La Marzocco เครื่องชงกาแฟอายุ 99 ปี ที่ยังคงใช้ช่างทำมือผลิตสินค้าจนทุกคาเฟ่ต้องมีใช้
นี่คือแบรนด์เครื่องชงกาแฟที่พลิกวงการกาแฟถึงสองครั้งด้วยนวัตกรรมที่พวกเขาสร้างขึ้น
และคือแบรนด์ที่ขึ้นชื่อว่าอยู่เคียงข้างเหล่าบาริสต้ามาแล้วทุกยุคทุกสมัย ตั้งแต่ก้าวแรกๆ ของสตาร์บัคส์ ยาวนานจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของ café culture ในปัจจุบัน
ทั้งความเก่าและความเก๋านี้เอง ที่ทำให้ ‘La Marzocco’ แบรนด์เครื่องชงกาแฟจากประเทศอิตาลีครองใจคนรักกาแฟทั่วโลก และกลายเป็นแบรนด์เครื่องชงกาแฟระดับพรีเมียมที่คอกาแฟต่างก็อยากครอบครอง จนสามารถขยายการส่งออกไปได้กว่า 120 ประเทศทั่วโลก และประเทศไทยก็กำลังจะเป็นหนึ่งในนั้น เพราะแบรนด์เพิ่งจะมาเปิดสาขาที่ไทยด้วย
ตลอด 99 ปีที่ผ่านมา La Marzocco ทำยังไงให้แบรนด์เติบโตได้อย่างโดดเด่นและยั่งยืนท่ามกลางการแข่งขันของธุรกิจเครื่องชงกาแฟที่มีทั้งคู่แข่งหน้าเก่าอันคุ้นเคยและหน้าใหม่ที่เข้ามาร่วมตลาดไม่เว้นวัน
เราขอชวนทุกคนย้อนเวลากลับไปตั้งแต่วันแรกแล้วร่วมเดินทางไปกับ La Marzocco จนถึงวันที่แบรนด์กำลังจะเดินทางเข้าสู่ขวบปีที่หนึ่งร้อยในอีกไม่ช้านี้ แล้วจะได้คำตอบเลยว่าทำไม La Marzocco ถึงเป็นแบรนด์ที่ครองใจคนรักกาแฟได้ยาวนานไม่เคยเปลี่ยนแปลง

สองพี่น้องที่พลิกวงการกาแฟด้วยสองมือ
ในช่วงเวลาที่เทคนิคการชงกาแฟด้วยการใช้ผงคั่วบดละเอียด สกัดออกจากเครื่องด้วยน้ำร้อน หรือ ‘เอสเพรสโซ’ ถูกคิดค้นขึ้น นักธุรกิจหลายคนก็เริ่มกระโดดเข้าสู่ตลาดการชงกาแฟที่สะดวก รวดเร็ว และไม่นานเอสเพรสโซก็กลายเป็นเครื่องดื่มติดตลาดไปทั่วอิตาลี
แต่ต้องบอกก่อนว่า กาแฟเอสเพรสโซต้องใช้กระบวนการผลิตและชงที่ละเอียดอ่อน เพราะใช้แรงดันน้ำสูงดึงสารสกัดจากเมล็ดกาแฟออกมาในเวลาอันสั้น ทำให้ทุกขั้นตอนมีผลต่อรสชาติทันที ตั้งแต่การบดกาแฟที่ต้องทำละเอียดพอดี เพื่อไม่ให้เกิดรสปรี้ยวหรือขมผิดเพี้ยน ต้องกดอัดด้วยน้ำหนักที่สม่ำเสมอ เพื่อให้น้ำร้อนไหลผ่านผงกาแฟได้ทั่วถึงทุกจุด และต้องใช้เครื่องชงที่มีแรงดันมาตรฐาน ควบคุมความร้อนของน้ำให้คงที่ตลอดเวลา

