Living Your Life by Design
จากอดีต UX ที่ Amazon สู่ ‘อิง Hato Hub’ กับการออกแบบชีวิตผ่านงานที่ ‘ถนัด’ และ ‘มีความหมาย’
“ตั้งแต่ประถม อิงมีคำถามว่าคุณค่าของมนุษย์คืออะไร?”
นั่นคือคำถามที่ฟังดูเกินวัยสำหรับเด็กประถมในชุดนักเรียนสีฟ้า แต่กลับเป็นคำถามที่ อิง–ดาริน สุทธพงษ์ มีในใจตั้งแต่เด็กๆ ยามที่ต้องไปนั่งรอคุณพ่อทำงาน
“ตอนเด็กๆ เราได้เห็นว่า อ๋อ คุณค่าของมนุษย์คือการทำงาน สุดท้ายชีวิตเราจะจบที่การทำงานนี่แหละ แต่ในขณะเดียวกัน การไปจุ้มปุ๊กอยู่ที่ออฟฟิศพ่อก็ทำให้เราได้เห็นพนักงานออฟฟิศที่ไม่เคยยิ้มเลย พอเข็มนาฬิกาชี้เลข 5 ทุกคนจะเก็บของแล้วลุกออกไปทันทีเหมือนถูกตั้งโปรแกรมไว้
“มันเลยเป็นโจทย์ที่มีมาตั้งแต่เด็กเลยว่า ฉันจะทำงานอะไรก็ได้ ที่ฉันไม่ต้องลุกตอน 5 โมง หรือไม่ต้องดูทุกข์เหมือนพนักงานในบริษัทพ่อ”
หาก ‘งาน’ คือสิ่งที่กินเวลาเกือบทั้งหมดในชีวิตของมนุษย์คนหนึ่ง การใช้เวลาเหล่านั้นเพียงเพื่อ ‘รอเวลาเลิก’ จึงดูจะเป็นการสูญเสียคุณค่าที่น่าเสียดายที่สุด สำหรับอิง การทำงานจึงมีความหมายและองค์ประกอบมากกว่าแค่การแลกเงิน หรือการทำงานที่ชอบและดูสนุก หากแต่คือการพิสูจน์ตัวตนและการส่งต่อ ‘ความหมาย’ บางอย่างไปสู่ผู้อื่น

ทุกวันนี้ ในบทบาท CEO และ Co-founder ของ Hato Hub เธอส่งต่อบทเรียนธุรกิจผ่านช่องยูทูบที่ชื่อ Success Recipe เพื่อถ่ายทอดศาสตร์การจัดการความรู้ (Knowledge Management) สู่สายตานานาชาติผ่านช่องภาษาอังกฤษ Darin Suthapong และแบ่งปันปรัชญาชีวิตในฐานะคอนเทนต์ครีเอเตอร์บนช่อง Daily Darin Podcast ที่มาพร้อมสโลแกน Living your life by design ซึ่งสรุปตัวตนและการตัดสินใจทุกก้าวของเธอได้ดีที่สุด ว่าชีวิตและงานไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือเรื่องของการ ‘ออกแบบ’
แต่กว่าจะค้นพบงานที่ทำแล้วยิ้มได้และไม่อยากลุกหนี อิงต้องผ่านกระบวนการถอดบทเรียนครั้งแล้วครั้งเล่า ผ่านนามบัตรหลายใบที่มีค่านิยมเบื้องหลังต่างกันสุดขั้ว ตั้งแต่นักแต่งเพลงที่เชื่อในสัญชาตญาณศิลปิน ดีไซเนอร์ที่ขับเคลื่อนด้วยตรรกะและข้อมูล ไปจนถึงวันที่เผชิญวิกฤตจนเกือบจะทิ้งชีวิตในบริษัทระดับโลกอย่าง Amazon
ประสบการณ์เหล่านั้นหล่อหลอมให้อิงเข้าใจว่า คุณค่าของการทำงานมีเลเยอร์เหมือนเนื้อเค้ก โดยมี ‘ความถนัด’ เป็นฐาน และมี ‘ความหมาย’ เป็นครีมรสหวานที่ทำให้เราอยากตื่นมาทำงานในทุกวัน อาชีพที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วงชีวิตของอิงจึงไม่ใช่แค่การย้ายที่ทำงาน แต่คือการทดลองเพื่อขยับเข้าใกล้คำตอบของคำถามเดิมในใจเมื่อวันวานให้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่า
“สรุปแล้ว คุณค่าของมนุษย์ (ที่ผ่านการทำงานนั้น) คืออะไรกันแน่?”

