่อยู่บนโต๊ะอาหารในคืนวันคริสต์มาส

ยุคกลางกับงานเลี้ยงสารพัดสัตว์

ยุคกลางกับงานเลี้ยงสารพัดสัตว์

ลองนึกภาพงานเลี้ยงฉลองของยุคกลาง เป็นภาพงานเลี้ยงเต้นรำ งานเลี้ยงฉลองชัยในหนังอัศวิน แบบในนิทาน หรือในซีรีส์แฟนตาซี การจัดเลี้ยงเหล่านี้เน้นเสิร์ฟอาหารชุดใหญ่ที่หลายครั้งจำลองเนื้อสัตว์ต่างๆ มาจัดแสดงอยู่บนโต๊ะอาหารที่หรูหราฟุ่มเฟือย  

ความน่าสนใจของการกินอาหารประเภทเนื้อสัตว์และโปรตีนอันเป็นมรดกของยุคกลาง นักประวัติศาสตร์บางท่านเสนอว่าเป็นผลกระทบจากโศกนาฏกรรมสำคัญของยุคสมัย คือการระบาดของกาฬโรคในช่วงกลางศตวรรษที่ 14 

ข้อเสนอของ Chris Woolgar ผู้ทำงานศึกษาอาหารการกินของครัวเรือนอังกฤษในสองศตวรรษคือปี 1200-1500 ชี้ให้เห็นว่าหลังเกิดโรคระบาด ตัวโรคระบาดลดประชากรมนุษย์ และผู้คนในยุคหลังโรคระบาดพบว่า เนื้อสัตว์มีพอกับคนทุกคน จุดเปลี่ยนนี้เองทำให้ปลายศตวรรษที่ 14 เป็นต้นมา การเลี้ยงฉลองของผู้มีอันจะกินในยุคกลาง ซึ่งหลายครั้งเผื่อแผ่มายังชาวนาและคนยากไร้ด้วย จึงมักมีการวางอาหารประเภทเนื้อสัตว์ไว้อย่างยิ่งใหญ่ 

อันที่จริง ก่อนที่จะมาถึงยุคการวางไก่งวง คริสต์มาสยุคกลางมีอาหารสำคัญสองอย่าง อย่างแรกสำคัญที่สุดคือหัวหมูป่าดองซึ่งถือเป็นอาหารดาวเด่นที่ต้องมีทุกการเลี้ยงในคืนวันคริสต์มาส อันที่จริงหัวหมูป่าดองมีความสยองขวัญอยู่ คือต้องมีการเตรียมด้วยการผ่าแยกหัวของหมูป่า นำเนื้อไปบดผสมกับเครื่องเทศก่อนที่จะนำมาเย็บรวมกันอีกครั้ง

นอกจากหัวหมูป่าแล้ว บนโต๊ะจะหรูหราไม่ได้เลยถ้าขาดสัตว์ปีก แต่เดิมในยุคกลาง นกสำคัญที่จะถูกนำมาขึ้นโต๊ะคือนกยูง ชื่อเมนูคือนกยูงปิดทอง (gilded peacock) ใช้ความหรูหราปนน่ากลัวเล็กน้อย คือเป็นการเลาะหนังนกยูงโดยที่ยังติดขน เอาเนื้อไปอบและนำกลับมายัดในหนังที่ยังมีขนรำแพนได้อยู่ นอกจากนกยูงจะดูรำแพนได้เหมือนมีชีวิต ส่วนหางของนกยูงก็มีการปิดทองไว้อย่างหรูหรา

ไก่งวงและนกยูง

ไก่งวงและนกยูง สัตว์แปลกประหลาดจากโลกใหม่

นกยูงนอกจากจะมีความสวยงามแล้ว ยังถือเป็นสัตว์แปลกประหลาด ซึ่งการนำมาขึ้นโต๊ะงานเลี้ยงถือเป็นการแสดงความยิ่งใหญ่ของงานเลี้ยงนั้นๆ แต่แล้วไก่งวงล่ะมาจากไหน อันที่จริง ถ้าเราเทียบรัศมีของไก่งวงในงานเลี้ยง ค่อนข้างนับได้ว่าเป็นอาหารจานหรูเท่าๆ กันกับนกยูง

