อากาศร้อนจัด ฝนตกหนัก น้ำท่วมใหญ่ ธุรกิจควรปรับตัวและเตรียมรับมืออย่างไร ในวันที่โลกรวน

อากาศร้อนขึ้น ฝนตกหนักขึ้น น้ำท่วมบ่อยขึ้น 

อากาศกลายเป็นสิ่งคาดเดาได้ยากมากขึ้นเรื่อยๆ จากสภาวะอากาศสุดขั้ว

หากมองในแว่นของเหล่าผู้ประกอบการธุรกิจ สิ่งเหล่านี้กำลังกลายเป็นเรื่องของ ‘การอยู่รอด’ ทางธุรกิจมากขึ้นเช่นกัน

เมื่อโลกเปลี่ยน ธุรกิจก็ต้องเปลี่ยนตาม เพราะธุรกิจที่มีความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศจะมีความเสี่ยงต่อผลกระทบจากภาวะโลกรวนน้อยลง สามารถฟื้นตัวและเติบโตได้อย่างรวดเร็ว เปิดโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ หลังเหตุการณ์เกี่ยวกับความสุดขั้วทางสภาพอากาศ และพร้อมปฏิบัติตามกฎระเบียบโลกใหม่

ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเล็กๆ ไปจนถึงธุรกิจยักษ์ใหญ่ การคำนึงและปรับตัวต่อหัวข้อหลักที่ทั้งโลกพูดถึงภาวะโลกรวนในทุกวันนี้ จะทำให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อได้โดยสะดุดหรือเจ็บตัวน้อยที่สุด และจะส่งผลต่อการคิดว่าสินค้าและบริการแบบไหนจึงจะตอบโจทย์ผู้คนในโลกที่ร้อนขึ้น

RECAP รอบนี้จึงอยากชวนทำความเข้าใจว่า โลกรวนไม่ใช่แค่เรื่องของการลดคาร์บอนหรือการรักษ์โลกอีกต่อไป เพราะมันกำลังเป็นโจทย์ที่ว่า แล้วธุรกิจจะปรับและเปลี่ยนอย่างไร เพื่อให้ยังเดินหน้าต่อได้ในโลกที่สภาพอากาศไม่เหมือนเดิม

ออกแบบให้ธุรกิจยังเดินไม่หยุดเมื่อเกิดวิกฤต

สภาพอากาศจากภาวะโลกรวนเป็นสิ่งที่คาดเดายาก  

ภาวะโลกรวนกำลังทำให้ความเสี่ยงที่ครั้งหนึ่งคนทำธุรกิจเคยมองว่าเป็นเพียง ‘เหตุการณ์เฉพาะ’ ที่เกิดขึ้นไม่บ่อย กลายเป็นสิ่งที่ต้องเตรียมรับมือ และเป็นส่วนหนึ่งของการทำธุรกิจ ตั้งแต่น้ำท่วม ฝนตกหนัก คลื่นความร้อน ภัยแล้ง หรือพายุ ซึ่งไม่ได้กระทบธุรกิจเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่กระทบห่วงโซ่และสายพานในการทำงานทั้งหมด ตั้งแต่อาคาร โรงงาน พนักงาน ระบบไฟฟ้า ไปจนถึงระบบโลจิสติกส์

แม้อากาศจะไม่ใช่สิ่งที่เราควบคุมได้ แต่ในแง่คนทำธุรกิจ สิ่งที่สามารถทำได้คือ การออกแบบธุรกิจให้รับมือกับวิกฤตได้ตั้งแต่ต้น และได้รับผลกระทบน้อยที่สุด มากกว่าแค่แผนฉุกเฉินหลังเกิดภัยพิบัติ

สิ่งที่ธุรกิจต้องปรับจึงเริ่มตั้งแต่สถานที่และโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นหนึ่งในหัวใจหลักของธุรกิจ เพราะหากโรงงานหรือคลังสินค้าอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วม ก็อาจต้องยกระดับพื้นที่สำคัญๆ ป้องกันระบบไฟฟ้า การจัดการน้ำฝน ไปจนถึงการมีระบบไฟฟ้าสำรอง

ปัจจุบัน Walmart บริษัทค้าปลีกข้ามชาติยักษ์ใหญ่สัญชาติอเมริกัน ที่มีรายได้สูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลกก็มีมาตรการด้านความยืดหยุ่นของบริษัทครอบคลุมตั้งแต่การป้องกันน้ำท่วม การจัดการภาวะน้ำไหลบ่า (stormwater) การก่อสร้างที่รับมือพายุ ระบบไฟฟ้าสำรอง และการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของธุรกิจ ไปจนถึงการกระจายเครือข่ายศูนย์กระจายสินค้าไปหลายพื้นที่ เพื่อไม่ให้การดำเนินงานขึ้นอยู่กับจุดใดจุดหนึ่งมากเกินไป

