ถอดรหัสเค้กสก๊อตช์ไบรต์ความสนุกของเค้กเลียนแบบที่ ‘รูป’ เป็นเรื่องหลัก ‘รส’ เป็นเรื่องรอง

ช่วงเดือนที่ผ่านมา ถ้าไถฟีดโซเชียลบ่อยๆ คงจะได้เห็นคนแชร์ภาพของสิ่งที่มองผิวเผินมันคือ ‘สก๊อตช์ไบรต์’ แต่พอดูดีๆ แล้วมันคือ ‘เค้กสปันจ์’ ที่มีรูปลักษณ์เหมือนฟองน้ำขัดจานไม่มีผิดเพี้ยน

เจ้าเค้กสก๊อตช์ไบรต์นี่เองที่กลายเป็นกระแสไวรัล จนทำให้หลายคนมีภารกิจออกตามล่าที่ร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-11 ที่สินค้าวางขายอยู่ ไม่ว่าจะเอามาลองชิมหรือทำคอนเทนต์

บางคนก็ชอบรสชาติหวานเปรี้ยวหอมเลมอนที่ซ้อนกันมาเป็นเลเยอร์ของเค้ก ขณะที่บางคนก็รู้สึกเฉยๆ แต่ไม่ว่าจะประทับใจหรือไม่ ปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่คือความสำเร็จทางการตลาดอีกครั้งของ ‘เค้กเลียนแบบ’ หรือ Hyper-realistic Cakes ที่หลายคนชื่นชอบ 

ถ้ามองแบบเฉพาะเจาะจงสินค้า เค้กสก๊อตช์ไบรต์ ไม่ใช่ของใหม่ เพราะมันปรากฏบนหน้าความสนใจมาหลายปีแล้ว ทั้งในไทยและต่างประเทศ รวมถึงกระแสความนิยมของเค้กเลียนแบบ ที่ถูกทำอย่างประณีต เป็นภาพลักษณ์ของสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันอย่างสมจริง และถูกพูดถึงภายใต้เทรนด์ ‘Everything is Cake’

สิ่งที่ทำให้มันน่าสนใจไม่ใช่แค่หน้าตาที่ ‘เหมือนของจริง’ แต่รวมไปถึงความรู้สึกของทั้งคนดูและคนกิน ที่ได้เห็นช่วงเวลาที่ ‘เค้กเลียนแบบ’ นั้นถูกหั่นกินต่อหน้า และเผยให้เห็นเนื้อเค้กข้างใน

คำถามคือ ทำไมเค้กเลียนแบบถึงได้ดึงดูดความสนใจได้อยู่เสมอ เทรนด์นี้จะพัฒนาไปยังไง ธุรกิจเบเกอรีสามารถใช้ประโยชน์จากกระแสนี้ได้ยังไง Recap รอบนี้จะพาไปดูกัน

ตามล่าเค้กสก๊อตช์ไบรต์

อย่างที่บอกไปว่า เจ้าเค้กสก๊อตช์ไบรต์ไม่ได้เพิ่งโผล่มาในไทย

ถ้าย้อนกลับไปตอนปี 2020 เคยมีกระแสนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง ในเวลานั้นเคยมียูทูบเบอร์หรือคนอื่นๆ ที่ทำเค้กสก๊อตช์ไบรต์มาบ้างแล้ว ซึ่งแต่ละคนก็มีสูตรต่างกันไป กระทั่งคาเฟ่เชียงใหม่ชื่อ Into The Woods ได้ทำเค้กนี้ออกมาขายเพื่อสร้างความสนุกให้กับลูกค้า โดยดัดแปลงใช้สูตรบัตเตอร์เลมอนเค้กของร้านในการทำ

แม้ตอนแรกจะตั้งใจทำวันละไม่กี่ชิ้น และทำเพียงแค่เดือนเดียว แต่ด้วยความนิยมของลูกค้าที่สนใจอยากลองเค้กแปลกหน้าคุ้นนี้ ก็ทำให้ต้องเพิ่มปริมาณเป็นหลายสิบชิ้นต่อวัน และขยายการขายไปจนถึงสิ้นปี

ขณะที่ในปี 2022 ร้านสะดวกซื้อ 7-11 ในไต้หวันได้ออกไลน์ขนมต้อนรับเทศกาลเอพริลฟูลส์เดย์ 4 เมนู หนึ่งในนั้นคือเค้กสปันจ์ที่มีหน้าตาเป็นสก๊อตช์ไบรต์ โดยบรรจุในห่อพลาสติกสีเขียว ชนิดที่หากเอาไปวางไว้บนซิงก์ล้างจาน อาจมีใครสักคนในบ้านเผลอแกะออกมาใช้งานจริงเลยทีเดียว

