นโยบายข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับการใช้คุกกี้

บริษัท ทุนดี จำกัด (“บริษัท”) มีความจำเป็นต้องใช้คุกกี้ในการทำงานหลายส่วนของเว็บไซต์เพื่อรับประกันการให้บริการของเว็บไซต์ที่จะอำนวยความสะดวกในการใช้บริการเว็บไซต์ของท่าน โดยบริษัทรับประกันว่าจะใช้คุกกี้เท่าที่จำเป็น และมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลของท่านโดยสอดคล้องกับกฎ หมายที่เกี่ยวข้อง และจะไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่น เว้นแต่เป็นกรณีการใช้คุกกี้บางประเภทที่อาจดำเนินการโดยผู้ให้บริการภายนอก ทั้งนี้ เมื่อท่านเข้าใช้บริการเว็บไซต์ บริษัทจะถือว่าท่านรับทราบและตกลงนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้แล้ว โดยบริษัทสงวนสิทธิ์ในการปรับปรุงนโยบายฉบับนี้ตามแต่ละระยะเวลาที่บริษัทเห็นสมควร โดยบริษัทจะแจ้งให้ท่านทราบถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวผ่านทางเว็บไซต์นี้... 

Always Active

Necessary cookies are required to enable the basic features of this site, such as providing secure log-in or adjusting your consent preferences. These cookies do not store any personally identifiable data.

Functional cookies help perform certain functionalities like sharing the content of the website on social media platforms, collecting feedback, and other third-party features.

Analytical cookies are used to understand how visitors interact with the website. These cookies help provide information on metrics such as the number of visitors, bounce rate, traffic source, etc.

Performance cookies are used to understand and analyze the key performance indexes of the website which helps in delivering a better user experience for the visitors.

Advertisement cookies are used to provide visitors with customized advertisements based on the pages you visited previously and to analyze the effectiveness of the ad campaigns.

ฮีโร่ไม่ต้องสวมผ้าคลุมสีแดง

Yvon Chouinard ผู้ก่อตั้ง Patagonia บริจาคทั้งบริษัทเพื่อช่วยโลกรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

“ตอนนี้มีแค่โลกเท่านั้นที่เป็นหุ้นส่วนของเรา”

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หนึ่งในข่าวที่ถูกพูดถึงไปทั่วโลกคือข่าวที่ Patagonia ตัดสินใจยกทั้งบริษัทให้องค์กรการกุศลเพื่อช่วยโลกรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศอันเลวร้าย อย่างประโยคข้างต้นที่ อีวอน ชูนาร์ด (Yvon Chouinard) ประกาศเอาไว้

การประกาศครั้งนี้ถ้าดูแค่สิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะดูเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่คนที่รู้จัก Patagonia มาบ้างย่อมทราบดีว่าพวกเขามีแนวคิดที่จะช่วยเหลือโลกใบนี้มาโดยตลอด

สำหรับคนที่อาจจะยังไม่รู้จัก Patagonia คือแบรนด์เสื้อผ้าเอาต์ดอร์สัญชาติอเมริกัน อย่างพวกเสื้อแจ็กเก็ต กระเป๋าเดินป่า รองเท้าสำหรับเดินเขา หมวกไหมพรม และสินค้าต่างๆ สำหรับคนที่หลงใหลในการเดินป่าปีนเขาชอบใช้ชีวิตเอาต์ดอร์ สิ่งที่เป็นหัวใจของ Patagonia คือวิธีการทำธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ทั้งการลดการทำลายธรรมชาติและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยหนึ่งในโฆษณาของแบรนด์ที่ยังถูกพูดถึงจนวันนี้คือตอนที่ Patagonia ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ว่า “Don’t Buy This Jacket” เพื่อให้ลูกค้ามีสติในการซื้อสินค้ามากกว่าแค่ซื้อเพราะอยากได้