สิ่งสำคัญอีกข้อคือ การรับมือกับอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น พูดง่ายๆ คือการรับมือกับความร้อนนั่นเอง เพราะคลื่นความร้อนก็กระทบธุรกิจโดยตรง คนทำงานกลางแจ้งอาจทำงานได้ยากขึ้น ขณะที่ความร้อนยังสามารถส่งผลกระทบสินค้า การขนส่ง และกำลังการผลิตได้ ตัวอย่างที่ดีของธุรกิจที่ปรับในจุดนี้คือ Bayer บริษัทยักษ์ใหญ่จากเยอรมนีที่มีความเชี่ยวชาญหลักในด้านการดูแลสุขภาพ ซึ่งมีระบบจัดการ Heat Risk หรือความเสี่ยงจากความร้อน ในสถานที่ทำงานมากกว่า 300 แห่งทั่วโลก เช่น สำรวจและประเมินความเสี่ยงจากภาวะความเครียดจากความร้อน (heat stress) เพื่อดูว่าสถานที่ทำงานและพนักงานกลุ่มใดมีความเสี่ยงจากอุณหภูมิสูง รวมไปถึงมีมาตรการความปลอดภัยสำหรับการปฏิบัติงานภาคสนามและงานเกษตรกรรม ที่กำหนดให้ต้องจัดหาน้ำดื่มที่สะอาดและมีปริมาณเพียงพอ กำหนดพักเป็นระยะ และเริ่มปฏิบัติงานตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อหลีกเลี่ยงช่วงเวลาที่อุณหภูมิสูงในช่วงบ่าย

ตัวอย่างเหล่านี้ช่วยทั้งเรื่องสุขภาพกาย สุขภาพจิต รักษา productivity ในการทำงาน ซึ่งจะส่งผลไปยังความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทานได้ด้วย มีรายงานว่ามาตรการของ Bayer ช่วยลดเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความร้อนในอเมริกาเหนือได้ 20% เลยทีเดียว

เช่นเดียวกันกับธุรกิจบริการที่ต้องปรับตัว เช่น เมื่ออากาศร้อน ธุรกิจเดลิเวอรีอาจต้องคำนึงถึงเรื่องเวลาทำงานของพนักงาน จุดพัก หรือวิธีลดความเสี่ยงจากความร้อนมากขึ้น ขณะที่ร้านค้าและสำนักงานอาจต้องปรับพื้นที่ให้เหมาะกับอุณหภูมิที่สูงขึ้น

ในขณะที่โลกทุกวันนี้คือโลกแห่งข้อมูล หรือดาต้า ซึ่งธุรกิจจำนวนมากสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลเหล่านี้ในการคาดการณ์ก่อนเกิดปัญหาได้ ไม่ว่าจะเป็น floodbase แพลตฟอร์มเอไอด้านอุทกวิทยา ที่ใช้ประเมินและติดตามสถานการณ์น้ำท่วมแบบเรียลไทม์ทั่วโลกโดยอาศัยข้อมูลจากดาวเทียมและเซนเซอร์ ไปจนถึงข้อมูลเกี่ยวกับ weather data, early warning system และ risk mapping เพื่อดูว่าพื้นที่หรือจุดไหนกำลังมีความเสี่ยง

ฉะนั้นแล้ว อนาคตของธุรกิจอาจไม่ได้วัดความแข็งแรงจากเพียงวันที่ทุกอย่างปกติอีกต่อไป เพราะความไม่ปกติจากภาวะโลกรวนคือความเสี่ยงที่มีเปอร์เซ็นต์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ การลงทุนออกแบบธุรกิจตั้งแต่ต้นให้พร้อมรับมือความเสี่ยงจากภาวะโลกรวน หรือการปรับโครงสร้างพื้นฐานบางส่วนสำหรับธุรกิจที่ดำเนินมาแล้วจึงเป็นการลงทุนเพื่อให้ธุรกิจยังเดินหน้าต่อได้ในสภาวะวิกฤตเช่นนี้

ระบบหลังบ้านต้องไม่พังเพราะจุดเดียว

คนที่ทำธุรกิจต่างรู้ดีว่า ระบบหลังบ้าน เปรียบเสมือนห้องเครื่องที่ทำให้ธุรกิจสามารถเดินได้