นั่นคือเหตุผลที่เหล่านักธุรกิจด้านกาแฟต่างตามหาเครื่องชงที่ยังคงรักษามาตรฐานรสชาติกาแฟเอสเพรสโซได้ ทำให้ร้านเครื่องยนต์เล็กๆ แห่งหนึ่งในเมืองฟลอเรนซ์ได้รับการว่าจ้างให้ประดิษฐ์เครื่องชงกาแฟขึ้น
Giuseppe Bambi คือช่างเหล็กเจ้าของร้านเครื่องยนต์เล็กๆ คนนั้น เขาไม่ได้เป็นนักธุรกิจหรือบาริสต้า แต่เขาก็ได้รับการว่าจ้างจากนักธุรกิจรายหนึ่งนามว่า Ascanio Galletti ให้ผลิตเครื่องชงกาแฟหม้อต้มแนวตั้ง (vertical boiler) จากโปรเจกต์นี้เอง ทำให้เขาเริ่มหลงใหลการทำเครื่องชงกาแฟ จนได้หยิบสกิลการประดิษฐ์ของตนเองมาต่อยอด ร่วมหุ้นกับพี่ชาย Bruno Bambi ออกแบบโมเดลเครื่องชงกาแฟของตัวเองในปี 1927 พร้อมตั้งชื่อแบรนด์ว่า La Marzocco โดยเลือกใช้โลโก้รูปสิงโต ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมืองฟลอเรนซ์ บ้านเกิดของพวกเขา
แม้ในยามนั้นจะมีผู้ผลิตเครื่องชงกาแฟมากมายในท้องตลาด แต่สิ่งที่ทำให้ La Marzocco โดดเด่นไม่เหมือนใครก็คือการที่สองพี่น้องผลิตเครื่องชงกาแฟทุกเครื่องอย่างตั้งใจด้วยฝีมือของตัวเอง โดยเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูง และใส่ใจในทุกรายละเอียด ทำให้เครื่องชงกาแฟของพวกเขาออกมาสวย มีเอกลักษณ์ จนเกิดฐานลูกค้าประจำที่เข้ามาซื้อและให้ความเห็นในการพัฒนาเครื่องชงกาแฟอย่างต่อเนื่อง

กระทั่งปี 1939 จูเซปเปก็ได้คิดค้นและจดสิทธิบัตรเครื่องชงกาแฟหม้อต้มแนวราบ (horizontal boiler) เครื่องแรกของโลกได้สำเร็จ ที่ช่วยรักษาเสถียรภาพของอุณหภูมิความร้อนได้อย่างดีเยี่ยม ส่งผลให้เอสเพรสโซทุกช็อตถูกชงที่อุณหภูมิเท่ากันอย่างแม่นยำ เครื่องชงกาแฟนี้จึงกลายเป็นต้นแบบของเครื่องชงกาแฟในคาเฟ่ทั่วโลกในเวลาต่อมา เพราะมันถูกออกแบบมาให้สะดวกต่อการยืนชงกาแฟของเหล่าบาริสต้า ลดความเกะกะของหน้าร้าน และทำให้การชงกาแฟสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น
แม้สงครามโลกครั้งที่สองจะทำให้สองพี่น้องต้องหยุดการผลิตเครื่องต้มกาแฟที่ว่า แต่พวกเขาก็ยังมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อไป หลายปีต่อมาพี่น้อง Bambi จึงสามารถส่งเครื่องต้มกาแฟรุ่นใหม่ๆ ออกสู่ท้องตลาดได้อย่างต่อเนื่อง และอีกครั้งในปี 1971 La Marzocco ก็สามารถจดสิทธิบัตรเครื่องต้มกาแฟแบบหม้อต้มคู่ (dual-boiler system) ในชื่อ ‘Gruppo Saturo’ ได้สำเร็จ โดยเครื่องต้มกาแฟนี้ออกแบบมาให้หัวชงเชื่อมตรงกับหม้อต้ม และแยกฟังก์ชั่นการอุ่นและต้มออกจากกัน ทำให้บาริสต้ากะอุณภูมิในการชงได้ง่ายขึ้น นวัตกรรมนี้ทำให้ La Marzocco ขึ้นชื่อว่าสามารถชงเอสเพรสโซที่มีคุณภาพดีไม่เหมือนที่ไหน และทำให้แบรนด์เติบโตอย่างรวดเร็ว ถึงขนาดที่ในไม่กี่ปีให้หลัง La Marzocco ก็ได้กลายเป็นพาร์ตเนอร์กับสตาร์บัคส์ ขายเครื่องชงกาแฟให้กับแฟรนไชส์กาแฟชื่อดัง และอยู่ร่วมกับสตาร์บัคส์มายาวนานถึง 15 ปี
จะเรียกได้ว่า La Marzocco เป็นการผสมผสานระหว่างนวัตกรรมและงานฝีมือของอิตาลี และสไตล์ความเป็นศิลปะในการออกแบบ จนเป็นเอกลักษณ์ที่กำหนดนิยามของวงการ specialty coffee ระดับโลกก็คงไม่ผิดนัก


