ในยุคที่ธุรกิจดนตรีมีช่องทางเติบโตมากมายทำไมรายการ The Voice Thailand ยังสำคัญกับอาชีพศิลปิน? คุยกับ 4 โค้ชประจำปี 2026

เป็นเวลา 14 ปีมาแล้วที่รายการ The Voice Thailand ได้เป็นแพลตฟอร์มแสดงความฝันของนักร้องเสียงดีจำนวนมาก ในฐานะผู้ชม การได้ติดตามผู้สมัครที่ชอบ ได้เอาใจช่วยให้พวกเขาผ่านเข้ารอบลึกๆ ก็เหมือนได้เห็นเส้นทางชีวิตของคนที่มาทำตามฝัน สร้างแรงบันดาลใจให้เราอยากทำตามเป้าหมายเช่นนั้นบ้าง

แต่ที่มากไปกว่านั้น รายการ The Voice Thailand ยังทำให้เราได้เห็นวิธีการปั้นศิลปินของโค้ชแต่ละคน เพราะแต่ละรอบมีเงื่อนไขการแข่งขันต่างกัน โค้ชแต่ละคนก็มีกลยุทธ์ วิธีการสอนศิลปิน หรือมองเห็นจุดเด่นของศิลปินต่างกัน สะท้อนให้เห็นทักษะและประสบการณ์ของโค้ชแต่ละคน นั่นทำให้ The Voice เป็นมากกว่ารายการบันเทิง และเป็นมากกว่าพื้นที่ทำตามฝัน เพราะเราได้เห็นขั้นตอนการทำงานของอุตสาหกรรมดนตรีด้วย

ปีนี้เป็นปีที่ The Voice Thailand กลับมาอีกครั้ง ในยุคสมัยที่ใครๆ ก็บอกว่าการเป็นนักร้องนั้นง่ายแสนง่าย ใครๆ ก็แต่งเพลงที่บ้าน อัดเสียงในห้องนอน โพสต์ลงโซเชียลมีเดีย วันดีคืนดีก็กลายเป็นคนดังเพราะเพลงไวรัลชั่วข้ามคืน 

แล้วเวทีประกวดร้องเพลงอย่าง The Voice ยังสำคัญกับเส้นทางศิลปินในวันที่อุตสาหกรรมเพลงทำงานยากแสนยากยังไงบ้าง นี่คือเรื่องที่เราชวนโค้ชก้อง–สหรัถ สังคปรีชา, โค้ชคิ้ม–เจนนิเฟอร์ คิ้ม, โค้ชโอ๊ต–ปราโมทย์ ปาทาน และโค้ชจ๋าย–อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี มาพูดคุยกันในครั้งนี้

การเป็นโค้ชใน The Voice Thailand ครั้งนี้มีความหมายกับทั้ง 4 คนยังไงบ้าง

ก้อง : สำหรับผมเหมือนงานประจำเลยเนอะ ทำมาหลายปีมีความผูกพันกับทีมงาน มีความผูกพันแบบนี้ มีความรู้สึกดี เป็นความสุขที่ได้มาเจอ มาทำงานแบบนี้ ได้มาเจอนักร้องพี่น้องชาวไทยที่ทำงานเก่งๆ ได้มาเจอคนที่ประสบการณ์สูง

คิ้ม : เหมือนเป็นงานสะท้อนที่ทำให้เห็นตัวเองเมื่อก่อน บางครั้งเราอยู่ไปเรื่อยๆ ผ่านความฝันอะไรทุกอย่างแล้ว ตัวเราชิลล์มากขึ้น แล้วมาที่นี่มันช่วยจุดประกายความฝัน ทำให้เราเห็นตัวเราตอนเด็กๆ 

แล้วเราก็ชอบเห็นความฝันในตัวเด็กทุกคน มันเป็นสิ่งสวยงาม ยิ่งทุกคนถ่ายทอดความฝันออกมาเป็นเสียง พวกเราหันหลังแล้วได้ฟัง เรารู้สึกว่า นี่แหละคือที่มาของการเป็นนักร้องแล้วได้มานั่งบนเก้าอี้สีแดงนี้ มันโคตรจะมีความหมายเลย และโคตรจะโชคดีเลยที่เราได้เห็นความฝันในรูปแบบของเสียง