แต่ในสภาวะโลกรวน ระบบหลังบ้าน ไม่ได้มีความสำคัญแค่การทำให้ธุรกิจดำเนินไปตามปกติเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป เพราะต่อให้สำนักงานใหญ่หรือร้านค้าของบริษัทปลอดภัย แต่ลองนึกภาพว่าในช่วงที่เกิดภัยพิบัติ วันใดวันหนึ่ง ภัยแล้งอาจทำให้วัตถุดิบทางการเกษตรมีปริมาณลดลง ขณะที่น้ำท่วมหรือพายุอาจทำให้โรงงานหรือเส้นทางขนส่งต้องหยุดชะงัก วัตถุดิบไม่สามารถเดินทางมาได้ ธุรกิจก็เดินต่อไม่ได้อยู่ดี

ภาวะโลกรวนกำลังทำให้ห่วงโซ่อุปทาน หรือ supply chain กลายเป็นอีกจุดที่จำเป็นต้องปรับตัว เพราะความเสี่ยงนั้นสามารถเกิดขึ้นได้จากทุกกระบวนการตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การผลิต จนกระทั่งการขนส่งสินค้าหรือบริการถึงมือผู้บริโภค

World Economic Forum หรือสภาเศรษฐกิจโลก จึงเคยเสนอให้ธุรกิจลด ‘single points of failure’ หรือการมีจุดที่หากเกิดปัญหาขึ้นแล้วจะทำให้ทั้งระบบหยุดชะงัก เช่น การพึ่งพาซัพพลายเออร์หรือพื้นที่ผลิตเพียงแห่งเดียว เพราะหากวัตถุดิบสำคัญมาจากพื้นที่เดียว แล้วพื้นที่นั้นประสบภัย ธุรกิจก็อาจหยุดชะงักทันที บริษัทยุคใหม่จึงจำเป็นต้องมีซัพพลายเออร์หลายราย หรือกระจายแหล่งผลิตไปหลายภูมิภาค

นอกจากนี้ ธุรกิจยังจำเป็นต้องรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ขาดไม่ได้ เพราะไม่ใช่สินค้าทุกอย่างจำเป็นต้องมีสต็อกสำรองเท่ากัน แต่ธุรกิจควรจัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่จำเป็น แยกให้ได้ว่าวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนไหนเป็นสิ่งจำเป็นและขาดไม่ได้  

เดี๋ยวนี้เราจึงเห็นธุรกิจจำนวนมากที่อ้างอิงการสต็อกของกับฤดูกาลและสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เช่น ในเชียงใหม่ ร้านค้า ร้านกาแฟ ร้านอาหาร จำนวนไม่น้อย ที่เลือกแพลนสต็อกสินค้าน้อยลง หรือลดเมนูลง ในช่วงฤดูฝุ่นที่นักท่องเที่ยวลดลง เพื่อป้องกันปัญหาสินค้าค้างสต็อก

ใกล้ตัวเข้ามาอีก อย่างที่เห็นในน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพมหานครรอบนี้ ที่บรรดาห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต หรือร้านสะดวกซื้อ จำต้องปรับระบบทั้งการสต็อกของ การขนส่งสินค้า เพื่อรับมือในช่วงวิกฤตจากภัยพิบัติ เพราะจะเห็นว่าร้านสะดวกซื้อกับซูเปอร์กลายเป็นศูนย์กลางยามฉุกเฉินของประชาชนจริงๆ

หรือหากบางธุรกิจมีกำลังมากพอ เอไอหรือเทคโนโลยีก็เป็นผู้ช่วยที่ดีที่ช่วยให้มองเห็นห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบเป็นอย่างไร บ้างก็อาจจะจำลองสถานการณ์ต่างๆ ก่อนเกิดขึ้นจริงได้ เช่น บริษัทบางแห่งใช้ AI ช่วยพยากรณ์อุปสงค์และอุปทานในช่วงวิกฤตต่างๆ รวมถึงใช้โมเดลจำลองเสมือนจากวัตถุทางกายภาพ หรือ Digital Twins จำลองกระบวนการผลิต เพื่อมองเห็นปัญหาที่อาจเกิดขึ้นและตัดสินใจได้เร็วขึ้น 

