สรุปเทรนด์อินฟลูเอนเซอร์ 2026 ปีแห่งการเลือกคอนเทนต์คุณภาพ และความเชี่ยวชาญเฉพาะทางมากกว่ายอดฟอลโลว์

ปรากฏการณ์ ‘เจนนี่ ไลฟ์สด’ สร้างยอดขายแตะร้อยล้านบาทในเวลาอันรวดเร็ว แบรนด์หันมาใช้ AI ไลฟ์สดขายสินค้าบน TikTok ไปจนถึงเหตุการณ์ที่อินฟลูเอนเซอร์พูดถึงแบรนด์ในแง่ลบ จนแบรนด์ต้องออกมาชี้แจง และสังคมเกิดคำถามว่าหรือในไทยจำเป็นต้องมีกฎหมาย เพื่อกำกับดูแลอินฟลูเอนเซอร์อย่างชัดเจนเหมือนในบางประเทศ

ทั้งหมดนี้เป็นเหตุการณ์สรุปโดยย่อที่เกิดขึ้นบนโลกโซเชียลมีเดียในปี 2025 ทำให้เห็นว่าอินฟลูเอนเซอร์ไม่ได้เป็นแค่ผู้สร้างคอนเทนต์ แต่คือคนที่ทำให้เกิดเทรนด์บนโลกออนไลน์ ที่มีอิทธิพลต่อความคิดและการตัดสินใจของผู้คน

โดยเฉพาะในปี 2026 ที่นักการตลาดหลายคนยังมองว่าเป็น ‘ปีทองของอินฟลูเอนเซอร์’ โดย Statista แพลตฟอร์มข้อมูลด้านสถิติระดับโลก คาดว่า Influencer Marketing ทั่วโลกจะมีมูลค่ามากกว่า 24,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 8.21 แสนล้านบาท โดยภูมิภาคที่เติบโตเร็วที่สุดคือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ไทย เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ที่มีอัตราการใช้โซเชียลมีเดียสูงถึง 85% 

ฝั่งของไทย ทาง Wisesight บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูลโซเชียลมีเดีย และดาต้าเซต ผู้ให้บริการด้านมีเดียอินเทลเลเจนซ์ ก็ได้สรุปเทรนด์ Influencer Marketing ในปี 2026 ที่ทั้งอินฟลูเอนเซอร์และแบรนด์นำไปใช้วางแผนการตลาดในปีหน้าได้ และเรายังพาไปดูกรณีศึกษากฎหมายอินฟลูเอนเซอร์ที่น่าสนใจในต่างประเทศ ที่อาจนำมาปรับใช้ในประเทศไทย ในวันที่หลายคนเริ่มตั้งคำถามถึงจรรยาบรรณของอินฟลูเอนเซอร์และเรียกร้องให้มีมาตรการกำกับดูแลอย่างจริงจัง

ผู้ติดตามน้อยแต่คอนเทนต์มากไปด้วยคุณภาพ

ที่ผ่านมาเราอาจจะเห็นแบรนด์เฟ้นหาอินฟลูเอนเซอร์ที่ยอดติดตามเยอะเป็นหลัก แต่ในปัจจุบันทั้งฝั่งแบรนด์และผู้บริโภคเชื่อถือคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ และสื่อสารด้วยความจริงใจมากกว่าดูแค่ยอดผู้ติดตาม

กลุ่มที่มาแรงและแบรนด์ไทยนิยมใช้กันมากขึ้นคือ micro influencer ที่มีจำนวนผู้ติดตาม 10K-100K ไปจนถึง nano influencer ที่มีจำนวนผู้ติดตาม 1K-10K เหมาะกับแคมเปญที่ต้องการผลลัพธ์เฉพาะกลุ่ม เช่น โปรโมตสินค้าใหม่ เชิญชวนให้ลองชิมเมนูใหม่ อินฟลูเอนเซอร์สองกลุ่มนี้จะให้ความรู้สึกเหมือนเป็นเพื่อนที่ใช้แล้วชอบ ชิมแล้วอร่อยค่อยมาบอกต่อ ทำให้เกิด brand loyalty ได้มากกว่า

ขณะที่ macro influencer ที่มีจำนวนผู้ติดตาม 500K-1M และ mid-tier influencer ที่จำนวนผู้ติดตาม 100K-500K จะทำให้เกิดความรู้สึกน่าเชื่อถือและทำให้เกิด engagement ได้มากกว่า เหมาะกับสินค้าที่ต้องอาศัยความไว้วางใจสูง เช่น เรื่องสุขภาพ อสังหาริมทรัพย์ เรื่องการเงิน นักการตลาดมักเลือกอินฟลูเอนเซอร์หลายประเภทในแคมเปญเดียว เพื่อสร้างการรับรู้ให้มากและกว้างที่สุด

niche คอนเทนต์ที่ได้รับความนิยมไม่นิด

ในปีหน้าคอนเทนต์แมสอาจไม่ใช่ตัวเลือกแรกที่แบรนด์เลือกใช้เสมอไป เพราะหากอยากสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายไหน ก็จะเลือกจากรูปแบบคอนเทนต์ที่อินฟลูเอนเซอร์คนนั้นนำเสนอประจำ ซึ่งมักจะเป็น niche คอนเทนต์มากกว่า โดยหมวดหมู่ที่คาดว่าจะได้รับความนิยม ได้แก่