Songwriter
GMM Grammy / Enconcept
“อาชีพแรก คือนักแต่งเพลง ต้องย้อนว่าเราชอบฟังเพลง แต่ร้องไม่เก่ง เลยคิดว่าเป็นนักแต่งเพลงแล้วกัน จน ม.4 ได้เข้าค่ายเฟ้นหานักแต่งเพลงหน้าใหม่ของ RPG เครือแกรมมี่ เราส่งผลงานไปแล้วผ่าน เลยได้ไปฝึกอยู่ปีหนึ่ง เขาประชุมกันดึกๆ ทุกพฤหัสบดี มีการทำงานเป็นทีม ช่วยกันแต่งเพลงหลายเพลง อย่างไอ้ประโยค ‘อยากจะร้องดังๆ’ ของปาล์มมี่ก็ช่วยกันคิดอยู่นานมาก
“แต่ความรู้สึกตอนนั้นมันไม่เหมือนที่คิด เพราะเราเข้าใจว่างานศิลปะคืออิสระ แต่อยู่แกรมมี่ วิธีสอนแต่งเพลงเหมือนสูตรเลข ต้องมีสัมผัสในสัมผัสนอกเป๊ะๆ ไม่สัมผัสไม่ได้ แถมค่าลิขสิทธิ์ได้แค่ 10 สตางค์ต่อหนึ่งม้วนคาสเซตต์ ขนาดค่ายใหญ่สุดยังได้แค่นี้ เลยรู้ว่าทำเป็นอาชีพเลี้ยงตัวไม่ได้แน่ๆ
“ตอนจะไปเรียนต่ออเมริกาเลยไปเรียนภาษาเพิ่มกับครูพี่แนน Enconcept รู้ว่าเราเคยอยู่แกรมมี่เลยชวนแต่งเพลงที่นี่ ซึ่งต่างกันมากเพราะที่แกรมมี่แต่งแค่เนื้อร้องอย่างเดียว แต่โจทย์ที่นี่คือเอาคำศัพท์ไปทำเป็นเพลง อิงเลยต้องทำเองหมดทั้งทำนอง เนื้อร้อง และ arrange ดนตรี
“อาชีพนี้สนุกเพราะเราได้ทำทั้งกระบวนการ และที่สำคัญคือมันมีความหมาย เราเห็นเด็กสอบติด จำศัพท์ยากๆ ได้เพราะเพลงที่เราแต่ง คำไหนต้องตามด้วย gerund อิงก็แต่งเป็นเพลงลูกทุ่งให้เขาจำ มันมีความสุขมากเพราะไม่ต้องรอ approve นานหลายเดือน ได้คำศัพท์มาวันนี้ คืนนี้นั่งอัด ตี 5 ตื่นมาส่งครู พรุ่งนี้เด็กได้ใช้เลย
“มันคือดีเอ็นเอสตาร์ทอัพที่ turn around เร็ว และเราก็ได้ช่วยให้เขาสำเร็จจนเป็นโรงเรียนภาษาอังกฤษที่ใหญ่ที่สุดตอนนั้น อิงเลยเรียนรู้ว่า สิ่งที่เราคิดว่าสนุกอย่างการเป็นนักแต่งเพลงแกรมมี่ มันอาจจะไม่ได้สนุกอย่างนั้นเสมอไป ส่วนการแต่งเพลงในโรงเรียนสอนภาษา คนมองว่าคืออะไรวะ แต่มันมีความสุขมาก”

Motion Designer
Warner Bros. / E! Entertainment
“ครอบครัวเราเป็นวิศวกร 100% ตอนแรกเขาอยากให้อิงเรียนไฟแนนซ์ เราก็เกือบจะไปเรียนแล้วนะ แต่คิดว่าไม่ไหว (หัวเราะ) สุดท้ายเลยมาเจอกันตรงกลางที่ UCLA ซึ่งการเรียนตอนนั้นมันสำคัญมากแบบที่เราไม่รู้ตัวนะ เหมือนที่สตีฟ จอบส์ บอกว่า you can’t connect the dots forward, you can only connect them backward เราเดาอนาคตไม่ได้หรอก แต่พอมันผ่านมาแล้วถึงรู้ว่า อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง
“ดีไซน์ของ UCLA มันสอนให้อิงเป็นคนที่มองโลกแบบไม่มีกรอบสุดๆ อย่างเรื่อง shape เราต้องทำโต๊ะ ทำเก้าอี้เอง คือแบบเราไม่ได้เป็นช่างไหม ทำไมให้ทำเก้าอี้วะ แต่มันทำให้เรารู้ว่ารูปทรงมันมีความรู้สึกกับมนุษย์ยังไง มีการใช้งานยังไง แล้วค่อยไปสอนเรื่อง interaction จนทุกวันนี้ที่ทำ Hato Hub ก็ยังเห็นความสัมพันธ์ของทุกอย่างในโลกใบนี้ผ่านเลนส์นั้น
“มันช่วยในแง่การเป็นผู้ประกอบการตรงที่ทำให้อิงไม่พูดว่าอันนี้ไม่ปังว่ะ แต่จะวิเคราะห์ออกมาได้เลยว่า 1-2-3-4 คืออะไร มันทำให้เราวิเคราะห์สิ่งที่เป็นศิลปะออกมาได้แบบมีเหตุมีผล นี่คือพื้นฐานสำคัญที่ได้มาเลย