กระทั่งช่วงกลางปีนี้ ที่มีเจ้าเค้กสก๊อตช์ไบรต์จากไต้หวันโผล่มาเป็นกระแสใน TikTok อีกครั้ง แต่ครั้งนี้มาในบรรจุภัณฑ์แบบกล่อง กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ที่ 7-11 ไทยก็พามาวางขายบนเชลฟ์จนได้ กลายเป็นไอเทมให้คนออกตามล่า และเป็นเหล่าคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่เอามาแกะสูตรหรือทำคอนเทนต์กันอย่างสนุกสนาน

หากมองผิวเผิน มันคือความสนุกทางการตลาด ในการทำขนมเค้กที่เลียนแบบภาพลักษณ์ของสิ่งของต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเค้กเหล่านี้ถูกเรียกว่า Hyper-realistic Cake หรือเค้กที่สมจริงจนแทบแยกไม่ออกจากวัตถุจริง ที่หลายคนต่างเอ็นจอยกับความแปลก แต่บางส่วนก็ตั้งคำถามถึงเรื่องรสชาติ  

การเติบโตของ Hyper-realistic Cake

กระเป๋า พวงมาลัยรถยนต์ รองเท้า สัตว์ หัวมนุษย์ มาจนถึงสก๊อตช์ไบรต์

แต่พอผ่าออกมาแล้วข้างในกลับเป็นเนื้อเค้กสปันจ์ เหล่านี้เป็นวิดีโอ Hyper-realistic Cake ที่ได้รับความนิยมบนโซเชียลอย่างอินสตาแกรมและ TikTok เป็นอย่างมาก

ความจริงแล้วแนวคิดนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น เพราะผู้คนสนใจ ‘เค้กเลียนแบบ’ ที่สร้างเป็นสิ่งของต่างๆ มานานแล้ว โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ผู้คนต้องอยู่แต่ในบ้านและเริ่มทดลองทำเค้กที่แปลกแหวกและสร้างสรรค์มากขึ้น ก่อนจะนำไปแชร์บนโลกออนไลน์ ในขณะที่ผู้ชมก็เริ่มมองหาความบันเทิงใหม่ๆ มากขึ้น เช่น ในปี 2019 มีวิดีโอของ Zach King ครีเอเตอร์เจ้าพ่อแห่งคลิปลวงตา ที่ทำเค้กแก้วน้ำจนกลายเป็นไวรัลบน TikTok รวมถึงในปี 2020 ที่ทำคลิปจากไอเดีย ‘These Are All Cakes’ ที่ทำสิ่งของในชีวิตประจำวันให้เป็นเค้ก 

จนมาถึงปี 2022 ที่กระแสนี้กลับมาพุ่งทะยานถึงจุดสูงสุดอีกครั้ง หลัง Netflix เปิดตัวรายการ Is It Cake? ซึ่งในรายการ ผู้เข้าแข่งขันต้องพยายามหลอกกรรมการและผู้ชมให้เชื่อว่าเค้กของตนเองเป็นสิ่งของจริงๆ เช่น แฮมเบอร์เกอร์ กระเป๋า รองเท้า ค็อกเทล

รายการนี้ทำให้เทรนด์ Hyper-realistic Cake ก้าวไปอีกระดับ โดยเฉพาะการนำเสนอความสามารถและทักษะของเหล่าคนทำขนม ที่สามารถสรรค์สร้างเค้กให้เหมือนสิ่งของได้จริงอย่างน่าเหลือเชื่อ

ความสำเร็จของรายการไม่ได้หยุดอยู่แค่ใน Netflix เท่านั้น แต่มันยังถูกต่อยอดไปเป็นเทรนด์บนโซเชียลมีเดียอย่าง TikTok และสร้างฐานแฟนให้บรรดานักทำเค้กเลียนแบบหลายคนจนกลายเป็นเซเลบที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก

ยังไม่นับนักทำเค้กสมัครเล่นจำนวนมาก ที่ต่างออกมาสร้างสรรค์ Hyper-realistic Cake ในแบบของตนเอง พร้อมหาวิธีเล่าใหม่ๆ จนผู้ชมชื่นชอบและติดตามเพิ่มขึ้น

เค้กเลียนแบบหรืองานศิลปะ

บทความใน Taste Tomorrow มองว่า มีหลายเหตุผลที่ทำให้คนทั่วโลกชอบดูวิดีโอ Hyper-realistic Cake และอยากลิ้มลอง