1. ไลฟ์สไตล์ : แชร์การใช้ชีวิตประจำวัน การท่องเที่ยว การแต่งตัว หรือไลฟ์สไตล์เฉพาะกลุ่ม เหมาะกับแบรนด์แฟชั่น ท่องเที่ยว และไลฟ์สไตล์

2. รีวิว : รีวิวสินค้า บริการ ร้านอาหาร หรือประสบการณ์ตรง เน้นสร้างความน่าเชื่อถือและช่วยผู้บริโภคตัดสินใจ

3. เกม (gaming) : แคสต์เกม เล่นเกม และคอนเทนต์ที่เกี่ยวกับเกม เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายเจนฯ Z และผู้ที่สนใจเกมโดยเฉพาะ

4. แชร์ความรู้ : ถ่ายทอดความรู้เฉพาะทาง การสอนเทคนิคต่างๆ เหมาะกับแบรนด์หรือสินค้าที่ต้องการความน่าเชื่อถือและไว้วางใจสูง

5. บันเทิง : คลิปตลก วิดีโอสร้างสรรค์ หรือโชว์ความสามารถพิเศษ เหมาะกับการสร้างเอนเกจเมนต์และเข้าถึงผู้ชมจำนวนมาก

เปิดกรณีศึกษากฎหมายควบคุมอินฟลูเอนเซอร์ในต่างประเทศ

ถ้าจะบอกว่าการรีวิวจากอินฟลูเอนเซอร์เป็นดั่งดาบสองคมก็คงไม่ผิด เพราะเชิญชวนให้ผู้คนคล้อยตามได้ ขณะเดียวกันหากให้ข้อมูลที่ผิดไปก็อาจกระทบกับแบรนด์หรือทำให้ผู้ชมเข้าใจผิดได้ โดยเฉพาะเนื้อหาที่มีความละเอียดอ่อน เช่น เรื่องการแพทย์ สุขภาพ กฎหมาย การเงิน ซึ่งในไทยยังไม่มีกฎหมายกำกับดูแลอินฟลูเอนเซอร์ แต่เริ่มปรับปรุงกฎหมายฉบับอื่นๆ มาดูแลผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น เช่น กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิด เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

ขณะที่หลายประเทศทั่วโลกก็เริ่มมีกฎหมายและมาตรการกำกับดูแลอินฟลูเอนเซอร์แล้ว เช่น

  • จีน : เจ้าแห่งการไลฟ์เป็นประเทศที่ควบคุมอินฟลูเอนเซอร์อย่างจริงจังที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในโลก โดยกำหนดให้ผู้ที่ทำคอนเทนต์เกี่ยวกับการเงิน กฎหมาย สุขภาพ หรือการแพทย์ ต้องมีคุณวุฒิที่เกี่ยวข้องหรือใบอนุญาตวิชาชีพก่อนเผยแพร่ข้อมูล เพื่อป้องกันการให้ข้อมูลที่ผิดพลาด
  • สหรัฐอเมริกาและอังกฤษ : มีกฎระเบียบคล้ายกันคือ ต้องระบุชัดเจนว่าสินค้าที่รีวิวได้รับการจ้างจากแบรนด์ ไว้ตั้งแต่ต้นโพสต์หรือต้นคลิป ห้ามรีวิวถ้าไม่ได้ใช้งานจริง และห้ามเคลมเกินจริงถ้าไม่มีหลักฐานรับรอง
  • แคนาดา : ต้องติดแฮชแท็กให้ชัดเจนว่าเป็นคอนเทนต์โฆษณาหรือได้สปอนเซอร์มา รวมถึงระบุตั้งแต่ต้นโพสต์หรือต้นคลิปวิดีโอว่าเป็นโฆษณา

จากเทรนด์ทั้งหมดนี้จะเห็นทิศทางของอินฟลูเอนเซอร์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2026 เน้นไปที่การทำคอนเทนต์คุณภาพ นำเสนอด้วยความจริงใจ ใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางมาบอกเล่าเรื่องราว และต้องอยู่ภายใต้จรรยาบรรณที่ไม่ทำให้ผู้ติดตามบนโลกออนไลน์ได้รับข้อมูลที่ผิดพลาดและอาจส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้างนั่นเอง

Writer

นักเขียนที่อยากเปลี่ยนเรื่องธุรกิจให้เป็นเรื่องสนุก และมีแมวกับกาแฟช่วยฮีลใจในทุกวัน

Illustrator

แล้วแต่จะคิด ชีวิตคนละแบบ

You Might Also Like