ไก่งวงมีจุดกำเนิดจากเม็กซิโก ถือเป็นสัตว์โลกใหม่ที่ชาวยุโรปพากลับไปยังบ้านเกิดในช่วงที่มาสำรวจทวีปอเมริกา มีหลักฐานว่าชาวสเปนและอังกฤษนำไก่งวงกลับไปยุโรปในเวลาไล่เลี่ยกัน คือสเปนนำกลับไปจากเม็กซิโกหลังยึดครองในช่วงปี 1519 

ส่วนอังกฤษมักอ้างอิงถึงกะลาสีหนุ่มที่ชื่อว่า William Strickland ชายผู้นำไก่งวงกลับไปที่อังกฤษในทศวรรษ 1520s โดยเขาถึงขนาดได้รับพระบรมราชานุญาตให้ใช้รูปไก่งวงอยู่ในตราประจำตระกูลได้ ซึ่งในช่วงทศวรรษ 1550s นี้เองที่การลงตราประจำตระกูลเริ่มมีเค้าลางความนิยมของเนื้อไก่งวงในฐานะสัตว์เศรษฐกิจใหม่

สำหรับทั้งสเปนและอังกฤษ นับตั้งแต่ไก่งวงเดินทางและเริ่มถูกเลี้ยงในแผ่นดินยุโรป ไก่งวงถือเป็นอาหารจานหรูและได้รับความนิยมในหมู่ชนชั้นสูงเทียบชั้นกับนกยูงที่เป็นสัตว์แปลกจากอินเดีย ความน่าสนใจคือแม้ไก่งวงเป็นสัตว์หน้าตาประหลาดเหมือนกับนกยูง ทว่าพวกมันเหมาะกับการเป็นอาหารมากกว่า ตัวใหญ่กว่า เนื้อเยอะกว่า และเติบโตได้ดีในยุโรป ผิดกับนกยูงที่แม้จะสวยงามกว่า แต่กระบวนการเตรียมกลับยุ่งยากและไม่อร่อย  

ในช่วงตลอดทั้งศตวรรษที่ 16 นี้เองที่บทกวี ตำราอาหารต่างๆ เริ่มรวมไก่งวงเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเมนูและอาหารการกินชุดใหญ่ในการเลี้ยงฉลองวันคริสต์มาส เริ่มมีการพูดถึงไก่งวงในฐานะสัตว์เศรษฐกิจของสมาคมผู้เลี้ยงและผู้ค้าสัตว์ปีกของอังกฤษ มีเครื่องจานชามสำหรับเสิร์ฟไก่ขนาดใหญ่ เริ่มขุดค้นพบกระดูกของไก่งวงที่ร่วมกับอุปกรณ์บนโต๊ะอาหารแบบหรูหรา 

ไก่งวง เมนูเด่นในวันคริสต์มาส

แม้เราจะบอกว่าไก่งวงเป็นส่วนสำคัญของโต๊ะอาหารวันคริสต์มาส แต่ในช่วงศตวรรษที่ 16-17 ไก่งวงถือเป็น ‘ส่วนหนึ่ง’ ของมื้ออาหาร ยังไม่ใช่ดาวเด่น ความนิยมของไก่งวงที่ค่อยๆ ได้รับความนิยมขึ้นในวันคริสต์มาสสันนิษฐานว่ามีที่มาจากหลายสาเหตุ คือความเหมาะสมของกิจการการเลี้ยงไก่งวงเองรวมถึงนวัตกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในยุคนั้น

อย่างแรกสุดคือ ไก่งวงถือเป็นสัตว์ประจำฤดูกาล คือในการเลี้ยงไก่งวง ไก่งวงมักจะโตเต็มที่ในช่วงกลางฤดูหนาว หมายความว่ามันจะโตเต็มที่ในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงและพร้อมถูกเชือดในช่วงฤดูหนาวซึ่งจะอ้วนอร่อยในช่วงคริสต์มาสพอดี

