พื้นที่ดี
The Goodcery เชียงใหม่ 4 ปีของธุรกิจสร้างคอมมิวนิตี้ที่ไม่ใช่เรื่องง่ายในต่างจังหวัด
จะดีแค่ไหน หากในเมืองมีสถานที่สักแห่งที่รวบรวมร้านค้าหลากหลายอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ผ่านการออกแบบพื้นที่อย่างดี โดยไม่ต้องพึ่งพาวันหยุดแค่ในห้าง หรือจบแค่ในร้านกาแฟ
หากเป็นในกรุงเทพมหานคร พื้นที่ดังกล่าวอาจมีตัวเลือกมากมาย แต่ในเชียงใหม่ น้ำตาล–ภัทรานิษฐ์ ศรีจันทร์ดร มองว่ายังน้อยมาก จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้าง The Goodcery เมื่อสี่ปีก่อน เพื่อเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตที่รวบรวมวัตถุดิบจากทั่วทุกภูมิภาคมาวางขาย และทำหน้าที่เป็นพื้นที่รวมคอมมิวนิตี้ของร้านที่มีคาแร็กเตอร์และแนวความคิดในทางเดียวกัน เป็นทางเลือกให้คนได้เข้ามาใช้บริการ
แต่การสร้างพื้นที่เช่นนี้ในเชียงใหม่อาจไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยเงื่อนไขและปัจจัยมากมาย
สี่ปีที่ผ่านมาจึงไม่ได้เปลี่ยนแค่หน้าตาของร้านค้าใน The Goodcery แต่เปลี่ยนวิธีคิดของภัทรานิษฐ์ในการทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการสร้างพื้นที่คอมมิวนิตี้ไปด้วย
แต่แม้จะเป็นเช่นนั้น สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน คือความคิดความเชื่อที่อยากสร้างพื้นที่ให้คนมาใช้เวลาร่วมกัน และผลักดันให้เชียงใหม่มีพื้นที่แบบนี้เกิดขึ้นอีก
คอลัมน์ Micro Wave รอบนี้ เราชวนภัทรานิษฐ์มาสนทนาในวันที่ The Goodcery กำลังก้าวเข้าสู่ขวบปีที่ 5 ถึงแรงผลักดันของการสร้างพื้นที่คอมมิวนิตี้ในจังหวัดเชียงใหม่ และมุมมองที่เปลี่ยนไป ในวันที่เผชิญหน้ากับความเป็นจริงเรื่องอุดมการณ์กับการทำธุรกิจ

เจตจำนงของการสร้างพื้นที่ให้ทุกคนมาใช้ร่วมกัน
“หลายคนอาจจำ The Goodcery ได้จากการเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตที่รวมวัตถุดิบท้องถิ่นจากทั่วประเทศมาวางขาย หรือบางคนอาจจำว่าเป็นร้านกาแฟ แต่ย้อนกลับไปคอนเซปต์แรก เริ่มจากไอเดียที่เราจะพาร้านหลายๆ ร้านมาอยู่ด้วยกัน โดยไม่ได้พยายามจะเป็นร้านใดร้านหนึ่ง ทั้ง Goodcery ที่เป็นร้านขายของชำ มีร้านกาแฟ Taste และก็มีร้านอาหารที่นำวัตถุดิบของ Goodcery มาใช้”
“ตอนนั้น The Goodcery ค่อนข้างจะได้รับความสนใจเยอะ เพราะดูเป็นคอนเซปต์ใหม่ สินค้าที่วางขายก็ดูน่าตื่นเต้น แต่ปัญหาคือ ตอนนั้นคนมีภาพจำว่า The Goodcery คือคาเฟ่ ไม่ได้มองเป็นพื้นที่ที่มีทั้งอาหาร คาเฟ่ แต่เจตจำนงของเราคือการให้ทั้งคนที่เป็นผู้ประกอบการ คนขายของ ผู้บริโภค ผู้คนที่มาใช้พื้นที่ร่วมกัน”
