ย่ามกาสาวพัสตร์
ตามรอยไอเทมแห่งศรัทธาซึ่งมาพร้อมกับดีไซน์เท่ จากแบรนด์ ‘จิตรกรรมไทยในย่าม’
ถุงผ้าสไตล์สตรีท หน้าตายูนีก
กระเป๋าวัสดุพรีเมียม คัตติ้งเนียบกริบ
ย่ามพระปลุกเสก ปักเย็บด้วยลวดลายมงคล
หากบรีฟภาพให้แค่นี้ คุณอาจนึกภาพกระเป๋า 3 ใบที่ไม่มีอะไรเหมือนกันเลย ไม่ว่าจะในเรื่องของหน้าตา ฟังก์ชั่นการใช้งาน คุณภาพการตัดเย็บ รวมถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่คุณจะขายสินค้าให้
น่าประทับใจไม่น้อยที่ทั้งสามประโยคนี้สามารถใช้เป็นคำอธิบายภาพอันเที่ยงตรงของกระเป๋าใบเดียวกันได้ หากกระเป๋าใบที่ว่านั้นคือสินค้าแฟล็กชิปของแบรนด์ ‘จิตรกรรมไทยในย่าม’ ที่กำลังได้รับความสนใจจากวัยรุ่นไทยอยู่ในขณะนี้
อั๋น–จักรกฤษณ์ บัวเล็ก คือเครื่องพิสูจน์ชั้นดีว่าความหลงใหลในศิลปะและแฟชั่นกับความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาก็สามารถเขย่าออกมาเป็นส่วนผสมที่ลงตัวได้ เพราะนอกจากจะเป็นหัวเรือของแบรนด์ผู้กุมหน้าที่ทั้งออกแบบ กำกับศิลป์ และบริหารแล้ว อั๋นยังเป็นช่างเขียนลายไทยศิษย์เก่าวิทยาลัยเพาะช่าง และเป็นอดีตพระที่เคยบวชเรียนอยู่นานถึง 5 พรรษา
ในยุคที่สตรีทแวร์มุ่งแข่งขันความฉูดฉาดจัดจ้าน กระโจนเข้าเกาะสารพัดเทรนด์ และแย่งกันจับจองพื้นที่สื่อด้วยเรื่องราวหวือหวา อั๋นเลือกหยิบเอาความงามวิจิตรอันสงบสำรวมและเรียบง่ายของพุทธศิลป์มาเป็นหัวใจหลักของแบรนด์ จนเกิดเป็นภาพจำที่ไม่มีใครเหมือน
อะไรทำให้ชายผู้เคยใช้ชีวิตใต้ร่มกาสาวพัสตร์เชื่อมั่นว่าจิตรกรรมไทยประเพณีจะสามารถก้าวออกจากกำแพงวัดมาแขวนอยู่บนไหล่ของคนรุ่นใหม่ได้ คอลัมน์ Micro Wave สัปดาห์นี้ขอชวนเจ้าตัวมาเล่าให้ฟัง

สนใจอะไร ทำไมตอนนั้นถึงตัดสินใจเริ่มทำแบรนด์ที่เกี่ยวข้องกับ ‘ย่ามพระ’
ถ้าตอบในแง่ประสบการณ์ส่วนตัว ก็คงต้องบอกว่าเพราะผมคุ้นเคยและผูกพันกับกระเป๋าแบบที่เราเรียกว่าย่าม มันคือของที่เราใช้งานจริงในช่วงที่บวชเป็นพระ ได้ใช้งานจริง ได้เห็นข้อดีข้อจำกัด เห็นความเป็นไปได้
แต่ถ้าพูดถึงตัวย่ามเอง ความพิเศษคือมันเป็นดีไซน์ดั้งเดิมของไทยแท้ๆ ต่างจากกระเป๋าแบบอื่น ด้วยความที่มันใช้งานสะดวก จุของได้เยอะ ตัดเย็บไม่ยาก เลือกใช้ผ้าได้หลากหลายชนิด คนเลยใช้กันแพร่หลายมาตั้งแต่สมัยอยุธยา
พอได้มาทำแบรนด์ ได้ศึกษาประวัติศาสตร์ของมันในเชิงลึก ผมถึงได้รู้ว่าแม้แต่เพื่อนบ้านรอบๆ ในภูมิภาคเราก็ไม่ได้ใช้กระเป๋าลักษณะนี้ ถ้าจะมีบ้างก็คือเขารับต่อไปจากเรา เช่น กัมพูชาที่รับวัฒนธรรมต่อไปอีกทอดในฐานะเครื่องสมณศักดิ์ของพระ