ย้อนกลับไปนับตั้งแต่ปี 1985 ทางแบรนด์ได้ร่วมก่อตั้งโครงการ ‘1% for the Planet’ ที่มีบริษัทอีกหลายพันแห่งมาร่วมสัญญากันว่าจะมอบ 1% ของยอดขายทั้งหมดให้กับองค์กรด้านสิ่งแวดล้อม ต่อมาในปี 2017 ก็เริ่มโครงการให้ลูกค้าสามารถส่งเสื้อผ้าที่ไม่ใช้แล้วกลับมา พวกเขาก็เอาไปทำความสะอาดซ่อมแซมและขายผ่านเว็บไซต์ Worn Wear เปลี่ยนเป้าหมายบริษัทเป็น ‘We’re in business to save our home’ หลังจากนั้นปี 2019 ก็ทำโครงการ Recrafted ผลิตเสื้อผ้าจากเศษผ้าที่ใช้แล้วด้วย

นอกจากนั้นพวกเขายังเป็นบริษัทแรกๆ ที่ใช้ผ้าฝ้ายออร์แกนิกและวัสดุรีไซเคิลในเครื่องแต่งกายทำให้เกิดความนิยมที่แพร่กระจายอย่างกว้างขวาง นำไปสู่การผลักดันให้มีการรับรองเกษตรอินทรีย์แบบปฏิรูป

แม้แต่ในที่ทำงาน Patagonia ก็เหมือนมาก่อนกาลหลายสิบปี อย่างแนวคิดเรื่อง ‘เวลาทำงานยืดหยุ่น’ ของพนักงานที่สามารถลาไปไปปีนเขาและเล่นกระดานโต้คลื่นได้ แถมเริ่มโครงการตั้งศูนย์รับเลี้ยงเด็กสำหรับพนักงานตั้งแต่ปี 1984 แล้ว

ตั้งแต่ Patagonia ก่อตั้งขึ้นมาในปี 1973 อีวอน ชูนาร์ด และครอบครัวของเขาได้ดูแลบริษัทเสื้อผ้าแนวเอาต์ดอร์มาโดยตลอด แต่ตอนนี้ผ่านมาราวๆ 5 ทศวรรษ กรรมสิทธิ์ของบริษัทกำลังจะถูกเปลี่ยนมือไปอยู่กับหน่วยงานที่สร้างขึ้นใหม่ 2 แห่ง เพื่อจัดการโครงสร้างการดำเนินการของบริษัทและยกระดับการรับมือเรื่องของวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่เลวร้ายลงเรื่อยๆ

และที่สำคัญกว่าคือการยกระดับการรับมือเรื่องของวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่เลวร้ายลงเรื่อยๆ โดยหุ้นของบริษัทในส่วนที่ผู้ถือหุ้นมีสิทธิ์โหวต (voting stock) ราว 2% จะถูกโอนไปให้หน่วยงานที่ชื่อว่า Patagonia Purpose Trust ส่วนที่เหลืออีก 98% จะถูกโอนเข้าสู่หน่วยงานการกุศลที่ชื่อว่า ‘Holdfast Collective’

เป้าหมายของ Patagonia Purpose Trust คือการสร้างโครงสร้างทางกฎหมายแบบถาวรเพื่อดูแลวัตถุประสงค์และค่านิยมของบริษัทไม่ให้เบี่ยงเบนไปจากเจตนารมณ์ของชูนาร์ด และยังคงแสดงให้เห็นว่าระบบทุนนิยมสามารถทำงานเพื่อโลกได้ ในขณะเดียวกัน บริษัทกล่าวว่าผลกำไรประจำปีทั้งหมดที่ไม่ได้นำกลับมาลงทุนในธุรกิจ คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี จะถูกแจกจ่ายโดย Patagonia เป็นเงินปันผลให้กับ Holdfast Collective เพื่อนำไปเป็นทุนแก่องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมระดับรากหญ้า ลงทุนในธุรกิจและสนับสนุนผู้สมัครทางการเมืองที่ทำงานเพื่อปกป้องธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ สนับสนุนชุมชนที่ต้องการความช่วยเหลือและต่อสู้กับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ชูนาร์ดกล่าวว่า