“เราคิดว่า ก่อนหน้านั้นยังไม่มีการทำพื้นที่แบบที่เดินเข้ามาแล้วเห็น มีขายของ มีอาหาร มีคาเฟ่ในเชียงใหม่เยอะเท่าไหร่ คนจะเห็นเป็นคาเฟ่อย่างเดียว แต่เราคิดว่า โอเค เห็นเป็นคาเฟ่ก็ไม่เป็นไร เพราะผลพลอยได้คือคนเดินเข้ามาเพื่อกินกาแฟ และได้เห็นอย่างอื่นด้วย”
“หลังจากนั้น The Goodcery ก็ดำเนินไป บางครั้งคนมาเที่ยวก็มาซื้อของฝาก มากินกาแฟ กินข้าว กลายเป็นว่าดึงความต้องการที่หลากหลายเข้ามาในพื้นที่”

การสื่อสารและสร้างพื้นที่ที่ตอบโจทย์คนในเมืองอย่างแท้จริง
“ความยากคือการสื่อสารว่าพื้นที่แบบนี้คืออะไร แล้วจะออกแบบตัวเองกับที่นี่ยังไง นอกจากมานั่งกินกาแฟ มานั่งคุยกับเพื่อน มานั่งกินข้าว ทำอะไรได้อีก เพราะความจริงแล้วพื้นฐานของการเริ่มต้นตรงนี้คือ พอเราได้พื้นที่มา เราไม่ได้เอาพื้นที่เป็นตัวตั้งแล้วคิดธุรกิจเข้าไปจับ แต่เรามีธุรกิจ มีความต้องการในหัว มี pain point อยู่แล้ว”
“แต่พอหลังจากนั้นมันคือโจทย์ทั้งหมดในการสร้าง ecosystem ของเมืองให้เกิดขึ้น ดังนั้นเราเลยจับวางทุกอย่างให้เป็นแบบนี้ หมายถึงว่ามีร้านแบบไหนในที่เราเลือกมาลงในพื้นที่บ้าง แต่มันก็ผ่านการทดลองมาหลายรูปแบบนะ ต้องคอยทดลองอยู่ตลอดว่า แบบไหนถึงจะใช่”
“ในความเป็นจริง สมมติคอนเซปต์ดี เรามีความตั้งใจจริง คุมคุณภาพได้จริง แต่หากมันไม่เดินไปกับผู้คนในเมือง มันจะตอบโจทย์อะไร แล้วตอบโจทย์คนส่วนใหญ่แบบไหน ก็ต้องปรับไปอีก ย่อยลงไปอีก ทำการทดลองและความเข้าใจทุกวันจนถึงตอนนี้”

เพราะเชียงใหม่ต้องมีพื้นที่แบบนี้
“เชียงใหม่ไม่มีพื้นที่แบบนี้เลยคือปัจจัยหลัก อีกอย่างคือเราเป็นแม่ เรามีลูก ตอนที่เริ่มทำ The Goodcery ลูกก็ยังเด็กอยู่ มันคือแรงขับเคลื่อนที่จะสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับลูก ให้กับคนที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ พ่อเราก็วัยเกษียณ แต่ทำไมพ่อแม่ไม่มีที่ไปพักผ่อนบ้าง พออยู่ในเมือง เรารู้สึกว่าตัวเองมีคำถามกับทุกอย่างไปหมด”
“ทีนี้เรามีต้นทุนคือมีพื้นที่ แต่พื้นที่ของเราไม่ใช่สาธารณะ คนเข้ามาต้องจ่ายเงิน ซึ่งไม่สอดคล้องกับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของคนเชียงใหม่ เพราะคนเชียงใหม่ไม่ได้จับจ่ายกันเยอะขนาดนั้น อันนี้ไม่ได้พูดถึงนักท่องเที่ยวนะ เราเลยอยากทำให้คนเชียงใหม่เข้ามาซื้อกาแฟ 60 บาทก็ใช้พื้นที่ไปเลย อาจจะไม่มีปลั๊ก และพื้นที่สำหรับ working space เพราะเราไม่ได้อยากมุ่งเน้นความเป็น working space ขนาดนั้น ซึ่งก็อาจจะยังยากอยู่”