ทุกโรงงานคือวันวานในเมืองฟลอเรนซ์
เพราะมีต้นกำเนิดในเมืองฟลอเรนซ์ที่รุ่มรวยไปด้วยช่างฝีมือมากคุณภาพ และแบรนด์ยังเกิดขึ้นจากช่างฝีมือที่ประกอบเครื่องชงกาแฟด้วยตนเอง ในวันที่ La Marzocco เติบโตไปจนกลายเป็นแบรนด์ขนาดใหญ่ที่บาริสต้าทั่วโลกต่างพูดถึง ทำให้เมืองฟลอเรนซ์อาจไม่มีพื้นที่มากพอจะรองรับการผลิต จนแบรนด์ต้องขยับขยายโรงงานและสายการผลิตออกไปสู่ในเมืองเล็กๆ ใกล้เคียง และในที่สุดก็ไกลออกไปจนถึงต่างแดน แต่สิ่งหนึ่งที่แบรนด์ยังไม่เคยละทิ้งก็คือการผลิตเครื่องชงกาแฟด้วยเทคนิคเดิม
จนถึงวันนี้เครื่องชงกาแฟทุกตัวของ La Marzocco จึงยังเกิดขึ้นจากการผลิต ประกอบ และทดสอบโดยช่างฝีมือที่มีคุณภาพ และยังทำทุกขั้นตอนให้ใกล้เคียงเดิมกับวันวานในเมืองฟลอเรนซ์มากที่สุด โดยไม่มีหุ่นยนต์เข้ามาแทนที่เลยแม้แต่ขั้นตอนเดียว


ในโรงงานของ La Marzocco สเตชั่นทำงานจะถูกแบ่งอย่างเป็นสัดส่วนพร้อมช่างฝีมือประจำการในแต่ละจุด โดยแต่ละสเตชั่นถูกออกแบบมาเพื่อให้ช่างมองเห็นเครื่องชงกาแฟที่ตนเองต้องประกอบอย่างรอบด้าน เมื่อประกอบจุดหนึ่งเสร็จแล้วก็จะส่งต่อไปยังขั้นตอนถัดๆ ไป และเนื่องจากทุกขั้นตอนยังทำโดยแรงงานมนุษย์ การตรวจสอบระบบจึงเกิดขึ้นแทบจะตลอดกระบวนการ เพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องชงกาแฟของ La Marzocco จะไปถึงมือลูกค้าในสภาพและคุณภาพดีที่สุด
ความพิเศษก็คือช่างฝีมือในโรงงานของ La Marzocco ทุกคนจะได้รับการเทรนด์ให้ทำงานได้ในทุกขั้นตอน เพื่อที่พวกเขาจะได้เข้าใจระบบการผลิตตั้งแต่ต้นจนจบ และสามารถทำงานแทนที่กันได้โดยไม่ติดขัด