ภาพจำเดิมของย่ามส่งผลต่อความยาก-ง่ายในการขายผลิตภัณฑ์บ้างมั้ย
แต่แรก ผมก็ไม่ได้มีเจตนาจะลบภาพจำของย่ามที่ผูกพันกับศาสนาอยู่แล้ว เพราะนั่นคืออัตลักษณ์ของมัน สิ่งที่ผมอยากทำคือหยิบเอาแง่มุมของย่ามที่เราหลงลืมไปมาปัดฝุ่นใหม่มากกว่า
ย่ามเพิ่งจะมามีภาพจำว่าเป็นย่ามพระก็ช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 เวลามีงานพิธีต่างๆ ชนชั้นเจ้านายยุคนั้นนิยมปักเย็บลวดลายวิจิตรบนย่ามแล้วถวายพระเป็นที่ระลึกคู่กับตาลปัตร พระหลายรูปนิยมเก็บสะสมไว้ แล้วนำมาใช้ใหม่ในโอกาสที่ได้รับนิมนต์จากเจ้านายพระองค์เดิมเพื่อแสดงไมตรีต่อเจ้าภาพ เกิดเป็นคลื่นแฟชั่นลูกย่อมๆ ในหมู่ภิกษุสงฆ์ยุคนั้น
แต่หากย้อนไปก่อนหน้าที่สังคมจะมีภาพจำอย่างนั้น ย่ามเป็นของใช้ที่อยู่ในชีวิตประจำวันของคนทั่วไปอยู่แล้ว โจทย์ที่ท้าทายคือเราจะออกแบบย่ามให้กลับมามีภาพลักษณ์ที่ร่วมสมัย เข้าถึงง่าย และใกล้ชิดกับชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้นได้ยังไง โดยใช้สี ลวดลาย และเรื่องราวเป็นเครื่องมือ


แล้วอะไรคือสิ่งแรกที่จุดประกายให้คุณนึกอยากเอาย่ามกลับเข้ามาในโลกฆราวาส
ทีแรก เรามีพระเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก ไม่ได้มีธงในใจว่าจะขยายฐานให้แมสในกลุ่มอื่น ขอแค่แมสในกลุ่มพระสงฆ์ก็ถือว่าสำเร็จตามเป้า แต่ปรากฏว่ามีบุคคลธรรมดาที่ไม่ใช่พระมาชื่นชอบด้วย
ลูกค้าซึ่งเป็นผู้สะสมกลุ่มนี้แหละที่ทำให้เราเริ่มมองเห็นศักยภาพของสินค้า ว่ามันสามารถเป็นได้มากกว่าสังฆภัณฑ์ทั่วไป นอกจากประโยชน์ใช้สอยแล้ว ดีไซน์ย่ามยังสามารถสร้างและขับเน้นคุณค่าทางใจเฉพาะบุคคลให้กับลูกค้าได้ หลายคนสะสมเพราะผูกพันกับโอกาสหรือพิธีการต่างๆ จึงอยากตามเก็บเป็นที่ระลึก หลายคนสะสมเพราะชื่นชอบงานปัก งานคราฟต์ หลายคนซื้อไปเป็นของฝาก ของแทนใจ
สุดท้ายเลยตัดสินใจรีแบรนด์ เพิ่มออพชั่นสี ลวดลาย และวัสดุ ปรับภาพลักษณ์ย่ามให้หลากหลายและเข้ากับคนหลายสไตล์มากขึ้น

หลังรีแบรนด์ให้มีความ ‘แฟชั่น’ ขึ้น เพดานราคาเปลี่ยนแปลงไปมั้ย
แทบไม่เปลี่ยนเลยก็ว่าได้ แต่ไหนแต่ไรวิธีการตั้งราคาของเราคิดคำนวณมาให้สัมพันธ์กับต้นทุนด้านวัสดุ กระบวนการผลิต และค่าฝีมือช่างของแต่ละรุ่นเป็นหลัก มูลค่าจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับภาพลักษณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปเท่าไหร่ แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราใส่องค์ประกอบอะไรเข้าไปในงานออกแบบชิ้นนั้น และเราคราฟต์มันยังไงบ้างมากกว่า
คิดว่าเทรนด์ความเชื่อในหมู่คนรุ่นใหม่มีส่วนช่วยผลักดันแบรนด์ด้วยมั้ย
จริงๆ ย่ามทุกไลน์ ทุกชิ้นจากจิตรกรรมไทยในย่าม น้อยมากที่จะคิดและออกแบบโดยอ้างอิงจากกระแสนิยมเชิงพาณิชย์ มันเกิดขึ้นจากสิ่งที่เราเชื่อ สิ่งที่เราชอบ และอีกอย่างที่สำคัญเลยคือคนที่เราทำงานด้วย เช่น ไปคอลแล็บกับศิลปินหรือพระอาจารย์ที่เราเคารพ เราก็คิดรูปแบบงานออกมาเป็นคอลเลกชั่นของเขา
ถามว่ากระแสมีส่วนช่วยมั้ย แน่นอนว่ามี ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมเลยคือมีอยู่ปีหนึ่ง ย่ามปักลายท้าวเวสสุวรรณขายดีมาก เป็นผลมาจากเทรนด์บูชาท้าวเวสสุวรรณที่คนสนใจกันช่วงนั้น แต่กระทั่งย่ามลายที่ว่าก็ไม่ได้คิดทำขึ้นมาเพื่อเกาะกระแสนี้ เป็นลายที่ทำขายมานานแล้วแล้วบังเอิญไปตรงกับเทรนด์ มีโอกาสได้เฉิดฉายพอดี
อาจเพราะแบบนี้ ผมเลยไม่ได้คาดหวังมาก่อนว่าวันหนึ่งเราจะมาถึงจุดที่ไวรัล หรือกลายเป็นสินค้าขึ้นห้าง หลายครั้งเราก็แค่ทำงานของเราด้วยใจต่อไปแบบที่เคยทำมา แล้วกลับเป็นตัวงานนี่แหละที่พาตัวของมันเองไปอยู่จุดนั้น