“แทนที่เราจะเข้าตลาดหุ้น คุณอาจจะเรียกว่าเราเข้าไปสู่เป้าหมายแทนมากกว่า แทนที่จะดึงเอาคุณค่าของธรรมชาติมาสร้างเป็นความร่ำรวยของนักลงทุน เราจะใช้ความร่ำรวยที่ Patagonia สร้างขึ้นเพื่อรักษาต้นกำเนิดของความร่ำรวยทั้งหมดเอาไว้”

มูลค่าของบริษัท Patagonia ถูกประเมินเอาไว้ประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว ๆ 1 แสนล้านบาท และมีรายได้ต่อปีราวๆ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ถ้าย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของบริษัท ชูนาร์ดไม่เคยเลยในชีวิตที่คิดอยากเป็นนักธุรกิจหรือสร้างบริษัทของตนเอง เขาอยากเป็นช่างฝีมือมาโดยตลอด ตอนแรกๆ สร้างอุปกรณ์ปีนเขาและเพื่อนๆ สนใจเลยขายสร้างรายได้นิดๆ หน่อยๆ จนกระทั่งในปี 1970 หลังจากกลับมาแคลิฟอร์เนียจากทริปปีนเขาที่สกอตแลนด์ เขาก็ใส่เสื้อรักบี้ที่เขาใช้สำหรับการปีนเขาสกอตแลนด์อยู่บ่อยๆ เพราะปกคอเสื้อมันหนาทำให้สายอุปกรณ์ไม่บาดคอ เพื่อน ๆ ก็ชอบมาก เขาเลยคิดว่างั้นลองนำเข้าแล้วก็ขายดูละกัน จนกระทั่งกลายเป็นร้านขายอุปกรณ์ปีนเขาและเสื้อผ้า ตั้งชื่อว่า ‘Chouinard Equipment’ ก่อนจะเปลี่ยนเป็น ‘Patagonia’ หลังจากไปปีนเขาที่นั่นกับเพื่อนสนิทแล้วประทับใจมาก

ในหนังสือ “Let My People Go Surfing: The Education of a Reluctant Businessman” ที่ชูนาร์ดเขียนเขาบอกว่า ถ้าเขา ‘ต้องเป็นนักธุรกิจ’ เขาก็จะเป็น ‘ในแบบที่เขาอยากเป็นเท่านั้น’

“การทำงานต้องมีความสุขในทุกๆ วัน […] เราต้องอยู่ท่ามกลางเพื่อนๆ ที่แต่งตัวแบบไหนก็ได้ตามใจชอบ แม้กระทั่งเท้าเปล่าก็ไม่เป็นไร”

ในจดหมายถึงพนักงานชูนาร์ดเขียนว่าเขาพยายามค้นหาวิธีที่จะเอาเงินไปช่วยเรื่องวิกฤตสภาพภูมิอากาศในขณะที่ยังคงรักษาคุณค่าของบริษัทไว้เหมือนเดิม แต่ก็ไม่เจอทางเลือกที่ดีเลย ครั้นจะขายบริษัทและบริจาคผลกำไรทั้งหมดก็คงช่วยได้ แต่ก็ไม่ได้รับประกันว่าค่านิยมของบริษัทจะยังอยู่เหมือนเดิม การเข้าตลาดหุ้นก็ไม่ใช่ทางเลือก เพราะต้องเจอแรงกดดันที่ไม่มีวันสิ้นสุดของนักลงทุนในวอลล์สตรีทเพื่อสร้างผลกำไรในระยะสั้นโดยแลกกับความรับผิดชอบในระยะยาว

“เป็นเวลากว่าครึ่งศตวรรษแล้วที่เราได้เริ่มต้นการทดลองเป็นธุรกิจที่มีความรับผิดชอบ ถ้าหากจะมีความหวังให้โลกนี้ยังคงสวยงามในอีก 50 ปีข้างหน้า มันจำเป็นที่เราทุกคนต้องทำทุกอย่างที่สามารถทำได้ด้วยทรัพยากรที่เรามี ในฐานะของผู้นำธุรกิจที่ผมไม่เคยอยากเป็น ผมก็ทำในส่วนของผม