“ตอนที่มี The Goodcery ก็เป็นความชอบกับความเนิร์ดของตัวเองที่เสาะหาวัตถุดิบต่างๆ มีร้านนู้นร้านนี้เหมือนตอบแพสชั่นของตัวเอง แต่อาจจะสวนทางกับการทำธุรกิจนิดหนึ่ง คนอาจจะมองว่าเป็น social enterprise ก็ได้ แต่เราไม่ได้มองว่าตัวเองเป็น social enterprise ขนาดนั้น เรายังอยากได้กำไรจากสิ่งนี้ แต่สุดท้ายโมเดลมันออกมาเป็นรูปแบบนั้น ก็ต้องยอมรับว่ามันอยู่ยาก แต่เราเก็บทดไว้ในใจ ว่ามันยังไม่หายไปไหน แต่จะออกมารูปแบบไหนก็ต้องแก้โจทย์ต่อ”


ดึงดูดคนทำธุรกิจที่มีความเชื่อเดียวกัน
“เรากลับมาดูว่าสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ในมือคือคอนเนกชั่นที่มี ก่อนหน้านี้เราเคยทำบริษัทเป็น distributor ดังนั้นเพื่อนฝูงที่อยู่ใน F&B ก็เยอะ เราเลยคิดว่าพื้นที่ตรงนี้ต้องมีอาหารสบายๆ ง่ายๆ หรือได้กลุ่มคนที่มีฐานลูกค้า สุดท้ายก็มาเจอร้าน NIYOM ซึ่งเป็นเพื่อนที่รู้จักกันอยู่แล้ว เขาก็อยากมาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน มันตอบโจทย์เราคือเขาเป็นอาหารไทยที่ไม่ต้องคิดเยอะ ไข่พะโล้ แกงปู มีเท่านี้ก็แฮปปี้ เป็นเมนูที่ตรงโจทย์ของเรา เลยชวนมาอยู่ด้วย”
“วิธีการเลือกร้านของเราเลยเหมือนการดึงดูด เราอยากได้คนแบบไหน อยากเจอคนแบบไหน ก็ดึงคนแบบนั้นเข้ามา ดึงคอมมิวนิตี้เข้ามา เป็นคนที่มีความคิดเหมือนกัน”
“ต่อมาคือร้าน &Then มันมาจากความคิดที่เรามองว่า ต้องเอาวัตถุดิบ เอาภาพความคิดวุ่นวายในหัวออกมาเป็นอาหารให้ได้สิ ซึ่งมีอยู่วันหนึ่ง ทำอีเวนต์ของท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ มีวงเสวนาและทำอาหารตามตำราของท่าน วันนั้นเชฟทริช (Trish) ร้าน &Then มาด้วยเพราะอยากฟังทั้งที่ไม่เข้าใจภาษาไทย แล้วได้รู้จักกัน คุยกันรู้เรื่อง แล้วรู้สึกว่าอาหารพม่าน่าสนใจ เลยลองชวนมาทำด้วยกัน”
“ตอนแรกทำเป็นอีเวนต์อาหารพม่า คนจองเต็ม ผลตอบรับดี เห็นแนวทางว่าคนน่าจะสนใจก็เลยคุยกันต่อ จนออกมาเป็นร้าน And then we drink ร้านอาหารฟิวชั่นล้านนา-พม่า ไวน์บาร์ที่เป็นพื้นที่เล่าเรื่องวัฒนธรรมร่วมสมัยของเชียงใหม่”
“พอทำไปได้หนึ่งปีก็คิดว่ามันยังไปต่อได้อีกไหม เลยมานั่งคุยกัน ได้เป็นคอนเซปต์ของร้าน And then we drink ปีที่ 2 จนถึงวันนี้จะเข้าปีที่ 3 จนกลายเป็นอาหารล้านนา Burmese cuisine คือผสมผสานความเป็นล้านนากับพม่า โดยเอาประวัติศาสตร์ มานุษยวิทยา มาตีความทุกอย่างออกมาเป็นอาหาร นี่คือความภาคภูมิใจมากว่า And then we drink คือมาสเตอร์พีซที่ตรงกับทุกอย่างใน ecosystem ของ The Goodcery”