นอกจากเวลาการเลี้ยงแล้ว กิจการการขนส่งเนื้อสัตว์ถือเป็นอีกความซับซ้อนที่ทำให้การกินไก่งวงในช่วงวันคริสต์มาสเป็นเรื่องเหมาะสม การเลี้ยงไก่งวงในอังกฤษ พื้นที่เลี้ยงสำคัญอยู่ในพื้นที่ชนบทแถบนอร์ฟอร์ก เมืองที่ไกลออกไปทางตะวันออกของลอนดอน สมัยก่อนไม่มีรถแช่เย็น การขนส่งไก่งวงในช่วงที่ไม่ใช่เทศกาลต้องทำด้วยการต้อนให้พวกมันเดินมาที่ลอนดอนในตอนที่ยังเป็นๆ อยู่ แล้วค่อยมาเชือดในพื้นที่ตลาดของกรุงลอนดอน

livestock: poultry

ในการพาไก่งวงมาลอนดอน พ่อค้าจะใส่รองเท้าให้เหล่าไก่ยักษ์ ซึ่งคือการเอาตีนของไก่งวงชุบน้ำมันดินหรือห่อด้วยถุงกระสอบจิ๋วๆ เพื่อให้การต้อนพวกมันไม่เสียงดังหนวกหู ดังนั้นการต้อนไก่งวงมาขายจึงมีต้นทุนสูง พอมาถึงเขตเมืองลอนดอนพ่อค้าต้องทำการขุนไก่งวงขึ้นใหม่ให้เหมาะกับการขายก่อนที่จะเชือดจำหน่าย หรือขายทั้งที่ยังมีชีวิต

ทั้งหมดทั้งมวลนั้นแปลว่าการพาไก่งวงมาขายต้องพามาทั้งมีชีวิต แล้วมาเชือดเอาที่ใกล้ๆ เมือง ราคาไก่งวงในเวลาอื่นๆ ของปีจึงมีราคาสูงมาก แต่เมื่อพ่อค้ารู้ว่าไก่งวงจะได้รับความนิยมช่วงคริสมาสต์ทำให้พ่อค้าสามารถเชือดไก่ได้ตั้งแต่ที่ฟาร์มในชนบท แล้วห้อยไก่งวงรอบๆ รถม้าเพื่อนำมาขายในเมืองได้โดยไม่เน่าเสียไปก่อน ราคาไก่งวงในช่วงคริสต์มาสจึงเริ่มเข้าถึงได้ ความต้องการไก่งวงช่วงคริสต์มาสก็ค่อยๆ ได้รับความนิยมขึ้นตาม

หนึ่งในหลักฐานสำคัญที่ชี้ว่าไก่งวงค่อยๆ กลายเป็นดาวเด่นของเมนูอาหารคริสต์มาสคือในตำราอาหารชื่อดังอย่าง The Art of Cookery Made Plain and Easy ตีพิมพ์ในปี 1747 ซึ่งเป็นหนังสือยอดฮิตที่ขายดีทั้งในอังกฤษและเป็นตำราคู่ครัวไปกระจายไปในเมืองอาณานิคมของอังกฤษอีก 13 อาณานิคม

แม้จะชื่อหนังสือว่าทำอาหารให้ง่าย แต่ร่องรอยสำคัญคือการออกเมนูที่ชื่อว่า the Christmas Pye (หรือ Pie) เจ้าเมนูพายวันคริสต์มาสคือการอบสัตว์ปีกที่ยัดไส้ด้วยสัตว์ปีกอื่นๆ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังมีเมนูคล้ายๆ กันอยู่ เช่นเอาพิราบไปยัดในนกกระทา แล้วเอานกกระทาไปยัดไส้ในไก่ฟ้า เอาไก่ฟ้าไปยัดใส่ห่าน แล้วสุดท้ายจึงเอาห่านไปยัดใส่ในไก่งวง สุดท้ายค่อยนำไปอบทั้งตัว 