ข้อแรกคือความเซอร์ไพรส์ บทความบอกว่า หัวใจสำคัญคือความแตกต่างระหว่างสิ่งที่เราคิดว่าเห็น กับสิ่งที่มันเป็นจริงๆ อธิบายคือ เราเห็นสิ่งที่ดูเหมือนของจริง และคิดว่ามันจะเป็นวัตถุธรรมดา แต่พลันทันใดมันกลับกลายเป็นเค้กที่ถูกหั่นออกต่อหน้าต่อตา ความแตกต่างระหว่างเค้กที่ดูน่ากินกับการทำลายเค้กอย่างกะทันหันนี่เอง กลายเป็นส่วนหนึ่งของความสนุกที่คนอยากดู

ข้อถัดมาคือเรื่องของความเป็นงานแฮนด์เมด เพราะแม้ในโลกปัจจุบันจะเต็มไปด้วยเทคโนโลยี แต่ Hyper-realistic Cake กลับสร้างขึ้นด้วยมือจริงๆ ของมนุษย์ ทั้งความละเอียด ความประณีต และทักษะของคนทำ ล้วนทำให้ผลงานที่ออกมามีเสน่ห์มากขึ้น

อีกข้ออาจเชื่อมโยงกับสมองของมนุษย์ที่มีทั้งความรู้สึกไม่สบายใจและสะใจในเวลาเดียวกัน เป็นความรู้สึกคลุมเครือ น่าพรั่นพรึง แปลกประหลาด ที่ได้เห็นเค้กที่เหมือนกับ ‘วัตถุหรือสิ่งของ’ บางอย่างที่สมจริงถูกหั่นต่อหน้า และได้เห็นความจริงจากภาพลวงตาที่ถูกเปิดเผย Hyper-realistic Cake จึงทำให้เกิดความขัดแย้งเล็กๆ ในการรับรู้ของสมองที่เป็นเรื่องสนุก

นี่เองที่บ่งบอกว่า บางครั้งสมองของเราก็สนุกกับการถูกหลอก หลายคนจึงมองว่า Hyper-realistic Cake ไม่ได้เป็นเพียงเค้กเลียนแบบ แต่สามารถมองได้ว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของศิลปะเลยทีเดียว

Sander Van der Cruys นักวิจัยด้าน Experimental Psychology จาก University of Leuven ระบุว่า เหตุผลหนึ่งที่สมองของมนุษย์ชอบงานศิลปะก็คือ ‘ศิลปะสร้างความคาดหวังขึ้นมา แล้วทำลายความคาดหวังนั้น’ กล่าวคือ เมื่อสิ่งที่เราเห็นไม่ตรงกับสิ่งที่เราคาดไว้ สมองจึงต้องพยายามตีความจริงใหม่ ยิ่งเค้กมีความสมจริงมากเท่าไหร่ สมองของเราก็ยิ่งต้องปรับความคาดหวังมากขึ้นเท่านั้น และกระบวนการปรับความเข้าใจนี้เอง สามารถสร้างความสนุกให้กับสมองได้

ของทำเหมือนจริงไม่ใช่ของจริง

ถึงแม้ว่า Hyper-realistic Cake จะได้รับความนิยม แต่ปัญหาหนึ่งที่คนพูดถึงมากคือ รสชาติ

เพราะแม้ว่าเค้กเลียนแบบจะสร้างสีสันและความบันเทิงบนหน้าจอสมาร์ตโฟน แต่หลายชิ้นกลับไม่ได้มีรสชาติที่ดีนัก ทั้งในแง่ของคนกินทั่วไปและคนทำขนมบางส่วนที่ยัง ‘กังขา’ กับเค้กเหล่านี้

เหตุผลหนึ่งที่ผู้คนวิเคราะห์คือ ฟองดองต์ (fondant) หรือน้ำตาลปั้นที่มีส่วนประกอบหลักของน้ำตาล Hydrogenated Oils, Glycerol และเจลาติน ทำให้มีลักษณะเนียนนุ่ม ยืดหยุ่นคล้ายดินน้ำมัน ซึ่งถูกใช้ในการสร้างเค้กสามมิติที่มีความสมจริง เพราะมีคุณสมบัติที่สามารถปั้นขึ้นรูปได้ดี อยู่ตัว และเก็บได้นาน

แต่ประเด็นก็คือ ฟองดองต์ไม่ได้มีรสชาติมากนัก แถมเนื้อสัมผัสของมันยังถูกเปรียบเทียบว่าใกล้เคียงกับมาร์ชเมลโลว์ที่ถูกทำให้แห้งและยืดออก

ลองนึกภาพเวลาเราซื้อเค้กมา ก่อนกินเราก็มักลอกเจ้าฟองดองต์ออกก่อนกินเสมอ

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่แอนตี้เจ้าฟองดองต์ เพราะนักทำขนมบางคน เช่น Joonie Tan นักแต่งหน้าเค้กที่มีชื่อเสียงมองว่า นักทำขนมที่มีทักษะจะสามารถทำให้ฟองดองต์กลายเป็นส่วนหนึ่งของเค้กที่อร่อยได้