ให้คนเล็กคนน้อยอยู่ในสปอตไลต์
“เรารู้สึกว่าตอนนี้พื้นที่ค่อนข้างลงตัว เพราะมันตรงกับสิ่งที่ทำ คืออยากผลักการใช้พื้นที่ให้ได้มากที่สุด เพราะตอนนี้เรารู้สึกว่าร้านลงตัวแล้ว ไม่ต้องไปวุ่นวายอะไรกับมัน ทุกคนก็อยู่ของตัวเองได้ มีลูกค้า มีฐานแฟนของตัวเอง ทีนี้ก็เหลือแค่การออกแบบการใช้พื้นที่ ซึ่งมันก็ยังเป็นโจทย์วันแรกจนถึงวันนี้ว่าพื้นที่ของเราทำอะไรได้บ้าง”
“ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังต้องทำเรื่อยๆ เราเปิดพื้นที่ชั้น 2 ให้เช่าเป็นบาร์ชื่อ Doplace บาร์ที่มีความอบอุ่น เป็นห้องที่คุณจะทำอะไรก็ได้ เป็น activity room โดยที่เซตอัพออกมาให้รู้สึกสบายที่สุด ส่วนชั้น 3 เป็นสตูดิโอของศิลปินอีกท่านหนึ่ง”
“โซนอื่นๆ ก็จะมี Mani-Tabi ของคนญี่ปุ่น เป็นบริษัททัวร์ที่พาคนญี่ปุ่นไปทัวร์กับชุมชนย่อยๆ ต่างๆ ในเชียงใหม่ แล้วก็มีของขายจากชนเผ่า สิ่งที่เขาทำอยู่ตอนนี้ก็ตรงกับสิ่งที่เราพยายามทำ คือการดึงเอาคนเล็กคนน้อยออกมาอยู่ในสปอตไลต์ เราเลยมองว่าพวกเราทุกคนอยู่ที่ตรงนี้คือคนที่จะช่วยกันทำอะไรบางอย่างให้เกิดขึ้นในเชียงใหม่ได้”
“เพราะก่อนหน้านี้เรารู้สึกว่าเป็นหน้าที่ของตัวเอง ไม่ได้เป็นหน้าที่ของคนอื่น เมื่อก่อนเราจะคิดตลอดว่าเฮ้ย จะทำอันนั้นมาใส่ เอาอันนี้มาใส่ แต่ตอนนี้เริ่มคิดว่า คนที่มาอยู่กับเราตอนนี้โอเคทุกอย่าง มีเอกลักษณ์รูปแบบของตัวเอง แต่มีแนวทางเดียวกัน ตอนนี้ทุกคนดูกลืนกัน เลยคิดว่าอาจจะถึงเวลาที่ The Goodcery จะได้ทำอะไรที่มาจากผู้คนที่อยู่ด้วยกันตรงนี้”
“เหมือนเราเจอแนวทางที่ควรจะเป็น ที่ไม่ได้แตกแถว และยังอยู่ในเป้าหมาย และไม่ใช่เราคนเดียวที่จะต้องทำ เรายังได้การซัพพอร์ตจากคนที่อยู่ด้วยกันตรงนี้ เรามีความเชื่อเดียวกัน นี่คือคอมมิวนิตี้ของเรา แล้วแต่ละร้านก็มีคอมมิวนิตี้ของตัวเองที่คอยซัพพอร์ตอีก”

พื้นฐานธุรกิจจากความเป็น active citizen
“ต้องบอกว่าเรามีความเป็นนักการเมืองและนักประวัติศาสตร์สูง ด้วยพื้นฐานการมองโลกของเราที่ถูกสั่งสอนให้เป็นคนมองโลกเป็นระบบแบบนี้ คือให้มองเชื่อมโยง หาจุดอะไร หลักฐานคืออะไร พิสูจน์หลักฐาน แล้วหาทางแก้ไข”
“เรามีแพสชั่นเกี่ยวกับการเมืองค่อนข้างเยอะ เพราะเรารู้สึกว่ามันคือปัจจัยหลักที่จะเกิดความเปลี่ยนแปลงได้ เพราะฉะนั้น ด้วยพื้นฐานที่เราเรียนประวัติศาสตร์ เราก็มีความเป็น active citizen สูงมาก ซึ่งก็จะเกี่ยวข้องกับความเป็นการเมืองสูงไปด้วย แล้วพอเรามาทำธุรกิจ ซึ่งมันก็เป็นคือพื้นฐานของการทำงานธุรกิจของเรา เพราะมันคือโลกทัศน์ของการใช้ชีวิตและเลือกอาชีพของเรา”