จ๋าย : ผมว่าการที่ผมเข้ามาได้เป็นโค้ช The Voice มันเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าอะไรก็เป็นไปได้ เพราะผมมีแบ็กกราวนด์ที่ไม่ได้เป็นนักร้องกลางคืน ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวกับการเป็นนักร้องเลย มีแต่แม่เป็นนักร้องอย่างเดียว วันหนึ่งลุกขึ้นมาทำวง พอผมได้มาเป็นโค้ชตั้งแต่ซีซั่นที่แล้วจนถึงซีซั่นนี้ สำหรับผม มันเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ถ้าเรายังมีความพยายาม เรายังจริงจังในสิ่งที่เรารัก วันหนึ่งดนตรีจะพาเราไปสู่จุดที่คาดไม่ถึง

โอ๊ต : ต้องบอกก่อนว่า The Voice เป็นแพลตฟอร์มระดับโลก การเลือกโค้ชมาหนึ่งคนไม่ใช่ว่าหลับตาแล้วจิ้มมา ทุกอย่างต้องถูกพรูฟโดยทีมงาน แล้วทุกอย่างต้องถูกพรูฟจาก The Voice ต่างประเทศด้วยว่าคนนี้เหมาะจริงไหม

ผมเลยคิดว่าการที่เราได้มาอยู่ตรงนี้เป็น achievement ที่มีความหมายสำหรับผมมาก ผมรู้สึกเป็นเกียรติ เพราะตอนที่ The Voice ออนแอร์ครั้งแรกเมื่อ 14 ปีที่แล้ว ผมยังเป็นนักร้องกลางคืนอยู่เลย พอมาวันนี้เราได้มานั่งในฐานะโค้ช มันเป็นตราประทับให้เราว่า เรามีความสามารถมากพอจริงๆ ที่จะเป็นโค้ชให้ศิลปินที่กำลังจะเติบโตไปในอนาคต 

ในยุคนี้เราเห็นศิลปินมากมายแต่งเพลงอัดเสียงกันในห้องนอน แล้วก็ปล่อยในโซเชียลมีเดียกลายเป็นไวรัลข้ามคืน โค้ชทั้ง 4 คนคิดว่า ทำไมการมีเวทีประกวดอย่าง The Voice ยังสำคัญกับเส้นทางการเป็นศิลปินในยุคนี้

โอ๊ต : ผมว่านี่คือ shortcut ที่ดี มันเป็นการ ‘เปิดการมองเห็น’ เพิ่ม awareness เพิ่มเอนเกจเมนต์ให้คนได้เห็นว่าเรามีตัวตนอยู่ในโลกใบนี้ เพราะคุณอาจจะทำเพลงได้ก็จริง แต่กว่าโซเชียลจะไปเห็นคุณ บางทีมันใช้เวลา 

แล้วถ้าได้เข้ามาแล้ว หลังจากนี้ คุณต้องใช้ shortcut นี้นำทางตัวเองไปสู่อนาคตที่คุณอยากไป ฉะนั้นมันเป็นพื้นที่ที่คุณมายืนแล้วคนจะเห็นเลยว่า คุณเป็นคนร้องเพลงเก่ง คุณได้มาทำงานกับโค้ชคนนี้ คุณได้โชว์ความสามารถของคุณ ผมว่ามันเป็นพื้นที่ที่ดีมากที่ทำให้คนที่ไม่มีคนรู้จักเป็นที่รู้จักได้ภายในชั่วข้ามคืน สิ่งสำคัญต่อจากนี้คือคุณจะใช้สิ่งเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์กับคุณยังไงต่อไปมากกว่า

ก้อง : ผมก็คิดว่านามสกุล The Voice เป็นเหมือนใบเบิกทางให้ทุกอย่างบนเส้นทางดนตรีและเส้นทางนักร้องทำงานง่ายขึ้นมากๆ เลย

คิ้ม : ฟังคำตอบโค้ชก้อง โค้ชโอ๊ตคอมพลีตมากๆ เลย สิ่งที่จะเพิ่มเติมมีอย่างเดียวคือ เวลาเราทำงานคนเดียว มันจะเป็นความคิดในแง่มุมหนึ่ง แต่รายการ The Voice อยู่ในระดับสากล ทำให้มีมาตรฐานอีกแบบ เพราะบางครั้งเราทำเพลงเองจะเป็นเพลงเฉพาะกลุ่ม แต่พอเราเข้ามา The Voice ได้มีประสบการณ์ทำงานกับคนอื่น ดูคนอื่นๆ ทำงานด้วย มันได้กระตุ้นให้ตัวเองได้พัฒนา เราอยู่ทีมไหนก็ได้รับการขัดเกลาจากโค้ชแต่ละคน การทำงานกับทีมระดับมืออาชีพ ไม่ว่าดนตรี แสง สี เสียงใดๆ การพูดคุย มิตรภาพระหว่างนั้น มันมีประโยชน์อย่างมาก เปรียบเทียบแล้ว ฝั่งหนึ่งเหมือนการออกไปเรียนหนังสือในมหาวิทยาลัย กับอีกฝั่งเรียนเองในออนไลน์