“ช่วงเรียนก็ได้ไปฝึกงานที่ Warner Bros. เพราะอิงมีข้อเสียคือถ้าตัดสินใจอะไรแล้วจะเปลี่ยนใจยากมาก ตอนนั้นปักธงเลยว่าอยากเป็นแอนิเมเตอร์ในฮอลลีวูด อยากเห็นชื่อตัวเองในเครดิตท้ายเรื่อง แต่สิ่งที่พบคืองานมันถึกมาก ต้องวาดทีละเฟรมๆ จนมีวันหนึ่งนั่งอัดเสียงการ์ตูนอยู่จนดึกกับคนอื่นๆ แล้วเราถามตัวเองว่า เราอยากใช้ชีวิตแบบนี้เหรอวะ คือเราอาจจะชอบดูนะ แต่เราไม่ชอบ the action of doing it

“ตอนนั้นมันมีอาชีพใหม่เกิดขึ้นพอดี คือ Motion Design เป็นการรวมกราฟิกเข้ากับแอนิเมชั่น เราเห็นงานอินเทิร์นของช่อง E! Entertainment กราฟิกเขาสวยมาก รู้สึกว่าอันนี้ไม่เท่เท่า Warner Bros. นะ แต่อยากทำ เลยบอกเจ้านายว่าไอ้ที่ปักใจมาเนี่ยรู้แล้วว่าไม่ชอบชัวร์ แต่อันใหม่ดูน่าจะสนุก เลยออกจาก Warner Bros. ไปฝึกงานที่ E! แทน
“ที่นี่แหละที่ทำให้เจอประสบการณ์ของการทำงานที่ชอบจริงๆ เรารู้สึกเลยว่า เฮ้ย มีอาชีพที่สนุกขนาดนี้ด้วยเหรอวะ เขาจ้างเรามาทำสิ่งนี้จริงๆ เหรอ ความสนุกของมันคือเหมือนการทำธุรกิจเลย คือสิ่งที่เราคิดมันออกมาเป็นแอ็กชั่นได้ด้วยเราคนเดียว ทำได้เร็ว ไม่ต้องไปจุดธูปขอใคร ความสุขที่สุดคือหลับตาเห็นในหัวแล้วมันออกมาเป็นความจริงได้ เหมือนแต่งเพลงเป๊ะ อะดรีนาลีนมันพุ่งตรงนี้แหละ
“พอมองย้อนกลับไป เราก็คิดนะว่าการรู้ว่าไม่ชอบอะไร สำคัญกว่าการหาสิ่งที่ใช่ซะอีก เพราะการตัดชอยส์ผิดมันง่ายกว่าหาสิ่งที่ถูก สมองคนเรามันเทรนให้เจอเรื่องเนกาทีฟง่ายกว่า เราเลยเปลี่ยนงานหลายที่มาก ทั้ง E! สตาร์ทอัพที่ทำนิตยสารออนไลน์ ย้ายไปอยู่บ้านนอก จนสุดท้ายมาอยู่เอเจนซีในซีแอตเทิลตอนอายุประมาณ 30
“ช่วงนั้นงานมันสนุกนะ ชีวิตแฮปปี้สุดๆ เลย แต่มันไม่มีความหมายอะ มันเหมือนกับเราหิวความหมาย จริงๆ เราเป็นคนที่ตามหาความหมายของชีวิตมากๆ อยู่แล้ว แต่ด้วยอะไรก็ไม่รู้ที่ทำให้เราไปทำงานกดดันๆ เพราะคิดว่า pressure is the best แต่พอวันหนึ่งมันหิวความหมายขึ้นมา อยากทำงานที่ได้ใช้ strategic มากขึ้น นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ตัดสินใจไปเรียนต่อโทด้าน UX Design
“แต่ถามว่าการตัดสินใจเปลี่ยนรอยต่อชีวิตมันยากไหม? โคตรยากเลยนะ ยากสุดๆ เพราะเราต้องถอดอีโก้ออกให้หมด ต้องเริ่มใหม่พร้อมๆ กับเด็กอายุ 20 ต้นๆ เราคิดอยู่นานมาก แต่ก็เลือกทำตามสิ่งที่ใจฟูมากกว่าการเป็นครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ เท่ๆ คือเราปรับเปลี่ยนชีวิตตามความรู้จักตัวเอง

UX Designer
Amazon
“ตอนนั้นคำว่า UX มันเพิ่งเริ่มมี เรารู้สึกว่าน่าสนใจว่ะ มันคืองานดีไซน์ที่ทำให้คนใช้งานง่าย เรากำลังทำของที่คนได้ใช้จริงๆ มากกว่า ซึ่งมันเชื่อมกับความถนัดของเรานะ อิงเป็นคนชอบคิด ถ้ามีอาชีพนักคิด อาจจะเป็นไปแล้ว (หัวเราะ) แต่มันไม่มีไง พอเจอ UX ที่ได้ใช้ทั้งสกิลดีไซน์และการคิดเพื่อคนอื่น เลยรู้สึกว่านี่แหละที่เหมาะกับเรา
“พอเรียนจบก็ได้งานที่ Amazon เลย เพราะโปรเจกต์จบเป็นแอปฯ แล้วรีครูตเตอร์ที่นั่นเขามาเห็น จริงๆ เราสัมภาษณ์หลายที่นะ ทั้ง Google Microsoft แต่อยากทำ Amazon ที่สุด เพราะเราชอบเรื่องเดลิเวอรีมาก มันคือ magic แค่อยากได้สิ่งนี้แล้วอีก 2 วันมันมาถึงบ้าน เราอยากเป็น part of this magic เลยตัดสินใจไปที่นี่ ซึ่งอิงเข้าไปในช่วงยุคบุกเบิกที่เว็บไซต์ยังไม่สวยอยู่เลย (หัวเราะ) หุ้นก็ยังตัวแดงตลอด ช่วงแรกๆ ทีมดีไซน์ต้องทำเองแทบทั้งหมด ทั้งดีไซน์ โค้ดหน้าจอ ยันรีเสิร์ช