“ทีนี้พอเวลาได้เดินทางและได้เห็นบ้านเมืองอื่น เช่น เราเดินทางไปอังกฤษและเห็นสวนสาธารณะ ก็จะคิดว่า สวนลักษณะนี้ที่บ้านเราคือที่ไหน แบบที่ไม่ต้องมีอะไรไปจับวาง ไม่ต้องมีของเล่นไปวางให้เด็กต้องเล่น ไม่ได้ถูกจับวางและโดนสร้างเลย์เอาต์หรือดีไซน์ออกมาให้คุณต้องทำอะไร แต่เป็นพื้นที่เปล่าที่จะทำอะไรก็ทำ เรารู้สึกว่าความคิดสร้างสรรค์มันเกิดขึ้นจากการมีพื้นที่ว่างเปล่า และมีแค่หญ้า น้ำ ลม”
“นี่คือสิ่งที่เราเห็นแล้วเก็บมาคิดว่าจะหาสถานที่ที่เป็นสวนสาธารณะที่ไม่ได้มีการจัดวางอะไรที่ไหนในเชียงใหม่ ซึ่งที่เชียงใหม่ช่วงหลังก็จะมีอ่างแก้ว หรือสวน อบจ. สวนรถไฟ ที่คนนิยมไป ฉะนั้นเราเชื่อว่าความต้องการของคนเชียงใหม่ที่ต้องการพื้นที่สาธารณะแบบธรรมดาๆ มันยังมี และควรจะมีเพิ่มอีกเรื่อยๆ”
“การได้เห็นสิ่งต่างๆ มันคือโลกทัศน์ที่เราเดินทางและไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เลยคิดว่าถ้าทำธุรกิจ ก็ต้องเป็นธุรกิจที่ทำแล้วเรายังเชื่อกับมันอยู่ทุกวัน ถึงแม้มันจะยากเหลือเกิน”
“ฉะนั้นเราก็จะเป็น active citizen ที่บาลานซ์ตัวเองด้วยความเข้าใจด้วย คือยังต้องสู้ ต้องยึดถือความถูกต้อง ต้องเปลี่ยนแปลงโลก เปลี่ยนแปลงสังคมอยู่ แต่ด้วยความเข้าใจว่า ปัจจัยทุกอย่างคืออะไร เราทำอะไรได้ ทำแบบที่เราก็ยังมีความสุขกับการใช้ชีวิต ไม่สุดขั้วกับมันจนใช้ชีวิตไม่ได้ ลดอีโก้ ลดทุกอย่าง ลดความคิดที่จะต่อสู้แบบไร้ทิศทาง เป็นต่อสู้แบบมีกลยุทธ์ แล้วค่อยๆ ดำเนินมันไป ยอมรับความจริงว่าธรรมชาติเป็นยังไง”

ปัจจัยที่ทำให้พื้นที่เกิดขึ้นยาก
“ถ้าถามว่าทำยังไงให้มีพื้นที่ มันเป็นเรื่องง่าย คุณแค่สร้างพื้นที่แล้วเอาอันนั้นอันนี้มาโยนใส่แล้วทำออกมา ถ้าทำดีได้ก็ดีเลย มันคือทางเลือกของการใช้ชีวิตที่ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี”
“บริบทของความยาก-ง่ายมันอยู่ที่บริบทของที่ตั้ง ในแง่ทั้งจังหวัด และจุดตำแหน่งของที่ตรงนั้นด้วย เราพูดถึงตัวใหญ่อย่างจังหวัด ถ้าเป็นจังหวัดเชียงใหม่ อย่างที่รู้ไม่ได้ง่าย ถ้าจะทำให้ชุมชนไปเลยก็ต้องเป็นแบบนั้น ถ้าจะให้เป็นคนโลคอลไปเลย ก็ต้องเป็นแบบนี้ หรือถ้าเป็นเจนฯ แบบพวกเราที่ได้รับการศึกษาแล้วก็อาจจะเป็นแบบหนึ่ง นักท่องเที่ยวแบบหนึ่ง แต่การที่จะเอาทั้งหมดมาอยู่ด้วยกันได้คือความยาก แล้วความเป็นเชียงใหม่อาจติดเรื่องไม่จับจ่ายใช้สอยของแพง รายได้ต่ำ การจ้างงานต่ำ”