จ๋าย : ส่วนผมคิดว่า แต่ละพื้นที่มีกฎต่างกัน มีโอกาสต่างกัน และมีคุณสมบัติต่างกัน ไม่ใช่ทุกพื้นที่จะเป็นพื้นที่ของทุกคน คนหนึ่งอาจจะประสบความสำเร็จพื้นที่ออนไลน์ แต่บางคนอาจจะไม่ประสบความสำเร็จก็ได้ โลกโซเชียลมีเดียที่บอกว่าทำได้ง่าย แต่มันก็ไม่ได้การันตีว่าจะทำได้เลย เพราะอัลกอริทึมก็วุ่นวายและยุ่งยาก เช่นเดียวกัน ต่อให้คุณมารายการ The Voice แล้วก็ไม่ได้การันตีว่าคุณจะประสบความสำเร็จ 

ผมเลยคิดว่าไม่ว่าเวทีประกวดหรือพื้นที่ไหนๆ มันคือโอกาสเปิดประตูด่านแรกให้ผู้เข้าแข่งขันเข้ามาเพื่อที่จะโชว์ศักยภาพตัวเอง เพื่อที่จะมีโอกาสเป็นที่รัก แสดงศักยภาพ สร้างความมั่นใจ เพื่อเพิ่มเอนเกจเมนต์ เพื่อให้คุณออกไปลุยกับอุตสาหกรรมดนตรี หรือลุยกับฝันของคุณได้อย่างแข็งแรง

โค้ชคิ้มและโค้ชก้องทำหน้าที่ใน The Voice มานานที่สุด คิดว่าคนที่เข้ามารายการเมื่อ 14 ปีที่แล้วต่างกับคนที่เข้ามารายการในตอนนี้เปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน

ก้อง : ผมรู้สึกว่าทักษะของคนที่เข้ามาเก่งขึ้น อาจด้วยสิ่งต่างๆ ทั้งการเรียนรู้จากโซเชียลและโรงเรียนดนตรี ผู้เข้าแข่งขันยุคแรกๆ อาจจะมี input น้อยกว่า ยุคนี้มี input เข้ามาเยอะแยะมากมาย มีอะไรให้ดูเยอะในโซเชียล โลกเปิดกว้างขึ้น ทำให้ผู้เข้าแข่งขันยุคหลังๆ เก่งขึ้น มีทัศนะที่กว้างขึ้น มีความรู้เข้ามาในยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ก็ได้เปรียบกว่ายุคแรกๆ

คิ้ม : เราได้เห็นว่าคนที่เข้ามาก็มีหลากหลาย มีความต้องการไม่เหมือนกัน ตอบแบบชาวบ้านเลย ส่วนใหญ่เข้ามาก็อยากมีชื่อเสียงเพื่อที่จะทำมาหากินเลี้ยงตัวเองด้วยสิ่งที่เรารัก เราชอบ ชอบใช้เสียงก็ใช้ทำมาหากิน 

นอกเหนือจากความโด่งดังแล้ว บางคนไม่ได้มีอาชีพนี้ด้วยซ้ำไป บางคนเป็นนักบัญชี นักกฎหมาย ตำรวจ เขามารายการนี้เพื่อเอาประสบการณ์ หรือบางคนก็เข้ามาเพื่อจะได้เห็นของจริง เห็นโค้ชตัวเป็นๆ หน้าตาเป็นยังไง มันตลกมากตรงที่เวลาเราดูในทีวี ตอนโค้ชเลือกจะมีเสียงดนตรีใช่ไหม แต่ตอนถ่ายทำจริง ทุกคนบอกว่า “ไม่ต้องรอเสียงดนตรีเหรอ?” พอเข้ามาเขาก็ได้รู้ว่าขั้นตอนการทำงานจริงๆ เป็นยังไง  