“เดือนแรกใน Amazon เราถามตัวเองเลยนะว่ากูทำอะไรอยู่ที่นี่ เพราะเราคือชนกลุ่มน้อยสุดๆ เป็นผู้หญิงเอเชียที่ไม่ได้เกิดที่นั่น ท่ามกลางวิศวกรที่เชื่อแค่เรื่องโหลดเร็ว แอปฯ ดี เราต้องพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าเรื่องวิศวกรรมอย่างเดียวมันไม่พอ แต่ประสบการณ์ของผู้ใช้งานมันสำคัญนะ
“งาน UX ตอนนั้นยังเป็นงานของฝรั่งสุดๆ เราถูกโยนไปทำโปรเจกต์ Amazon Canada ที่ไม่มีใครเอาแล้ว อิงต้องตามเด็กที่อายุน้อยกว่า วัฒนธรรมการทำงานก็ไม่เหมือนเอเจนซีที่เคยทำมาเลย แต่เราเป็นคนโรแมนติกมั้ง อิงตื่นมาคิดแค่ว่า วันนี้จะทำยังไงให้เดเวลอปเปอร์ทำงานง่ายขึ้น ให้ลูกค้าได้ของดีขึ้น ผ่านไป 2 เดือน ทีมเดฟยอมแพ้ในความจริงใจ เพราะเขาเห็นว่าเราไม่ได้มายัดเยียดงาน แต่เรามาเพื่อช่วยเขาจริงๆ

“โปรเจกต์ที่ใหญ่ที่สุดคือ Amazon Reinvent เปลี่ยนดีไซน์ทั้งระบบให้เป็นสีดำแบบที่เห็นทุกวันนี้ คือต้องคุยกับ executive เยอะมาก ได้ทำงานกับ Jeff Bezos และ Dave Clark อดีต CEO ได้เห็นว่าบริษัทที่รวยที่สุดในโลกเขาทำงานกันยังไง เห็นลีดเดอร์ที่ดูไม่เท่ ไม่ได้พูดเก่งแบบในหนังสือ แต่ทุกวินาทีคือความชัดเจน
“มันทำให้เรานับถือเดฟ คลาร์กมาก เขาเป็นคนถ่อมตัวและน่านับถือสุดๆ เขาคือหัวหน้าที่เปลี่ยนชีวิตเรา เขาทำให้อิงรู้ว่าการทำงานกับคนเก่งมันสำคัญแค่ไหน และหัวหน้าคือคนที่คอย shape เราจริงๆ
“อีกอย่างที่ได้เรียนรู้จากที่นี่คือการคิดให้ครบและเร็ว ที่ Amazon เขาไม่ใช้ PowerPoint เขาใช้การเขียน press release หรือแถลงข่าว เพื่อให้เห็นภาพว่าถ้าฟีเจอร์นี้ปล่อยออกไปแล้วหน้าตามันจะเป็นยังไง หลักการของมันคือการเริ่มต้นจากจุดจบ คือก่อนที่จะลงมือทำสิ่งนี้ คุณได้คิดก่อนไหมว่าถ้ามันประสบความสำเร็จแล้ว คุณจะรู้สึกยังไง ลูกค้าจะพูดว่าอะไร? ซึ่งมันคือการลองทำธุรกิจในราคาที่ถูกที่สุด คือใช้แค่กระดาษกับปากกา และเวลาอย่างมากก็แค่ 2-3 ชั่วโมง ดีกว่าไปเสียเงินมหาศาลทำจริงแล้วเพิ่งรู้ว่ามันไม่ใช่
“และสิ่งที่สำคัญพอๆ กันคือสิ่งที่เรียกว่า FAQ เราต้องคิดให้ครบว่าถ้าเราทำสิ่งนี้ ชาวบ้านจะถามอะไรเราบ้าง เช่น ทำแล้วจะขาดทุนไหม โอเปอเรชั่นจะไหวเหรอ คู่แข่งจะว่ายังไง กระบวนการนี้มันคือการ think through, act fast คือคิดให้ครบและต้องเร็ว เราเอามาเป็น value ของ Hato Hub จนถึงทุกวันนี้เลยนะ เพราะการลงมือทำไปโดยไม่คิดเนี่ยคือสิ่งที่แพงที่สุดในโลกธุรกิจแล้ว”

University Lecturer
Chulalongkorn University
“ตอนตัดสินใจกลับไทยนี่เป็นเรื่องยากที่สุดในชีวิตเลยนะ คือเราได้ทุกอย่างที่อยากได้หมดแล้ว ทั้งวีซ่า บ้าน หมา เพื่อน อิงกะว่าจะรีไทร์ที่นั่นด้วยซ้ำ แต่ที่ต้องกลับเพราะเรื่องส่วนตัวที่บ้านมันเร่งด่วน ตอนนั้นมานั่งถามตัวเองเลยว่าถ้าอายุ 80 แล้วมองย้อนกลับมา อิงจะเสียใจเรื่องไหนมากกว่ากัน
