สรุปคอนเทนต์ที่คนยอมจ่าย และช่องทางขายที่เวิร์ก

คอนเทนต์แบบไหนที่ไป ใช้งบเท่าไหร่ถึงจะดี แล้วจะทำยังไงให้คอนเทนต์ไม่ใช่แค่สร้างการรับรู้แต่สร้างยอดขาย?

เชื่อว่าทั้งเจ้าของธุรกิจ และนักการตลาดเองก็คงเคยตั้งคำถามเหล่านี้ และหลายครั้งทีเดียวที่แม้จะทำตามสูตรสำเร็จเดิมๆ แต่ผลลัพธ์กลับเปลี่ยนไป ‘ความไว’ อาจไม่สำคัญเท่า ‘ความจริงใจ’ และการทำคอนเทนต์เพื่อสร้างชื่อเสียงเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบของธุรกิจที่ต้องการความยั่งยืน 

เพื่อช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้น เราสรุปข้อมูลสำคัญจากรายงาน Digital Marketing Trends Report 2026 โดย Content Shifu ที่รวบรวมอินไซต์จากผู้เชี่ยวชาญตัวจริงมาให้แบบเน้นๆ บทความนี้จะเป็นเหมือนคู่มือที่ช่วยให้เห็นทิศทางการตลาดในอีก 1-2 ปีข้างหน้า 

1. ยุคแห่งความเชี่ยวชาญและคอนเทนต์เชิงลึก

สิ่งที่น่าสนใจคือข้อมูลจากรายงานชี้ว่ารูปแบบคอนเทนต์ที่เติบโตขึ้นอย่างมากคือกลุ่มรายงานวิจัย (report), รายการพ็อดแคสต์, แบบทดสอบ (quiz) และการสัมมนาออนไลน์ (webinar) สะท้อนว่าผู้คนยอมสละเวลาให้กับคอนเทนต์ที่ช่วยแก้ปัญหาและให้ความรู้แบบมืออาชีพมากขึ้น 

ความท้าทายที่นักการตลาดต้องเจอคือภาวะคอนเทนต์ล้นตลาดและงานที่สร้างโดย AI ที่อาจจะขาดคุณภาพไปบ้าง แบรนด์จึงต้องหันมาทำช่องทางของตัวเอง (owned media) เช่น บล็อกบนเว็บไซต์ หรือจดหมายข่าวทางอีเมลมากขึ้น เพื่อสร้างพื้นที่ส่วนตัวในการคุยกับลูกค้า การมีช่องทางที่ตัวเองดูแลได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ยังช่วยลดความเสี่ยงเวลาที่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเปลี่ยนกฎการมองเห็นด้วย

ถึงคอนเทนต์รูปแบบวิดีโอจะยังได้รับความนิยมสูงสุดแต่ก็ต้องเปลี่ยนวิธีนำเสนอมาเน้นความเรียลมากขึ้น เช่น การถ่ายเบื้องหลังการทำงาน หรือการให้คนในองค์กรออกมาเล่าเรื่องเอง สรุปง่ายๆ คือ คอนเทนต์ในปี 2026 ต้องไม่ใช่แค่การโพสต์ไปวันๆ ที่เน้นปริมาณแต่ต้องเป็นคอนเทนต์ที่มีคุณค่า มีความน่าเชื่อถือ และทำให้คนอ่านรู้สึกว่าได้รับประโยชน์กลับไปจริงๆ ถึงจะชนะใจคนในยุคนี้ได้

2. คอนเทนต์ที่เฉพาะทางมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างความรู้สึกเป็นพวกเดียวกันได้

ระบบจะส่งคอนเทนต์ไปหาคนตาม ‘ความสนใจ’ มากขึ้นเรื่อยๆ หมายความว่าคอนเทนต์ของเราจะไปโผล่หน้าฟีดของคนที่สนใจเรื่องนั้นจริงๆ แม้เขาจะไม่ได้กดติดตามเราก็ตาม นี่เป็นโอกาสทองของแบรนด์เล็กๆ ที่มีกลุ่มเป้าหมายชัดเจน

อีกประเด็นที่น่าสนใจมากคือการเติบโตของการบริหารกลุ่ม (community management) หรือการสร้างพื้นที่ปิด เช่น Facebook Groups หรือ Line OpenChat เพื่อดูแลลูกค้าเก่าและสร้างกลุ่มแฟนพันธุ์แท้ ความเป็นชุมชนช่วยให้เราได้ข้อมูลจากลูกค้าโดยตรงและรวดเร็ว แถมยังสร้างโอกาสให้เกิดการบอกต่อที่มีน้ำหนักมากกว่าโฆษณาที่แบรนด์จ่ายเงินซื้อเองหลายเท่า

การทำโซเชียลมีเดียยุคใหม่จึงต้องให้ความสำคัญกับการ ‘รับฟัง’ และ ‘สร้างปฏิสัมพันธ์’ มากกว่าการสื่อสารทางเดียว แบรนด์ต้องรู้จักเปลี่ยนผู้ติดตามให้กลายเป็นเพื่อนหรือสมาชิกของแบรนด์ได้ เพื่อยืนระยะได้นาน