เปรียบง่ายๆ ก็เหมือนกับการวางแผนสำรองเพื่อกระจายความเสี่ยงนั่นเอง

การศึกษาข้อมูลภัยพิบัติจึงกลายเป็นสินทรัพย์ในการบริหารธุรกิจในอนาคต เพราะเราคงเห็นตัวอย่างจากเหตุการณ์น้ำท่วมในไทยหลายครั้งที่ผ่านมาแล้วว่า ผู้คนต่างแย่งกันฉายภาพการพยากรณ์อากาศทั้งฝั่งรัฐ เอกชน คนทั่วไป ซึ่งในมุมหนึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของฝั่งรัฐบาลที่ต้องนำเสนอข้อมูลเหล่านี้ แต่ในสภาวะที่อากาศเป็นเรื่องคาดเดาได้ยาก การศึกษาชุดข้อมูลจากหลายๆ แหล่งแล้วนำมาตรวจสอบข้อมูลรอบด้านจะทำให้ธุรกิจเตรียมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้มากขึ้น ซึ่งเราจะเห็นว่าในเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา ก็มีคนที่นำเรื่องของดาต้าเกี่ยวกับพยากรณ์ภัยพิบัติมาใช้ในมุมธุรกิจมากขึ้น

เปลี่ยนความเปลี่ยนแปลงของโลกสู่สินค้าและตลาดใหม่

เมื่อพูดถึงภาวะโลกรวน ต้องไม่ลืมว่ามันส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน ไม่ใช่แค่ธุรกิจที่ต้องปรับเพื่อป้องกันเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดอีกข้อคือ ผู้บริโภคกับความต้องการใหม่ๆ 

เพราะเมื่ออากาศร้อนขึ้น ฝนตกหนักขึ้น หรือสภาพอากาศไม่แน่นอน พฤติกรรมของผู้คนก็เปลี่ยนตาม และเมื่อพฤติกรรมเปลี่ยน สินค้าและบริการก็ต้องตอบโจทย์กับความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นเช่นกัน

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เมื่ออากาศร้อนขึ้น ผู้คนก็ต้องการสินค้าและบริการที่ช่วยให้ใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น เช่น เสื้อผ้าที่เหมาะกับอากาศร้อน การออกแบบอาคารที่ระบายอากาศได้ดี เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน ไปจนถึงอาหารและวัตถุดิบที่รับมือกับสภาพอากาศได้ดี

ในมุมหนึ่ง การมองการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมและความต้องการผู้บริโภคถือเป็นโอกาสใหม่ๆ ในการพัฒนาสินค้า บริการ และโมเดลธุรกิจใหม่ๆ ได้เช่นกัน

The Visionary CEO’s Guide to Sustainability 2026 หรือรายงานด้านความยั่งยืนประจำปีของ Bain & Company ที่จัดทำขึ้นสำหรับผู้บริหารและผู้นำธุรกิจ ซึ่งเผยแพร่ในเดือนกันยายนที่ผ่านมาระบุว่า ในปี 2025 มีเงินลงทุนด้านความยั่งยืน (sustainability) สูงถึง 2.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ประมาณ 90% กระจุกตัวอยู่ใน 3 กลุ่ม คือ พลังงานสีเขียว อาคาร และการเคลื่อนย้าย (mobility) 

ขณะที่รายงานพบว่า 85% ของผู้บริโภคที่สำรวจใน 5 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ อิตาลี บราซิล และอินโดนีเซีย กังวลเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 79% ในปีก่อน 

สถิติเหล่านี้สะท้อนว่าผู้บริโภคต้องการความช่วยเหลือที่ทำให้พวกเขาสามารถดำรงอยู่กับสภาวะอากาศรวนที่คาดเดาได้ยาก นอกจากมาตรการจากหน่วยงานรัฐในการเตรียมรับมือกับภัยพิบัติที่อาจส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชนแล้ว ในส่วนของภาคธุรกิจเอง การลงทุนกับสินค้า บริการ หรือนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ช่วยให้ผู้คนดำรงชีวิตได้ท่ามกลางวิกฤตก็จะเป็นตัวช่วยให้ระบบในชีวิตประจำวันของสังคมยังดำเนินไปได้โดยไม่หยุดชะงัก หรือเป็นตัวช่วยลดความยากลำบากของผู้คนจากสภาวะโลกที่ไม่เหมือนเดิม

สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ยังยกตัวอย่างด้วยว่า นวัตกรรมอย่างวัสดุก่อสร้างที่ทนความร้อน เมล็ดพันธุ์ทนแล้ง ระบบเก็บน้ำ และระบบชลประทานแบบประหยัดน้ำ สามารถสร้างทั้งความยืดหยุ่นและตลาดใหม่ไปพร้อมกันได้ 

ท้ายที่สุด คงไม่มีใครหรือธุรกิจใดที่หนีภาวะโลกรวนพ้น สิ่งนี้ไม่ได้แค่ส่งสัญญาณ แต่มันกำลังบังคับให้ธุรกิจต้องออกแบบตัวเองใหม่ ตั้งแต่หลังบ้านไปจนถึงหน้าบ้านอย่างเลี่ยงไม่ได้

ที่มา : 

You Might Also Like