“คำตอบคืออิงจะเสียใจถ้าไม่รักษาความสัมพันธ์นี้ไว้ เลยทิ้งทุกอย่างกลับมาแบบไม่มีแผนเลย ตอนนั้นต้องตื่นตี 3 เพื่อทำงานกับทีมอเมริกาต่ออีกปีหนึ่งเพราะเจ้านายขอไว้ เรียกว่ากลับมาเริ่มจากศูนย์แบบไม่มีแม้แต่บัญชีธนาคารไทยเลยด้วยซ้ำ
“กลับมาก็มีโอกาสได้ไปเป็นอาจารย์ที่จุฬาฯ อยู่ปีหนึ่งนะ แต่พอทำจริงๆ กลับรู้สึกว่าตัวเองทำได้ไม่ค่อยดี คือเราไม่ใช่คนเรียบร้อย แล้วอาจารย์จุฬาฯ ทุกคนเขาดูเรียบร้อยกันหมด (หัวเราะ) ที่สำคัญคืองานเอกสารมันเยอะมาก ดูแล้วไม่ไหวว่ะ ไม่ใช่ทางเราเลย ก็เลยเริ่มคิดต่อว่าจะทำอะไรดี

“หลายคนมีเป้าหมายการทำงานที่แตกต่างกัน ที่ผ่านมาการทำงานที่สหรัฐฯ ทำให้อิงสามารถติ๊กถูกในเรื่องหน้าที่การงาน เงินเดือนมาแล้ว ณ เวลานั้นที่กลับมาไทย เลยพยายามคิดว่าเราต้องการอะไร คำตอบคืออิงอยากรู้ว่าชีวิตของอิงต่อจากนี้มันจะสามารถสร้างความหมายแบบไหนได้อีกบ้าง ตอนแรกคิดไปถึงขั้นจะเป็นอาสาอยู่ในป่าเลย แต่ก็เริ่มเห็นเทรนด์สตาร์ทอัพที่ตอนนั้นมันถูกสร้างภาพว่าเป็นของใหม่ที่ดีกับมนุษย์โลกและสร้างวัฒนธรรมที่ดี อิงเลยรู้สึกว่าน่าสนใจ
“ตอนเป็นอาจารย์ก็ใช้ความเป็นอาจารย์นี่แหละไปทำรีเสิร์ช จนได้ข้อสรุปว่าธุรกิจที่ช่วยคนได้ง่ายที่สุดคือฟู้ดเดลิเวอรี ซึ่งจริงๆ ไม่ได้อินเรื่องอาหารนะ แต่อินเรื่องการทำธุรกิจมากกว่า ตอนนั้นปี 2016 คนยังงงอยู่เลยว่าอาหารจะส่งกันยังไง แต่เราชอบความสะดวกแบบเดลิเวอรี ที่สำคัญคือมันสร้างอาชีพให้คนหลังบ้านและส่งต่ออาหารดีๆ ให้คนอื่น มันเป็น really good thing ที่อิงอยากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งจริงๆ”

Startup Founder
Indy Dish
“ถ้าถามว่าสกิลพนักงานกับเจ้าของธุรกิจต่างกันยังไง อิงว่าพนักงานหลายตำแหน่งมีสกิลคล้ายเจ้าของเลยนะ โดยเฉพาะคนที่ทำงานใกล้ชิดซีอีโอ แทบจะทำเหมือนกันเลย แต่จุดที่ต่างกันเรื่องเดียวเลยคือความกล้าเสี่ยง คุณยอมรับได้ไหมถ้ามันล้มเหลว
“อีกอย่างคือการเป็นเจ้าของธุรกิจมันต้อง drive ด้วยตัวเอง เวลาเราเป็นพนักงานเราอาจจะคิดว่าถ้าฉันเป็นเจ้าของจะทำแบบนั้นแบบนี้ แต่พอเป็นเองคุณจะเข้าใจเลยว่ามันไม่ง่าย เขาคิดมาหมดแล้วล่ะ แต่อาจจะไม่ได้บอกคุณ (หัวเราะ)
“คนที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจต้องสนุกกับการคิดไอเดียจากศูนย์ ต้องมีลูกสู้มีลูกบ้านิดหนึ่ง คุณโอเคไหมที่จะมองไปข้างหลังแล้วไม่มีอะไรเลย คุณรับความเครียดได้แค่ไหน เพราะธุรกิจมันคือการแบกชีวิตคนอื่น และมันจะเป็นครั้งแรกที่คุณจะพูดกับใครไม่ได้เลย แม้แต่แฟนหรือลูกน้องบางทีก็พูดไม่ได้ สื่ออาจจะชอบทำให้ภาพเจ้าของดูเท่ แต่เขาไม่โชว์โมเมนต์ไม่เท่ตอนล้มเหลวอีก 90% ไง
“อิงเองชอบการทำงานแบบ Zero to One คือทำตั้งแต่กระดาษเปล่า พนักงานเก่งๆ ส่วนใหญ่ต้องทำ One to N ให้ดี แต่เจ้าของธุรกิจต้องทำ Zero to One ให้ได้ทุกวัน อิงว่าเรื่องนี้คือการรู้จักตัวเองล้วนๆ เลย ซึ่งพอตัดสินใจว่าจะทำธุรกิจ อิงก็เอาประสบการณ์จาก Amazon มาทำ feasibility test เองจนมั่นใจว่าฟู้ดเดลิเวอรีมาแน่