ไปให้ไกลทั่วโลก แล้วค่อยๆ กลับมาเติบโตในบ้าน
ในปัจจุบัน เครื่องชงกาแฟของ La Marzocco ได้ออกเดินทางไกลจากฟลอเรนซ์ ไปถึงมือบาริสต้าและคนรักกาแฟแล้วกว่า 120 ประเทศทั่วโลก โดยมีตลาดหลักคือกลุ่มคนรักกาแฟสเปเชียลตีในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และเอเชียโดยเฉพาะประเทศจีน แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ในวันที่แบรนด์เติบโตขึ้นเรื่อยๆ แบบนี้ อิตาลีกลับกลายเป็นเพียงหนึ่งเปอร์เซ็นต์เล็กๆ ของยอดขายทั้งหมด
แผนการของ La Marzocco จึงเป็นการพาแบรนด์กลับบ้าน
สิ่งที่แบรนด์เลือกทำคือการหันกลับมาลงทุนกับตลาดในบ้านอีกครั้ง โดยเริ่มจากการเปิดออฟฟิศการขาย และโกดังในเมืองมิลานในปี 2002 และเริ่มต่อยอดกิจกรรมมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 2009 เพื่อให้แบรนด์ใกล้ชิดกับกลุ่มลูกค้าชาวอิตาลีมากขึ้น พร้อมกันนี้แบรนด์ยังเริ่มลงไปทำกิจกรรมกับนักคั่วกาแฟและร้านกาแฟอิสระในเมือง เพื่อให้คนกลุ่มนี้เห็นว่า La Marzocco อยู่ใกล้ชิดและพร้อมจะสนับสนุนการผลิตกาแฟที่ตั้งต้นจากความใส่ใจของเหล่าบาริสต้าทุกคน
อีกแผนการที่ La Marzocco ทำได้อย่างเนียบเนียนก็คือการแฝงตัวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลงานศิลปะในอิตาลี เช่น ในงาน Milan Design Week ที่แบรนด์ได้ร่วมงานกับดีไซเนอร์หลายแขนง ร่วมกันออกแบบเครื่องชงกาแฟรุ่นพิเศษ หรือเปิดมุมทดลองกาแฟให้ผู้ที่เข้ามาร่วมงาน สิ่งเหล่านี้เองทำให้ภาพจำของแบรนด์ La Marzocco ในฐานะแบรนด์ที่มีต้นกำเนิดจากอิตาลี ซึ่งให้ความสำคัญกับงานคราฟต์และมองการชงกาแฟเป็นศิลปะนั้นชัดเจนมากขึ้น จนทำให้แบรนด์กลับมาเติบโตขึ้นทีละเล็กละน้อยในตลาดบ้านเกิดอีกครั้ง


La Marzocco ไม่ใช่แค่เครื่องชงกาแฟ แต่คือไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียม
ถึงจะเป็นแบรนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความพรีเมียมอยู่แล้ว แต่เพื่อที่จะขยับไปอีกขั้นให้แบรนด์กลายเป็นสัญลักษณ์ของสินค้าไลฟ์สไตล์สุดหรูระดับโลก La Marzocco จึงเลือกใช้จุดเด่นของตัวเองซึ่งก็คือความเป็นตำนานและความคราฟต์ จับมือกับแบรนด์พรีเมียมแขนงต่างๆ ที่ขึ้นชื่อในเรื่องเดียวกัน
ความเป็นไปได้ที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่เครื่องชงกาแฟที่ประดับโลโก้ของแบรนด์พาร์ทเนอร์ แต่เป็นสินค้าไลน์อื่นๆ ที่ต่อยอดในจักรวาลกาแฟ เพื่อจับกลุ่มลูกค้าที่รักทั้งตัวแบรนด์และการดื่มกาแฟ เช่น การร่วมงานกับ POLSPOTTEN แบรนด์เครื่องปั้นเซรามิกจากอัสเตอร์ดัม ที่โดดเด่นเรื่องการทำงานกับช่างศิลป์ท้องถิ่นทั่วโลก ร่วมกันออกแบบแก้วกาแฟเอสเพรสโซสีสดสี่สี ซึ่งเป็นสีเดียวกับเครื่องชงกาแฟรุ่น Linea Mini และ Linea Micra เครื่องชงกาแฟสำหรับชงที่บ้าน ให้ใครที่จับจองเครื่องชงกาแฟของ La Marzocco ได้มีชุดแก้วกาแฟที่เข้าคู่กัน