ขณะเดียวกัน จากการสำรวจของ Taste Tomorrow กับผู้บริโภคหลายพันคนทั่วโลก พบว่า 3 ใน 5 คนทั่วโลกเห็นว่า อาหารที่ดูดีด้วยสายตาก็มักจะมีรสชาติดีด้วย นั่นหมายความว่า visual appeal หรือความสวยงามทางสายตาสามารถส่งผลต่อการรับรู้เรื่องรสชาติได้ด้วย

ยังไม่นับประเด็นดราม่าที่เกิดขึ้นจาก Hyper-realistic Cake ที่ผ่านมา ถ้าเอาที่ชาวไทยอย่างเราคุ้นหน่อยก็กรณีที่ สคบ.ออกมาเตือนอินฟลูเอนเซอร์ที่ทำเค้กเลียนแบบของใช้และกินโชว์ ซึ่งอาจสร้างความสับสนว่าเด็กๆ อาจแยกแยะระหว่าง ‘ของทำเหมือนจริง’ กับ ‘ของจริง’ ไม่ได้และกินตามจนเกิดอันตราย

สุดท้ายแล้วอาจไม่ได้หมายความว่า Hyper-realistic Cake ไม่เวิร์ก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือความขัดแย้งระหว่างสิ่งที่ตาเห็นกับสิ่งที่ลิ้นได้สัมผัส เพราะแม้เค้กเลียนแบบจะประสบความสำเร็จในแง่ ‘วิชวล’ ที่ทำให้ทุกคนหยุดดู แชร์ และพูดถึง แต่พอได้ลองกินกลับมีความรู้สึกอีกแบบ ดังนั้นโจทย์สำคัญคือ ทำยังไงให้เค้กเหมือนของจริงโดยที่ยังอร่อยเหมือนเค้กที่ดีชิ้นหนึ่งต่างหาก

ไม่อยากเป็นแค่การตลาดชั่วคราว

ไม่ว่าเทรนด์ Hyper-realistic Cake จะพัฒนาไปทางทิศไหน แต่เชื่อได้เลยว่า มันจะเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่ได้ผลและดึงความสนใจของผู้คนเสมอ ดังเช่นเจ้าเค้กสก๊อตช์ไบรต์ที่กำลังเป็นไวรัลอยู่ และผู้คนต่างติดใจในรสชาติทานง่าย แถมยังสนุกอีกด้วย

เพราะนอกจากจะเป็นการเปิดโอกาสให้นักทำขนมสามารถนำความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองออกมาใช้ ยังใช้ประโยชน์จากกระแสที่กำลังมาแรงได้ เพราะรูปลักษณ์และความประหลาดใจ จะนำไปสู่การแชร์บนโซเชียลมีเดีย สร้างมูลค่าใหม่ให้กับสินค้าอาหารได้ และกระตุ้นยอดขายสำหรับธุรกิจได้จริง

อีกมุมที่น่าสนใจคือ Hyper-realistic Cake จะกลายเป็นมากกว่าแค่การตลาดชั่วครั้งชั่วคราว แต่ไปสู่ตลาดแมสได้หรือไม่ เช่น มันจะพัฒนาไปถึงจุดที่ใครก็สามารถซื้อเค้กประเภทนี้ได้ตามซูเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านสะดวกซื้อทั่วไปได้ไหม หรือผู้คนจะเริ่มเปลี่ยนใจมาเลือกเค้กเลียนแบบในการเซอร์ไพรส์วันสำคัญๆ เช่น วันเกิด หรือวันแต่งงาน ได้เลยไหม

หรือสุดท้ายแล้ว มันจะยังคงเป็นสิ่งที่เหมาะกับแค่การตลาดชั่วคราว รายการแข่งขันที่เน้นแค่ความสวยงามหรือความแปลกของเค้ก แต่ยังถูกมองข้ามเรื่องรสชาติเหมือนเดิม

ที่มา : 

tastingtable.com/1366348/people-love-hyper-realistic-cake-taste/

tastetomorrow.com/inspiration/cake-or-fake-cutting-into-the-trend-of-hyper-realistic-cake-art

taiwannews.com.tw/news/4491889

khaosod.co.th/sentangsedtee/featured/article_167494

mgronline.com/onlinesection/detail/9680000052251

Writer

เคยเจอยูเอฟโอ 2 ครั้ง ช่วงปลายปี 2019 และต้นปี 2023

You Might Also Like