บางคนก็มาเติมเต็มความฝันบางอย่าง บางคนมาทำตามความฝันของคนอื่น ทั้งของพ่อ ของแม่ ของแฟน หรือบางคนมีความฝันแต่ไม่กล้า แต่พอแฟนบอกว่าทำไมไม่มาล่ะเขาก็เลยมา หรือบางคนใช้ความถี่ สมมติเคยมาทุกปี ถ้าหยุดไปก็แปลกๆ เขาอยากเข้ารอบ เขามาซ้ำๆ จนเรากดให้เขา 

จ๋าย : เขาอาจจะอยากปลดล็อกอะไรบางอย่างในใจตัวเอง

คิ้ม : ใช่ๆ บางคนมา เพราะเคยนั่งดูรายการกับพ่อแม่ แล้วพ่อแม่บอกว่าอยากเห็นลูกในรายการนี้จัง แล้วไม่รู้ทำไมในเวลาที่ผ่านมาตั้งนานแล้วเขาเพิ่งมาทำให้พ่อแม่ที่จากไปแล้ว 

เราได้เห็นว่าจุดมุ่งหมายต่างๆ ของคนที่มาไม่ได้ต่างไปเลย มนุษย์เป็นแบบนี้ ทำสิ่งหนึ่งเพื่อความอยู่รอด ทำสิ่งหนึ่งเพื่อเติมเต็มความฝัน ทำสิ่งหนึ่งเพื่อหาคำตอบ ทำสิ่งหนึ่งเพื่อให้คนอื่น มันวนอยู่ในความเป็นมนุษย์ของเรา เวทีนี้คือเส้นทางหนึ่งที่จะทำให้ความฝันที่ยืนอยู่กับเสียงเป็นความจริง คนเลยเลือกที่จะมา The Voice 

พอพูดถึงการเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียงในยุคนี้ มีคนบอกว่าเป็นร้องเพลงอย่างเดียวไม่พอแล้ว ต้องเป็นอินฟลูเอนเซอร์ ยูทูบเบอร์ นักแสดง และอื่นๆ ด้วย โค้ชมองเรื่องนี้ยังไงบ้าง

โอ๊ต : ผมว่าจริงๆ แล้ว มันไม่จำเป็นต้องเป็นหลายบทบาทเพื่อจะมาซัพพอร์ตการเป็นนักร้อง คุณอยากเป็นนักร้อง คุณเป็นนักร้องได้เลย 

จริงๆ ผมไม่ได้อยากทำหลายบทบาทแบบนี้นะ แต่พอดีว่าผมทำหลายบทบาทแล้วสนุก เพราะสิ่งที่ได้ตอบแทนกลับมาจากแต่ละสิ่งที่ผมทำแตกต่างกันหมดเลย เช่น ตอนเกิดโรคระบาดแล้วไม่ได้ร้องเพลง พอได้กลับมาแสดงสดครั้งแรกกับพี่ป๊อป (ปองกูล) ผมได้ยินเสียงกรี๊ดครั้งแรก พวกเราหันมามองหน้ากัน ขนคอมันลุก ผมตอบได้เลยว่า นี่แหละ เราเสพติดสิ่งนี้ เราเสพติดเสียงกรี๊ด เสียงปรบมือ ทำให้คนได้ฟังเพลงแล้วร้องตาม มันมีความหมายกับเรามาก แต่พอขาดไป เราลืมสิ่งนั้น 

ตอนผมเป็นพิธีกร ผมเห็นคนตลก ผมมีความสุขแล้ว ผมทำรายการ แล้วคนคอมเมนต์ว่าตอนนี้สนุกจัง ผมมีความสุขแล้ว แต่ละบทบาทให้อะไรบางอย่างกับผมแตกต่างกัน

ถ้าถามว่าถ้าอยากเป็นนักร้องแล้วต้องทำหลายบทบาทไหม ผมว่าไม่จำเป็นเสมอไป แต่ถ้ามีคนมาบอกว่า คุณเป็นนักร้องอย่างเดียวไม่ได้นะ คุณต้องเป็นอินฟลูเอนเซอร์ด้วย คุณต้องเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ด้วย 

ผมตั้งคำถามว่าทำไมเราต้องเป็นแบบนั้น ถ้าคุณไม่ถนัด คุณแค่ทำสิ่งที่คุณถนัด เมื่อทำสิ่งที่ถนัดแล้วคุณตั้งมั่น โฟกัสทำไปทีละอย่าง แล้วทำมันให้ดีก่อน ค่อยขยายไปทำอย่างอื่นที่อยากจะต่อยอดก็ได้ เพราะเราชำนาญหลายอย่างได้ ในเมื่อหลายๆ สิ่งนั้นมันช่วยซัพพอร์ตชีวิตคุณได้ ทำให้คุณเก่งขึ้น เป็นที่ยอมรับมากขึ้น 