หรือการร่วมงานกับ Victorinox แบรนด์มีดพับที่ระดับโลกจากสวิตเซอร์แลนด์ ที่เห็นคุณค่าในการทำงานคราฟต์และงานที่ใส่ใจในรายละเอียด ทั้งสองแบรนด์ได้จับมือกันออกแบบมีดพับรุ่นพิเศษที่กลายเป็นอุปกรณ์สารพัดประโยชน์สำหรับการชงกาแฟ เช่น ที่ไขเครื่องชงกาแฟ แท่งเหล็กสำหรับเปิดตะกร้ากรอง มีดช่วยเปิดถุงกาแฟ และเครื่องมืออื่นๆ ที่ทำให้การทำกาแฟง่ายขึ้นเข้าด้วยกัน

นอกจากนี้ La Marzocco ยังเคยก้าวออกไปร่วมงานกับเทศกาลดนตรีระดับโลกอย่าง Tomorrowland ด้วยการออกแบบเครื่องชงกาแฟดีไซน์ใหม่ที่หยิบเอารูปทรงเรขาคณิตและฟอร์มต่างๆ จากธรรมชาติ มาประกอบเข้ากับตัวเครื่องเพื่อสะท้อนธีมของงาน โดยความแปลกใหม่ก็คือ La Marzocco ได้เชิญช่างฝีมือมาตัดเหล็กที่ใช้ในการตกแต่งเครื่องในงาน ทำให้ผู้ที่แวะเวียนมาได้สัมผัสประสบการณ์การประกอบเครื่องชงกาแฟสดๆ ตรงหน้าคล้ายกับตอนอยู่ในโรงงาน พร้อมทั้งเปิดบูธให้ผู้เข้าร่วมงานมาชิมกาแฟ จนทำให้เกิดพื้นที่เล็กๆ สำหรับคอกาแฟ (ที่รักเสียงเพลง) ได้มาพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน
จากบาริสต้าสู่โฮมบาริสต้ากับเครื่องชงกาแฟที่ใครๆ ก็อยากมีไว้ที่บ้าน
แม้ La Marzocco จะเป็นที่นิยมและที่รู้จักในฐานะเครื่องชงกาแฟสำหรับร้านค้า แต่การเติบโตและเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดเข้าสู่ยุคคลื่นลูกที่สาม (Third Wave) ของวงการกาแฟตั้งแต่ช่วงปลายปี 90 ที่ทำให้ผู้คนเริ่มหันมาให้ความสนใจกับการกินกาแฟที่มีแหล่งที่มาและมีกระบวนการผลิตที่ใส่ใจมากขึ้น ยิ่งดันให้ La Marzocco ซึ่งมีกระบวนการผลิตคล้ายงานศิลปะนั้นโดดเด่นยิ่งขึ้น แบรนด์เองเริ่มมองว่าไม่เพียงแค่เจ้าของคาเฟ่ต่างๆ เท่านั้นที่จะสนใจเครื่องชงกาแฟระดับพรีเมียม แต่คอกาแฟประจำบ้านก็ยังเป็นอีกหนึ่งกลุ่มลูกค้าที่น่าจับตามอง

อย่างไรก็ตาม ด้วยราคาที่สูงกว่าเครื่องชงกาแฟทั่วไปจึงไม่ง่ายนักที่แบรนด์จะจับลูกค้าผู้รักการชงกาแฟที่บ้านได้ทุกกลุ่ม La Marzocco จึงวางตัวเองให้พิเศษกว่าการเป็นเครื่องชงกาแฟทั่วไป แต่มองไกลไปถึงการเป็นอุปกรณ์ครัวดีไซน์สวยที่จะชงกาแฟให้อร่อยก็ได้ หรือจะประดับห้องครัวให้มีสีสันก็ดี
สิ่งที่ La Marzocco ทำ จึงเป็นการเพิ่มความหลากหลายของเครื่องชงกาแฟ ทั้งสี ขนาด และวัสดุ เพื่อให้ลูกค้ามีตัวเลือกในการซื้อเครื่องชงกาแฟที่เข้ากับบ้านของตนเองมากที่สุด โดยลูกค้าสามารถเลือกประกอบตัวเครื่องที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ของตนเองได้ผ่านเว็บไซต์ La Marzocco Home ซึ่งในเว็บไซต์ไม่ได้ขายแค่เครื่องชงกาแฟเท่านั้น แต่ยังเป็นแพลตฟอร์มแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับการชงกาแฟง่ายๆ ให้เหล่าโฮมบาริสต้าได้เข้ามาอ่าน และทดลองนำไปใช้เพื่อให้เครื่องชงกาแฟทำงานออกมาอย่างมีคุณภาพสูงสุดด้วย