“ตอนนั้นเริ่มทำแอพฯ Indy Dish เวอร์ชั่นแรก ซึ่งก๊อบปี้โมเดล Amazon Prime Now มาเลย คือเน้นส่งทันที ไปเช่าออฟฟิศที่การท่าเรือราคาเดือนละ 4,000 ทำเป็นศูนย์กระจายสินค้า ร้านมาส่งของตอนตี 5 ก็นั่งจัดของเองหมดว่าใครสั่งอะไร ทำทุกอย่างตั้งแต่เขียนโค้ดยันจัดของด้วยมือคนล้วนๆ เลย ซึ่งตอนนั้นมันก็สำเร็จในระดับหนึ่งนะ จนได้เข้า dtac Accelerate ได้เงินทุนมาสเกลงาน
“แต่ความจริงคือมันขาดทุน เพราะตอนนั้นเรายังใหม่มากกับธุรกิจเดลิเวอรี อิงตั้งค่า GP ไว้แค่ 10% ซึ่งในเชิงโครงสร้างราคามันอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มี volume มหาศาลจริงๆ ขณะเดียวกัน ธรรมชาติของสตาร์ทอัพคือการโตแบบก้าวกระโดดเพื่อสร้างผลตอบแทนตามที่โจทย์ธุรกิจวางไว้ แต่โมเดลของ Indy Dish ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้สเกลได้เร็วขนาดนั้น พอพยายามแก้ด้วยการเปิดครัวเองเพื่อเพิ่ม margin ก็เลยได้รู้ว่า เชี่ย นรกมีจริง (หัวเราะ) การทำโอเปอเรชั่นร้านอาหารมันยากมากจริงๆ ทั้งเรื่องคน เรื่องระบบหลังบ้านที่เราไม่ถนัดเลย
“พอถึงช่วงโควิดที่เงินทุนเริ่มหมด อิงเลยได้บทเรียนสำคัญว่าเราไม่ใช่สายโอเปอเรชั่นและจริตเราอาจจะไม่เหมาะกับโจทย์ที่ต้องสเกลเร็ว มันมีความขัดแย้งในใจบางอย่างที่เราอธิบายไม่ได้ในตอนนั้น พอธุรกิจไปต่อไม่ได้ อิงเลยตัดสินใจรับผิดชอบในแบบของตัวเองด้วยการเอาเงินส่วนตัวไปเคลียร์กับซัพพลายเออร์และพนักงาน ซึ่งในการทำธุรกิจมันอาจจะเป็นการตัดสินใจที่ไม่ดีนัก แต่ในฐานะเจ้าของอิงแค่ต้องการจบพาร์ตนี้ให้ค้างคาน้อยที่สุด เพื่อที่เราจะได้ลุกขึ้นไปทำอย่างอื่นต่อได้โดยไม่มีอะไรติดค้างในใจ”
“ช่วงนั้นอิงดิ่งมากจนเป็นซึมเศร้าต้องหาหมอ คือไม่ได้เศร้าเพราะเงินหมดนะ แต่เศร้าเพราะรู้สึกว่าตัวเองทำให้คนที่เชื่อใจเราล้มเหลว เราแบกความรู้สึกผิดต่อพนักงานและนักลงทุนไว้หนักมาก แต่บทเรียนที่ใหญ่ที่สุดที่ได้มาคือ happiness is a decision, not a consequence ความสุขคือการตัดสินใจว่าเราจะมีความสุข ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ตามมาจากความสำเร็จ คนมีทุกอย่าง แต่ไม่มีความสุขก็เยอะ คนไม่มีอะไรเลยแต่มีความสุขก็มี
“อิงข้ามผ่านมาได้เพราะคำแนะนำจากหมอว่า ‘ถ้าอยากมี meaning การมีชีวิตอยู่อาจจะมี meaning มากกว่าการจากไปนะ’ อิงใช้เวลาคุยกับหมอหลายเดือนจนเริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ว่า อิงคงทำอะไรบางอย่างที่มีประโยชน์ได้ เลยเลือกที่จะอยู่เพื่อที่จะไม่เป็นภาระของใคร และให้อะไรที่เป็นแง่บวกกับคนอื่น”

CEO & Co-founder
Hato Hub
“ถ้าจะพูดถึงโมเดลธุรกิจ จริงๆ มันไม่มีอะไรเลยนะ ธุรกิจคือก้อนอะไรก็ไม่รู้ที่ส่งมอบคุณค่าบางอย่างให้ลูกค้า มันมีองค์ประกอบแค่ 3 อย่างคือ มี product, customer และมี value ถ้าลูกค้าพอใจเขาจะให้เงินเรา และเราก็ให้ value เขา มีแค่นั้นเองถูกไหม
“คราวนี้การทำให้ภาพนี้มันเกิดขึ้นมันมีหลายโมเดล ทั้งแบบ bootstrapped ที่ทำธุรกิจให้มีเงินเลี้ยงตัวเองได้, แบบ Traditional SME ที่กู้เงินมาทำชัวร์ๆ หรือแบบ VC (venture capital) ที่รับทุนก้อนใหญ่เข้ามาเพื่อสเกลให้โตแบบก้าวกระโดด