3. ยุคทองของความสนุกที่มาพร้อมยอดขาย 

TikTok Shop กลายเป็นช่องทางขายอันดับ 1 ที่นักการตลาดกลุ่มที่ทำผลงานได้ดีเลือกใช้ (62.2%) แซงหน้าแพลตฟอร์มดั้งเดิมอย่าง Shopee (60%) และ Lazada (41.1%) ข้อมูลนี้ยืนยันว่าแพลตฟอร์มที่เอาความสนุกมานำการขายคือผู้ชนะ 

ผู้ประกอบการต้องมองให้ออกว่าพฤติกรรมการซื้อไม่ได้เริ่มที่การเสิร์ชหาของในแอพฯ ส้มหรือแอพฯ น้ำเงินเสมอไป แต่หลายครั้งการตัดสินใจซื้อเกิดขึ้นทันทีตอนดูวิดีโอสั้นๆ หรือดูไลฟ์ แบรนด์ที่ทำคอนเทนต์ที่ปิดการขายได้จบในที่เดียวจะมีความได้เปรียบสูงมาก เพราะช่วยลดขั้นตอนที่อาจทำให้ลูกค้าเปลี่ยนใจระหว่างทางได้

การแข่งขันที่สูงขึ้นทำให้การตัดราคากันเองอาจไม่ใช่วิธีที่ยั่งยืน แบรนด์ต้องปรับกลยุทธ์จากการเน้นโปรโมชั่นไปสู่การสร้างประสบการณ์ที่ดีและการหาลูกค้าใหม่ที่มีคุณภาพ โดยใช้ประโยชน์จากระบบหลังบ้านและการวิเคราะห์ข้อมูลที่แพลตฟอร์มมีให้ เพื่อให้ทุกบาทที่ลงโฆษณาไปเปลี่ยนเป็นยอดขายกลับมาให้ได้มากที่สุด

สิ่งสำคัญคือการรักษาสมดุลระหว่าง ‘ความสนุก’ กับ ‘ความน่าเชื่อถือ’ แม้การไลฟ์สดจะเน้นความบันเทิงแต่ข้อมูลสินค้าและบริการหลังการขายก็ยังต้องแน่น เพื่อให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำและไม่เป็นแค่ขาจรที่มาแล้วไป

4. ลงทุนอย่างมีเป้าหมายและหวังผลได้จริง

นักการตลาดเกินครึ่ง (51.5%) มีแผนจะเพิ่มงบประมาณในปี 2026 ขณะที่ส่วนใหญ่ที่เหลือเลือกที่จะคงงบไว้เท่าเดิม สะท้อนว่าภาคธุรกิจยังเชื่อมั่นในการใช้สื่อดิจิทัลเป็นเครื่องมือหลัก แต่จะเป็นการลงทุนที่มาพร้อมกับความคาดหวังที่สูงขึ้น คือต้องเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนว่าคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป

เป้าหมายหลักของการใช้งบจะขยับจากการสร้างแค่ awareness ไปสู่การหาลูกค้าใหม่และการสร้างยอดขายแบบเต็มตัว แบรนด์จะลดการหว่านโฆษณาไปทั่วแบบเดิมๆ แล้วหันมาลงทุนในช่องทางที่วัดผลได้ชัดเจน รวมถึงการลงทุนในเครื่องมือช่วยทำการตลาด หรือ MarTech เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพและแม่นยำขึ้น

ความน่าสนใจคือการจ้างอินฟลูเอนเซอร์ที่เปลี่ยนไป แบรนด์จะเลิกจ้างคนมาโพสต์รูปสวยๆ แล้วจบไป แต่จะมองหาการเป็นพาร์ตเนอร์ระยะยาวที่ทำงานร่วมกันบ่อยๆ และหันมาใช้เกณฑ์การวัดผลตามยอดขายจริงๆ เช่น ระบบ affiliate เพื่อให้มั่นใจว่างบประมาณที่จ่ายไปนั้นสร้างรายได้กลับคืนสู่ธุรกิจได้นั่นเอง

สุดท้าย องค์กรต้องปรับทีมให้ทำงานได้ไวและพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ตลอดเวลา การหาลูกค้าใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพจะกลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญของพนักงานทุกคน คนทำงานสายการตลาดจึงต้องเป็นทั้งคนที่เก่งข้อมูลเพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำ และเป็นศิลปินที่เก่งการสื่อสารเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับแบรนด์

ส่วนใครที่อยากลงลึกกว่านี้ ดาวน์โหลดรายงาน Digital Marketing Trends Report 2026 ฉบับเต็มได้แล้ววันนี้ที่ลิงก์ในคอมเมนต์

📍 ดาวน์โหลด Report ฉบับภาษาไทย contentshifu.com/resource/digital-marketing-trends-report-2026/

📍ดาวน์โหลด Report ฉบับภาษาอังกฤษ contentshifu.com/en/resource/digital-marketing-trends-report-2026/

Writer

พิลาทิสและแมว

Illustrator

แล้วแต่จะคิด ชีวิตคนละแบบ

You Might Also Like