นอกจากนี้แบรนด์ยังเพิ่มความน่ารักด้วยการทำให้ผู้ซื้อรู้สึกเหมือนได้รับของที่ขนส่งมาจากฟลอเรนซ์ตรงถึงบ้าน ด้วยการออกแบบกล่องของเครื่องชงกาแฟขนาดเล็กสำหรับใช้ที่บ้านให้เหมือนกล่องพัสดุที่ขนส่งมาผ่านเรือ
ท้ายที่สุด เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าคนเมืองอย่างแท้จริง La Marzocco ยังได้เปิดคาเฟ่ในเมืองใหญ่ที่เป็นตลาดสำคัญอย่างซีแอทเทิล เพื่อให้ผู้คนได้เห็นภาพคร่าวๆ ว่าเครื่องชงกาแฟของ La Marzocco นั้นโดดเด่นและแตกต่างอย่างไรก่อนตัดสินใจซื้อ พร้อมเปิดคลาสให้เหล่าบาริสต้าที่มาลองชงกาแฟและใช้ตัวเครื่องไปพร้อมกัน ถือเป็นการพาเครื่องชงกาแฟที่เห็นได้ในเว็บไซต์ออกมาให้ลูกค้าได้ลองสัมผัสจริง
“คุณสามารถเรียนรู้เทคนิคได้ แต่ความหลงใหลนั้นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคุณมีความทุ่มเท ความรัก ความภาคภูมิใจ และความเคารพต่องานของคุณเท่านั้น”
ทุกสิ่งที่ La Marzocco พยายามทำคงสรุปออกมาได้สั้นๆ ตามคำกล่าวข้างต้นซึ่งเป็นความเชื่อที่แบรนด์ยึดถือมาตลอด 99 ปี เพราะต่อให้วงการกาแฟจะมีการแข่งขันสูงสักแค่ไหน หรือต่อให้เทคโนโลยีการผลิตพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดดเพียงใด สิ่งสำคัญที่ทำให้ La Marzocco ยังคงโดดเด่นในตลาดเครื่องชงกาแฟจนถึงทุกวันนี้คงหนีไม่พ้นความรักและความเคารพต่อศิลปะการชงกาแฟ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่สุดที่เหล่าบาริสต้าต่างมองหา

ที่มา:
- https://www.baristahustle.com/lesson/em-horizontal-boiler-machines/
- https://lamarzocco.com/mktcenter/la-marzocco-ne-il-sole-24-ore/
- https://espressooutlet.com/blogs/blog-articles/the-history-of-la-marzocco-a-legacy-of-espresso-innovation?srsltid=AfmBOoqaIIKwyQ-2p4LuslGLwdvRqzsdaPD_EhHvNBsCfAj-vfowv7hx
- https://kaffeemacher.de/en/blogs/kaffeewissen/delonghi-uebernimmt-la-marzocco
- https://www.coffeemachinedepot.com/blogs/news/la-marzocco-why-is-it-the-leader-of-espresso-machines?srsltid=AfmBOopRqxjA4GM7o0fx_1rviOOGHy_RITWrjKX3GuDYggrYJzWrIQZy
- https://home.lamarzoccousa.com/the-story-of-made-in-italy/
- https://www.statesofmatter.com/la-marzocco
- https://home.lamarzoccousa.com/about/mission/
- https://www.victorinox.com/en/La-Marzocco/cms/la-marzocco/
- https://au.lamarzoccohome.com/blog/introducing-our-latest-collaboration-with-polspotten/?srsltid=AfmBOoqngjWbz6P2jo1R0a7nVD5JGQMKjKhuFOgfyxYTPf9BKfCAb-fz
- https://www.lamarzocco.com/it/en/uniting-with-tomorrowland-to-create-a-nature-inspired-espresso-machine/?srsltid=AfmBOoocpTg6UKbsYGBnqIlEpKNSDhOBTpw_T8XDwIHF0klnMUa5bRWb