“ผมจริงจังมากๆ ที่จะรักษาโลกใบนี้เอาไว้”

ตอนนี้ชูนาร์ดและบอร์ดบริหารจะยังคงดูแลทั้ง Patagonia Purpose Trust และ Holdfast Collective ต่อไปอยู่เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีอะไรที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้นในอนาคต อย่างเช่นการป้องกันไม่ให้เกิดการหาผลประโยชน์ในกลุ่มผู้นำเอง หรือโครงสร้างของบริษัทที่ออกแบบมาอย่างดีเพื่อรักษาค่านิยมของบริษัทกลับไม่สามารถทำในสิ่งที่ต้องการได้เต็มที่ พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือว่าพวกเขายังต้องดูแลและจัดการต่อไปอีกสักพักจนกว่าทุกอย่างจะเข้าที่เข้าทางและมั่นใจได้ว่าสิ่งที่สร้างขึ้นมานั้นไม่มีช่องโหว่ในด้านใดก็ตาม

ไม่ว่าจะเป็นการปีนเขาหรือการทำธุรกิจชูนาร์ดเผชิญหน้ากับความท้าทายมาโดยตลอด เขาหวังว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับบริษัทอื่นๆ ที่มองหาวิธีเชื่อมระหว่างทุนนิยมและวิกฤตสภาพภูมิอากาศให้อยู่ด้วยกันได้ ชูนาร์ดเคยกล่าวเอาไว้ว่า

“มันเป็นยอดเขาที่ไม่มีวันสิ้นสุด คุณปีนไปเรื่อยๆ ไม่มีวันหยุด ไม่มีวันที่จะไปถึงจุดสูงสุด แต่มันคือการเดินทาง”

ตอนนี้อนาคตของ Patagonia นั้นชัดเจนแล้ว ความท้าทายต่อไปคือบริษัทจะต้องคงความทะเยอทะยานดำเนินธุรกิจให้สร้างผลกำไรไปพร้อมๆ กับช่วยเหลือเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อยากทำด้วย นักวิเคราะห์หลายคนออกมาแสดงความเป็นห่วงว่าหลังจากนี้ Patagonia อาจสูญเสียความมุ่งมั่นและไม่พัฒนาต่อไปเพราะไม่มีเป้าหมายในเชิงธุรกิจตามหลักทุนนิยมให้บริษัทเติบโตอีกต่อไปแล้ว

เราไม่มีทางรู้หรอกว่าเป้าหมายที่ Patagonia วางเอาไว้นั้นจะสำเร็จหรือไม่ และจะมีบริษัทอื่นๆ ทำตามมากขนาดไหน (หรือมีรึเปล่า) แต่สำหรับชูนาร์ดแล้วเขารู้สึกเบาใจ แก้ปัญหาคาใจที่เขามีมาโดยตลอดว่าถ้าผู้ก่อตั้งบริษัทไม่อยู่แล้วมันจะยังคงเป็นเหมือนเดิมอยู่หรือเปล่า และผลกำไรของบริษัทจะถูกนำไปช่วยเหลือโลกต่อไปไหม อย่างที่เขากล่าวในการสัมภาษณ์กับ The New York Times ว่า

“ผมรู้สึกโล่งใจอย่างมากที่จัดชีวิตให้เป็นระเบียบแล้ว สำหรับเรา นี่เป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว”

อ้างอิง

Writer

คุณพ่อลูกหนึ่งจากเชียงใหม่ที่รักการเขียน การอ่าน และการดองหนังสือเป็นชีวิตจิตใจ หลงใหลเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจและเป้าหมายการทำงานที่เป็นมากกว่าแค่ผลกำไรและทำงานหนักจนลืมความหมายของการมีชีวิตอยู่

You Might Also Like