“อีกข้อคือเรื่องผู้ให้เช่าที่ในเชียงใหม่ที่ไม่ได้มีการควบคุม คือกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้กับผู้เช่าและผู้ให้เช่าพื้นที่ก็ยังไม่มี ราคาของการให้เช่าก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีการต่อรอง สุดท้ายเหมือนเป็นการผลักภาระให้กับคนที่ไปเช่ากับผู้ให้เช่า ซึ่งก็ไม่เสี่ยงอะไรอยู่แล้ว ไม่มีเราก็อยู่ได้ ไม่มีเราก็มีคนมาเช่าใหม่ ไม่มีเราก็มีคนจีนมาเช่าต่อ แล้วสุดท้ายเราก็ต้องเสียพื้นที่ดีๆ ไปให้กับอะไรอย่างอื่น เพราะเราไม่มีเงิน สิ่งนี้ก็เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้พื้นที่แบบนี้เกิดขึ้นยาก”

อุดมการณ์กับธุรกิจที่ต้องเดินไปพร้อมกัน
“เราอยากชวนมานึกถึงคำว่าอุดมการณ์ในความคิดของผู้ประกอบการในไทยตอนนี้ มันกลายเป็นว่าถูกหยิบขึ้นมาเพื่อเสิร์ฟให้นโยบายรัฐเช็ก KPI ไปสร้างที่ทางในตลาดโลก เพื่อทั้งหมดถูกป้อนให้กับสัดส่วนการใช้จ่ายของชนชั้นกลางและสูง มีแต่คนกระจุกเดียวที่เสพได้และเข้าใจ อันนี้คือการนำไปใช้ที่เราว่ามันลักลั่นอยู่”
“แต่ยังมีข้อดีคือการเลื่อนชั้นของธุรกิจให้เติบโต และมันเป็นพื้นฐานที่ดีของการสร้างศีลธรรมทางด้านธุรกิจ เราแอบหวังว่าการใช้อุดมการณ์ที่เจตนาดีคือการสร้างนิสัยของการเป็นผู้ประกอบการที่รับผิดชอบมากๆ ต่อระบบนิเวศโดยรวม ซึ่งมันควรส่งเสริมต่อไป”
“แต่ข้อจำกัดของมันอีกเรื่องคือการแตะคำว่าอุดมการณ์ที่ถูกใช้ในโครงสร้างสังคมไทย มันกีดกันบาง sector ออกไปจากระบบ โดยจะไม่มีคำอธิบายให้กับ sector ตรงนั้นว่า ‘มีอุดมการณ์’ ซึ่งอันนี้สอดคล้องกับที่บอกไปว่าจริงๆ คำนี้มันอยู่ในหลักการของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทุกรูปแบบ ทุกขนาด แต่หากเราไม่เรียกมันสวยมากจนจับต้องไม่ได้ เราก็จะมีโอกาสเข้าใจอุดมการณ์ของทุก sector ในไทย ซึ่งตรงนี้มันจะเป็นพลังและคลื่นใต้น้ำเงียบๆ ที่จะเปิดโอกาสให้ตลาดการค้าของไทยผูกขาดน้อยลง เป็นหลักที่เราค่อยๆ แตะให้โอกาสการค้า ส่วนแบ่งการตลาดเกิดขึ้นได้เพียงแค่เราย่อยคำนิยามใหญ่ๆ ลง เพื่อจับต้องความเข้าใจภาพรวมของระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นและระดับชาติได้”
“โดยความคิดตรงนี้ พอเรากะเทาะเจอมันเรื่อยๆ มันเลยประกอบให้เราเข้าใจระบบ แล้วเราก็ขยับปรับตัวเอง กับธุรกิจและกับเครือข่ายที่เราเลือกจะอยู่ในวงจรด้วยกัน เป้าหมายคือเราต้องสุขใจ เราต้องไม่ทำใครเดือดร้อนและพอจะมีแรงเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างได้”