“สำหรับ Hato Hub เราเลือกเริ่มแบบที่หนึ่ง คือ bootstrapped เพราะเรารู้ว่าเราเหมาะกับแบบนี้ เราชอบที่เราได้ควบคุมสิ่งต่างๆ เอง เหมือนจริตที่เราผ่านมาตั้งแต่งานแต่งเพลงหรืองานดีไซน์ คือเราเป็นพวกทำได้หลายอย่าง และเราอยากให้ธุรกิจมันอยู่ได้ด้วยตัวเอง นี่คือกระดุมเม็ดแรกที่ต้องติดให้ถูก เพราะถ้าเลือกแบบ VC มันจะควบคุมเราทุกอย่างเลย เราจะไม่มีอิสระ
“เรื่องต่อมาคือโปรดักต์ของ Hato Hub รอบนี้เราไม่ทำอะไรที่เป็นโอเปอเรชั่นเลย ขนาดออฟฟิศยังไม่มีเลย (หัวเราะ) เพราะเราเข็ดแล้ว อิงรู้แล้วว่าอะไรคือสิ่งที่ไม่ถนัดที่สุด เพราะฉะนั้นเราจะลด โอเปอเรชั่นให้หมด บัญชงบัญชีจะจ้างแพงแค่ไหนก็จ้างไปเถอะ เพราะเราจะไม่ทำเอง โปรดักต์ของเราเลยเป็นซอฟต์แวร์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราถนัดจริงๆ ไม่ใช่เรื่องอาหารหรือการขนส่งเหมือนรอบก่อน
“ซึ่งไอเดีย Hato Hub จริงๆ มันเกิดท่ามกลางความฉิบหายช่วงโควิด ตอนแรกเราเริ่มจากเป็นเดลิเวอรีที่ไม่เสีย GP เพราะตอนนั้นร้านอาหารโดนล็อกดาวน์หมด เราไม่คิดอะไรเลย ทำยังไงก็ได้ให้เขามีรายได้เข้ามา แต่พอผ่านวิกฤตไป เราเพิ่งรู้ว่าปัญหาจริงๆ ของร้านอาหารคือเขาไม่เข้าใจลูกค้าเลยเว้ย
“แพสชั่นของเราจริงๆ ไม่ใช่เรื่องอาหารนะ แต่คือการช่วยคนทำธุรกิจ ปัญหาของร้านอาหารคือเขารู้จักแต่โปรดักต์ เช่น ก๋วยเตี๋ยวอร่อย แต่เขาไม่รู้จักลูกค้า และไม่สามารถส่งมอบคุณค่าได้มากกว่าแค่อาหาร เขาเลยต้องพึ่งพานายทุนหรือแพลตฟอร์มใหญ่ๆ เพื่อหาอินไซต์ แล้วเขาก็จะโตแบบมึนๆ ว่าทำไมวันนี้ขายดี วันนี้ขายไม่ดี
“Hato Hub เลยเปลี่ยนจากการทำแพลตฟอร์มมาทำ tool หรือเครื่องมือแทน เพื่อให้เขามีมีดมีดาบเป็นของตัวเอง ทั้งระบบ CRM, ระบบวิเคราะห์ข้อมูล หรือระบบเดลิเวอรีของตัวเอง เพื่อให้เขาสามารถ ‘รู้จัก รู้ใจ และเอาใจ’ ลูกค้าได้แบบครบวงจร

“สิ่งสำคัญคือเราพยายามทำทุกอย่างด้วยความจริงใจ เช่น ถ้าลูกค้าต้องการโซลูชั่นนี้แต่เราไม่มี เราก็บอกเขาตรงๆ และพร้อมแนะนำเจ้าอื่นที่จะตอบโจทย์เขาจริงๆ เพราะอิงเชื่อในสิ่งที่สตีฟ จอบส์ บอกว่า ‘คุณจะทำงานได้ดี คุณต้องคิดว่างานนี้มันเป็น good work’ มันอาจจะไม่ใช่ทางที่รวยเร็วที่สุด แต่มันยั่งยืนที่สุดในมุมของอิง
“ส่วนเรื่องวัฒนธรรมการทำงาน อิงว่ามันมาพร้อมกับกระดุมเม็ดแรกนั่นแหละ ที่นี่เรา selective คนสุดๆ เราเน้นคนที่มีศักยภาพสูงและยึดถือใน value เดียวกัน เนื่องจากเรามีคนน้อย เราเลยอยากให้เขาเติบโตเยอะๆ และดูแลเขาให้ดีที่สุด คนที่เหมาะกับเราต้องไม่ใช่คนประเภทที่มองว่างานเป็นแค่อาชีพ แต่ต้องเป็นคนที่คิดเพื่อลูกค้าจริงๆ แม้แต่เดเวลอปเปอร์ก็ต้องกล้าลุกขึ้นมาเถียงกับดีไซเนอร์ว่าแบบนี้ลูกค้าจะใช้ดีจริงเหรอ ถ้าเขาเอนจอยแบบนั้น เขาจะเหมาะกับเรา
“อิงเรียนรู้เรื่องการสร้างคัลเจอร์มาจาก Amazon คือการเปลี่ยนคนทั้งบริษัทมันยาก เลยใช้แนวคิด Two-Pizza Team คือทีมที่กินพิซซ่า 2 ถาดอิ่ม หรือประมาณ 5-6 คน เราเริ่มจากการทำให้คนกลุ่มเล็กๆ นี้อินแล้วทำ project ให้มันปังขึ้นมา แล้วค่อยให้คนอื่นนำไปใช้ตาม เพราะเราเข้าใจแล้วว่าการเปลี่ยนแปลงมันต้องเริ่มจากคนน้อยๆ เหมือนการทำเอสเปรสโซมันต้องมีหัวเชื้อที่เข้มข้นก่อน แล้วค่อยแพร่กระจายออกไป ไม่ใช่พยายามเปลี่ยนทั้งบริษัทพร้อมกันทีเดียว มันไม่มีความเข้มข้นพอ