ตัวตนความเป็นเด็กเพาะช่างของคุณมีส่วนในการหล่อหลอมแบรนด์ยังไง
ทั้งหมดที่เรียนมาจากเพาะช่าง ผมได้ใช้ในการควบคุมดูแลแบรนด์ทุกวันนี้แทบทุกอย่าง ตัวตนของแบรนด์ก็คือจิตรกรรมไทยประเพณีอยู่แล้ว แล้วยังมีช่างฝีมือที่เราทำงานด้วยอีก ช่างเขียนลายไทย ช่างปัก ช่างตัดเย็บของเรา หลายๆ ครั้งเป็นศิษย์เก่าด้วยกัน หรือเป็นคอนเนกชั่นจากที่นั่น
ที่เพาะช่างจะมีวิชาหนึ่ง เป็นวิชาที่ติดอยู่ในความทรงจำของผมเพราะได้ใช้เยอะเป็นพิเศษ คือวิชาการออกแบบในพื้นที่จำกัด เราจะได้โจทย์มาว่าให้เล่าเรื่องราวหนึ่งๆ หรือเขียนลายแบบหนึ่งๆ ออกมาในพื้นที่จำกัดทรงเรขาคณิต เช่น สี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม วงกลม
การออกแบบย่ามหรือเสื้อผ้าโดยสารัตถะแล้วมันก็คือศาสตร์เดียวกันนี้นี่แหละ
แล้วตัวตนความเป็นพุทธศาสนิกชนล่ะ
ถ้าเพาะช่างมีส่วนในเชิงทักษะและรูปแบบการถ่ายทอด พุทธศาสนาก็คงเรียกว่ามีส่วนหล่อหลอมในเชิงคอนเซปต์และแรงบันดาลใจ
ทุกวิชาที่พระเรียนกันจะมีจุดมุ่งหมายคล้ายๆ กันคือเพื่อบ่มเพาะศรัทธาความเชื่อให้กับนักบวชของศาสนาใช่มั้ยล่ะครับ แรงบันดาลใจของผมก็มาจากศรัทธา ความเชี่ยวชาญ และสมณวิสัยจากการเล่าเรียนตรงนั้น ลายย่ามของแบรนด์ที่ทำมา ถ้าไม่ใช่ดึงมาจากเรื่องราวพุทธประวัติ ก็เป็นตำนาน คติชน สัญลักษณ์ หรือความเชื่อพื้นบ้านรูปแบบอื่นๆ เช่น ยันต์ เป็นต้น


ตั้งแต่ทำมา ชอบย่ามลายไหนเป็นพิเศษบ้างมั้ย
ก็ชอบทุกลายนะ แต่ช่วงนี้ก็คงเป็นย่ามยันต์หลวงพ่อเอนก
ช่วยเล่าเรื่องราวเบื้องหลังลายนี้ให้ฟังหน่อย
เป็นย่ามในคอลเลกชั่น THE SACRED HERITAGE ที่ใช้ลายเส้นยันต์ของหลวงพ่อเอนก ปญฺญาวุโธ เจ้าอาวาสวัดปรีดาราม ผมมีไอเดียอยากทำย่ามกับท่านมานานแล้วเพราะความศรัทธาส่วนตัว แต่กว่าจะได้ลงมือทำจริงก็ปีนี้เอง
ลายที่ผมชอบคือยันต์หมูทอง เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ เจริญร่ำรวย อีกลายในคอลเลกชั่นเดียวกันเป็นยันต์เสือบิน ตกทอดมาจากหลวงพ่อไสว เจ้าอาวาสวัดปรีดารามคนก่อนหน้าที่เน้นพุทธคุณเมตตามหานิยม