แต่ถ้ารู้สึกว่าทำแล้วไม่ดี แล้วค่อยมาว่ากัน ตัดสิ่งนั้นสิ่งนี้ออกได้ ไม่ใช่ว่าเริ่มทำทุกอย่างแล้วไม่ได้โฟกัสอะไรเลย ผมว่าสิ่งเหล่านี้เราต้องมาปรับใช้กับชีวิตเราเอง

ถ้าให้โค้ชนิยามคำว่า ‘ประสบความสำเร็จ’ ของศิลปินยุคนี้คืออะไร

ก้อง : ผมว่ามันไม่มีนิยามสูตรสำเร็จ ตั้งใจทำในสิ่งที่ทำให้ดีที่สุด ซื่อสัตย์กับอาชีพของคุณ ทำด้วยความจริงใจ ผลจะเป็นแบบไหนก็สุดแล้วแต่ บางคนถูกกำหนดมาแล้วว่าคุณต้องเป็นซูเปอร์สตาร์ บางคนเก่งแค่ไหนก็ไม่ได้เป็น ถ้าจะแนะนำก็ทำให้ดีที่สุดเลยครับ

โอ๊ต : ผมว่าถ้านับอัตราส่วนจากมนุษย์ไทยกับศิลปินไทย ผมเชื่อว่าคนเป็นศิลปินมีไม่ถึง 1% นั่นหมายความว่าการที่คุณประสบความสำเร็จมันมีอะไรมากกว่าการร้องเพลง มันมีเรื่อง charisma การสื่อสาร การแสดงบนเวที มีหลายปัจจัยในการจะถีบใครคนใดคนหนึ่งไปสู่จุดนั้น แต่ถ้าไม่ได้เป็นก็ไม่ต้องท้อ

เพราะคนเราเลือกเกิดมามีพร้อมทุกอย่างไม่ได้ ไม่มีใครเกิดมาแล้วเก่งเลย อย่างโค้ชทั้ง 4 คน หลายคนอาจจะไม่เคยเห็นวันที่พวกเราซ้อม ไม่เคยเห็นตอนเข้าห้องอัด หรือขึ้น-ลงเวทีเป็นพันเป็นหมื่นครั้งเพื่อจะทำสิ่งนี้โดยชำนาญ เมื่อไหร่ก็ตามที่เราทำจนชำนาญมันก็คืออาชีพ เมื่อเราเป็นมืออาชีพแสดงว่าคุณมีอาชีพรองรับแล้ว เรื่องประสบความสำเร็จหรือไม่มันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง 

มันแตกต่างกันนะครับ ถ้าคุณใช้อาชีพนี้ดำรงชีพคุณแค่ทำให้ชำนาญ คุณจะดำรงชีพได้ ผมเชื่อว่าทุกคนฝึกซ้อมเรื่อยๆ ทุกคนร้องเพลงได้ แต่ถ้าคุณอยากเป็นซูเปอร์สตาร์มันมีมากกว่าแค่การร้องเพลงเพราะ ดังนั้นถ้าไม่ได้เป็นซูเปอร์สตาร์ อย่าเพิ่งไปท้อ มันไม่ใช่สิ่งสุดท้ายของชีวิต

แต่ที่ผมพูดไม่ได้จะให้ทุกคนหมดกำลังใจนะครับ ผมมองว่าจุดสิ้นสุดของชีวิตไม่ใช่แค่แชมป์หรือ The Voice มันยังมีอีกหลายโอกาสที่จะทำให้เรามีความสุข หรือได้ชาลเลนจ์ตัวเอง เช่น แค่วันนี้คุณกรีดตาตรงก็ทำอะไรสำเร็จแล้ว บางทีความสำเร็จมันคือสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันก็ได้ ชีวิตทุกคนมี small wins หาให้เจอในแต่ละวัน แล้วคุณจุด small wins ในแต่ละวันไปเรื่อยๆ พอขีดลากเส้นจุดเหล่านั้นก็จะเห็นภาพใหญ่ที่คุณฝัน  

แล้วรายการ The Voice Thailand จะพาคนที่มีความฝันไปสู่ความสำเร็จในฐานะศิลปินได้ยังไงบ้าง 