ชนชั้นและชาร์ลส์ ดิกเคนส์

แม้เราจะให้ภาพว่าไก่งวงค่อยๆ ได้รับความนิยม เข้าไปเป็นเมนู (ซึ่งไม่ได้ทำง่ายเลย) เจ้าไก่งวงยังถือเป็นอาหารหรูหรา และถ้าพูดกันจริงๆ ก็เป็นธรรมเนียมของคริสต์มาสมาตั้งแต่ก่อนอิทธิพลของชาร์ลส์ ดิกเคนส์

แต่การกินสัตว์ปีกอบในวันคริสต์มาสถือเป็นเรื่องสลักสำคัญและเป็นสิ่งที่กระทั่งคนยากคนจน แรงงานก็ต้องพยายามให้ตนเองและครอบครัวมีสัตว์ปีกอบในการเลี้ยงครอบครัวของวันคริสต์มาสให้ได้ ในช่วงนั้นห่านถือเป็นเนื้อสัตว์ที่มีราคาถูกกว่า สำหรับแรงงานเอง การมีห่านอบกินในวันคริสต์มาสก็เป็นเรื่องใหญ่ถึงขนาดมีระบบผ่อนจ่าย

เรื่องเกิดขึ้นในยุควิคตอเรียน ประมาณกลางศตวรรษที่ 19 ยุคสมัยที่เริ่มเกิดเมืองใหญ่ มีแรงงาน ในยุคนั้นผับซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญของแรงงานมีการตั้งสมาคมห่าน หรือ Goose Clubs ซึ่งก็คือการที่ร้านแต่ละร้านจะให้สมาชิกออมเงินสัปดาห์ละหนึ่งชิลลิ่ง เป็นเวลา 8-10 สัปดาห์ การออมนี้เป็นการการันตีว่าครอบครัวนั้นจะมีห่านอบและเหล้าจินขวดเล็กๆ ในการฉลองของวันคริสต์มาส

ห่านในฐานะสัตว์ปีกสำคัญของวันคริสต์มาสยังสะท้อนในนิยายเรื่อง A Christmas Carol ของชาร์ลส์ ดิกเคนส์ ในเรื่องพูดถึงมิสเตอร์สกรูจสุดขี้งกที่เมื่อตื่นจากการกลั่นแกล้งสั่งสอนของจิตวิญญาณคริสต์มาสแล้ว ตาแก่สุดงกก็ทำการซื้อไก่งวงตัวที่ใหญ่ที่สุดให้กับคนทำงานเป็นรางวัล การกระทำนี้แสดงถึงความเปลี่ยนแปลงจากคนงกเป็นคนอารีของตาเฒ่าที่เปลี่ยนไปอย่างมหัศจรรย์

ในรายละเอียดของ A Christmas Carol ยังให้ภาพการกินไก่อบ ในเรื่องที่สกรูจซื้อไก่งวงให้ ครอบครัวลูกจ้างมีปัญญาซื้อได้แค่ห่านอบ ซึ่งสกรูจก็บอกว่าจะไปพอกินอะไร 

บางตอนพูดกระทั่งความใจกว้างของผู้คนที่สะท้อนความยากจน เช่นการที่คนจนเองไม่มีกระทั่งเตาอบที่ใหญ่พอจะอบสัตว์ปีกทั้งตัวได้ ต้องไปอาศัยเตาอบของร้านขนมในการอบห่านตัวย่อมๆ เหล่านั้น ในทางกลับกัน ห่านหนึ่งตัวไม่ใหญ่พอที่จะกินอิ่มทั้งครอบครัวที่มีขนาด 8-10 คน 

หลังจากปี 1843 ที่เรื่องราวของตาสกรูจทัชใจผู้คน การกินไก่งวงค่อยๆ ได้รับความนิยมโดยเฉพาะในกลุ่มชนชั้นกลางที่ขยายตัวขึ้น นิทานหรือเรื่องผีในวันคริสต์มาสสัมพันธ์กับคติและความเชื่อที่ขยายตัวขึ้นพร้อมๆ คนชั้นกลาง เป็นตัวแทนของนายทุนที่อารี ไม่กดขี่ขูดรีด ชนชั้นกลางมีเงินเพียงพอ รวมถึงไก่งวงเองกลายเป็นตัวแทนของคริสต์มาสและความโอบอ้อม 