ย่ามทั้งสองลายจะมีอักขระศักดิ์สิทธิ์ลายมือหลวงพ่อเอนก ผ่านการปลุกเสกจากท่านโดยตรง และปักมือทุกใบ มองเผินๆ เป็นลายเส้นเรียบง่าย ดีเทลไม่มากเหมือนคอลเลกชั่นอื่นก็จริง แต่ผ่านการคิด การแก้ และลองผิดลองถูกมาหลายขั้นตอน เพื่อให้งานปักออกมาเป็นแบบที่เราคิดภาพเอาไว้
จะทำย่ามขึ้นมาหนึ่งชิ้น แบรนด์ต้องทำงานร่วมกับช่างฝีมือทั้งหมดกี่แขนง
ขึ้นอยู่กับคอลเลกชั่น แต่หลักๆ ก็จะมีช่างเขียนลายไทยเป็นขั้นตอนแรก สมัยก่อนขั้นนี้จะเป็นงานออกแบบของผมคนเดียว แต่แน่นอน พอทำไปทำมาก็เริ่มอยากเห็นอะไรที่หลากหลายขึ้น ถ้าใช้ช่างคนเดียว เราก็จะเห็นแต่งานออกแบบรสมือเดิมๆ
ส่วนขั้นต่อไปจะเป็นการทำงานกับช่างปัก ส่วนใหญ่ได้รุ่นน้องสาขาหัตถศิลป์ที่เพาะช่างเข้ามาช่วย กระทั่งขั้นตัดเย็บขึ้นทรงย่าม เราก็ใช้ช่างศิลปกรรมที่เชี่ยวชาญงานนี้โดยเฉพาะเหมือนกัน
นอกจากนี้ ถ้าคอลเลกชั่นไหนเป็นการคอลแล็บกับศิลปิน ก็จะต้องมีการคอยบรีฟ ฟีดแบ็ก ปรึกษา และตรวจสอบกับเจ้าของผลงานเพื่อให้ย่ามรุ่นที่ได้ชื่อว่าเป็นผลงานเขาออกมาดูดีที่สุด

คราฟต์ทุกขั้นขนาดนี้ แบกต้นทุนค่าฝีมือเยอะขนาดไหน
ก็ต้องทำ คุณภาพมันต่างกันนะถ้าเทียบกับกระเป๋าที่ปักและตัดเย็บสเกลโรงงาน เรามองย่ามเป็นงานศิลปะ เป็นจิตรกรรมชิ้นหนึ่ง ย่อมอยากให้เขาผ่านมือคนที่เข้าใจศาสตร์นี้จริงๆ
ช่วงนี้แบรนด์กำลังสนใจสำรวจศิลปะแนวไหนอยู่บ้าง ยังอยู่ในกรอบจิตรกรรมไทยหรือกรอบความเป็นย่ามอยู่มั้ย
ไม่จำเป็น หลังๆ ก็นอกกรอบบ้าง บางคอลเลกชั่นทำในโอกาสที่ระลึกตรุษจีนก็ใช้ลายเส้นจีน หรือเปลี่ยนจากผ้าไหมมาใช้ผ้าแพรบ้าง หรือย่ามพระนารายณ์ทรงสุบรรณรุ่นล่าสุด ลองเปลี่ยนมาใช้ลายเส้นที่ดูฝรั่งขึ้นของจิตรกรที่ถนัดงานวาดแนวนีโอคลาสสิก

ส่วนรูปแบบ นอกจากย่ามก็มีทำอย่างอื่นไปแล้ว เป็นล็อกเก็ตบ้าง เสื้อยืดบ้าง และวางแผนจะทำอะไรอีกหลายอย่างเลยในอนาคต
คาดหวังว่า จิตรกรรมไทยในย่าม จะเติบโตต่อไปในทิศทางไหน
อยากเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ย่ามกลับเข้ามาในชีวิตประจำวันของคนทั่วไป ทั้งในไทยและต่างประเทศ อยากให้มันกลายเป็นไอเทมที่มีความอมตะ ใช้ได้ทุกโอกาส เหมือนกับเพลงบางเพลงที่คนกลับมาเปิดฟังได้ตลอด ไม่ใช่แค่เพราะผมจะได้ขายย่ามต่อไปเท่านั้น (หัวเราะ) นั่นแค่ส่วนหนึ่ง แต่เพราะย่ามเป็นงานออกแบบที่มีเอกลักษณ์ มีคุณค่าในตัวของมันเองอย่างมากด้วย