“ที่ผ่านมาอิงถามตัวเองอยู่ตลอดว่าอาชีพที่ใช่คืออาชีพแบบไหน พออายุ 40 อิงตอบได้แล้วว่า อาชีพที่เหมาะกับเรามันเหมือน ‘เลเยอร์เค้ก’ ความถนัดคือเลเยอร์แรกที่สำคัญที่สุด ส่วนเลเยอร์ที่สองมันแล้วแต่ช่วงชีวิตนะ จะสนุก มีความหมาย มีเงิน หรือความภูมิใจ แต่วงกลมที่สำคัญที่สุดคือต้องทำในสิ่งที่ถนัด เพราะถ้าไม่ถนัดปุ๊บเราจะทำได้ไม่ดีเลย
ถ้าถามว่าทุกวันนี้อิงเจองานที่ใช่หรือยัง อาจจะต้องกลับมาดูเลเยอร์ที่ 2 ซึ่งในตอนนี้อิงต้องการทำงานที่มันมีความหมาย นั่นก็อาจจะบอกได้ว่า Hato Hub นี่แหละที่ตอบคำถามนั้น ว่างานที่ใช่สำหรับอิงในตอนนี้คืองานอะไร”

Mentor & Content Creator
Daily Darin / Success Recipe / Darin Suthapong Youtube
“วันนี้อิงถือว่าตัวเองประสบความสำเร็จแล้ว เพราะรอดตายมาได้ ตั้งแต่วันที่คิดว่าจะไม่อยู่แล้ว ชีวิตที่เหลืออยู่คือแค่ต้องการสร้าง positive impact ซึ่งช่อง Daily Darin มันตอบโจทย์เรื่องชีวิต ส่วน Success Recipe ตอบเรื่อง positive impact ผ่านการให้ความรู้ในเรื่องธุรกิจร้านอาหาร มันเลยลิงก์กับชีวิตเราร้อยเปอร์เซ็นต์เลยล่ะ รวมถึงช่องยูทูบ Darin Suthapong ที่ใช้ถ่ายทอดทักษะ knowledge management และการเขียนด้วย เพราะสิ่งนี้คือเครื่องมือชิ้นสำคัญที่สุดที่ฉุดเราขึ้นมาจากโรคซึมเศร้า และเป็นคีย์หลักที่ใช้สร้างชีวิตใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง
“ถ้าถอดทุกบทบาทออก เราเลยอยากให้คนจดจำในฐานะเมนเทอร์คือเหมือนกับว่าชีวิตคนเป็นผืนผ้า ผ้าก่อนซักมันสีเทาๆ พอหลังซักหรือฟังเราแล้วชีวิตเขาดีขึ้น เราอยากให้เขาจำ value ตรงนั้นได้ แม้เขาจะจำไม่ได้เลยว่าคนสอนชื่ออะไรหรือตายด้วยโรคอะไรก็ตาม (หัวเราะ)
“เราเลยไม่เคยสนยอดวิวนะ แค่มีคนดูคนหนึ่งแล้วชีวิตเขาดีขึ้น เราถือว่าวิดีโอนั้นสำเร็จแล้ว มันคือความหมายของชีวิตที่ได้มาจากการเกือบตายจริงๆ เพราะอิงเคยสัญญากับตัวเองว่าถ้ารอดจากวิกฤตครั้งนั้นมาได้ อิงจะถอดบทเรียนว่าอะไรที่ทำให้เรารอด วิธีอะไรที่สร้างชีวิตใหม่ให้เราขึ้นมา
“ส่วน Success Recipe มันก็คือการเล่าเรื่องที่จริงใจที่สุดให้เจ้าของร้านอาหาร ต่อให้มันไม่สร้างยอดขายให้ Hato Hub เลยก็ตาม แต่ถ้าเราทำดีที่สุดและจริงใจที่สุด อิงเชื่อว่าผลลัพธ์มันจะออกมาดีเอง ซึ่งทั้งหมดนี้มันกลับมาที่เรื่องพื้นฐานคือการรู้จักตัวเอง

“ถ้าถามว่าทำไมงานที่อิงทำมันดูสำเร็จและน่าพูดถึงเสมอ อิงว่าอิงไม่ได้เก่งนะ แต่อิงจริงใจกับตัวเอง คนส่วนใหญ่เลือกงานจากปัจจัยภายนอก แต่อิงเริ่มจากการรู้จักตัวเองว่าถนัดอะไรและอะไรสำคัญกับเรา พอเราตัดสินใจจากความต้องการของตัวเอง คาแร็กเตอร์มันจะชัดและมีสตอรี่ทันที นี่คือสิ่งที่หล่อหลอมให้การเดินทางในแต่ละงานของเรามันมีแง่มุมให้พูดถึง
“เรื่องของเรามันอาจจะดูได้ทำแต่งานดีๆ แต่จริงๆ เราพยายามสุดๆ ในทุกครั้งที่สมัครงานนะ เบื้องหลังงานเหล่านี้คือโดนปฏิเสธมาเป็นร้อยๆ ครั้ง แต่มันทำให้เราได้ปรับปรุงตัวเองทีละ 1% เพราะทุกครั้งที่โดนปฏิเสธ เราจะขอฟีดแบ็กตลอด เพื่อมาดูว่าเราพลาดตรงไหน เพราะอิงรู้ตัวว่าอิงไม่ใช่คนเก่ง แต่อิงเป็นคนที่ปรับปรุงได้เสมอ”