ไก่งวง

20 ปีหลังจาก A Christmas Carol โต๊ะฉลองคริสต์มาสของคนชั้นกลางจึงไม่ขาดไก่งวงเลย เรื่องราวของตาแก่ขี้งกจึงเป็นอุทาหรณ์และคำสอนหนึ่งซึ่งเหล่านายจ้างได้รับเอาค่านิยม รวมถึงการกินไก่งวงและการให้ในวันคริสต์มาสไปด้วย

ความนิยมของไก่งวงนอกจากจะมาจากความนิยมและคำสอนจากเรื่องราวของชาร์ลส์ ดิกเคนส์ ก็เป็นผลจากการกำเนิดของรถไฟเนื้อสัตว์ที่มีราคาที่ชนชั้นกลางและเหล่านายทุนซึ่งเป็นชนชั้นใหม่ในขณะนั้นซื้อหาได้ 

ในปี 1851 แม้แต่พระราชินีวิคตอเรียก็เสวยไก่งวงเป็นอาหารคริสต์มาส และในปี 1861 ตำราอาหารชื่อ Mrs Beeton’s Book of Household Management ถึงขนาดมีสูตรและวิธีการแล่เนื้อไก่งวงที่ถูกต้องให้กับเหล่าชนชั้นกลางที่กำลังเกิดใหม่ในยุคนั้น เป็นกลุ่มคนที่ไม่มีพ่อครัวหรือกระทั่งมีความรู้ในการจัดการกับอาหารเหมือนกับชนชั้นสูง

ในช่วงทศวรรษ 1950 เริ่มเกิดคลับผ่อนไก่งวงที่คล้ายกับยุคที่ผู้คนผ่อนห่านอบในวันคริสต์มาส เรียกว่า Turkey Clubs ในทำนองเดียวกับร้อยปีที่แล้ว

หลังจากศตวรรษที่ 19 ก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 การเลี้ยงไก่งวงขยายตัวขึ้น การขนส่งเนื้อสัตว์มีประสิทธิภาพขึ้น สิ่งที่มาพร้อมกับนวัตกรรมคือตู้เย็นที่มีราคาถูกลง เมื่อตู้เย็นถูกลง คนชั้นแรงงานและกลุ่มผู้ที่มีรายได้น้อยกว่าก็มีโอกาสซื้อหาไก่งวงทั้งตัวมาแช่เย็นรอไว้เพื่อปรุงอาหารในคืนวันคริสต์มาส

ปัจจุบันไก่งวงจึงกลายเป็นอาหารสามัญประจำคริสต์มาสของคนทุกชั้น วัฒนธรรมการกินสัตว์ปีกอบน่าจะค่อยๆ แพร่ขยายมายังทวีปเอเชียเช่นการกิน KFC ของชาวญี่ปุ่นในวันคริสต์มาส และคนไทยแบบเราๆ ก็อาจจะเริ่มสนใจกินไก่อบทั้งตัวในวันคริสต์มาสกับเขาด้วย

อ้างอิงข้อมูลจาก

Writer

ชื่อว่านครับ ทำงานรับจ้างทั่วไปด้านงานเขียน ส่วนใหญ่เขียนเรื่องการเขียน การอ่าน และวัฒนธรรม เชื่อว่าพื้นที่นามธรรมเป็นสินทรัพย์ที่จะพาเราเติบโตอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

Illustrator

ชื่อกล้วยค่ะ banana blah blah เป็นนักวาด บางวันจับเม้าส์ปากกา บางวันจับลูกกลิ้งทำภาพพิมพ์ สนใจ Art therapy และการวาดภาพเพื่อ Healing เชื่อว่าการทำงานที่ดีต้องทำให้เราอิ่มทั้งกายและใจ ได้มองเห็นตัวเองเติบโตภายใน

You Might Also Like