คิ้ม : แก่นของการเข้ามาใน The Voice จริงๆ คือการมาเรียนรู้ความไม่ได้ดั่งใจ เพราะ The Voice คือการใช้เสียงนำทางไปสู่การประสบความสำเร็จ ซึ่งมีแค่คนเดียวที่ได้แชมป์ แล้วต้องบอกด้วยว่าการประสบความสำเร็จบนเวที ไม่ได้หมายความว่าจะประสบความสำเร็จเป็นที่รักของคนในประเทศไทย 

มนุษย์เรากว่าจะไปประสบความสำเร็จใดๆ เราต้องเรียนรู้รับมือให้ได้กับความจริงที่น่าเกลียด ความผิดหวังใดๆ การเข้ามาใน The Voice ก็คือการเข้ามาเรียนรู้ความผิดหวัง เช่น ก่อนเข้ามาอยากร้องเพลงนี้ แต่พอเข้ามาจริงไม่ได้ร้อง หรือร้องไป ร้องผิดๆ พลาดๆ หรือรอบแบตเทิลได้ไปจับคู่กับคนที่เราต้องแพ้แน่ๆ  

คุณต้องรับมือกับความไม่ได้ดั่งใจอีกกี่ครั้งในรายการนี้ และนั่นจะทำให้บางคนรู้ว่าฉันไม่รู้จักตัวเองเลย เพราะหลับตาฝันอยู่ การมารายการนี้คือการฝันในแบบลืมตาเผชิญหน้ากับทุกเรื่อง มันไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดจากที่บ้าน มีแค่โค้ชของคุณที่ใจดี เขาจะทำให้คุณเข้าใกล้คำว่าความสำเร็จมากที่สุด หรือว่าบางคนที่เขารู้ว่าคุณไม่สำเร็จในซีซั่นนี้หรอก แต่เขาก็จะโอบอุ้มให้กำลังใจ

ดังนั้นรายการนี้โคตรจะเป็นคนเลย เพราะพวกเราก็ได้เรียนรู้สันดานของตัวเอง ความขี้โกง ป้ายสี ขมขู่ ความตลบตะแลง ติดสินบนต่างๆ มันเป็นวิธีที่คนเทาๆ ทำกัน เราทำทุกอย่าง นี่คือพวกเรา

โอ๊ต : มีคนข้างๆ ผมอยากเถียงนะ (ก้อง สหรัถ)

คิ้ม : แหม ดิฉันได้เห็นคุณในซีซั่นนี้แหละ (ทุกคนหัวเราะ)

จ๋าย : ผมเห็นด้วยว่าการเรียนรู้อยู่กับความล้มเหลวซ้ำๆ ซากๆ ได้ อันนี้คือความสำเร็จที่สุดแล้ว เพราะว่าในวันหนึ่งเราล้มเหลวเป็นสิบๆ ครั้ง ในปีหนึ่งเราอาจจะล้มเหลวเป็นล้านครั้ง เพื่อจะสำเร็จแค่ไม่กี่ครั้ง บางครั้งเราใช้เวลา 3 ปีในการล้มเหลวเพื่อสำเร็จแค่ครั้งเดียว 

ผมเลยมองว่าในความสำเร็จ จะใหญ่หรือกลาง มีความสุขให้เต็มที่ หน้าบานไปเลย คุณสมควรที่จะได้รับสิ่งนั้น เมื่อคุณล้มเหลว อย่าไปตกใจกับมัน มันเป็นเรื่องปกติ 

การเข้ามา The Voice พาให้คุณเข้าสู่ความล้มเหลวอีกครั้ง เพราะมีผู้ชนะคนเดียวจากผู้สมัครเป็นหมื่น ดังนั้นการตกรอบเป็นเรื่องปกติ 

คิ้ม : ใช่ ถ้าคุณอยากมา มาเถอะ เพื่อจะได้เรียนรู้ว่าพวกเราทำอะไรกับคุณได้บ้าง และคุณทำอะไรกับตัวเองได้บ้าง ถ้าคุณก้าวออกจากรายการนี้ คุณจะเป็นคนที่เข้าใจตัวเองมากขึ้น แล้วเราได้เรียนรู้กันและกัน

Writer

ตอนเด็กๆ อยากทำงานเขียนเพราะชอบอ่านหนังสือ ตอนโตอยากทำงานเขียนเพราะต้องการเงิน

You Might Also Like