397
September 8, 2026

LVMH Prizeรางวัลที่ไม่เพียงมอบทุนให้ดีไซเนอร์รุ่นใหม่แต่ยังเป็นผู้กำหนดทิศทางรสนิยมและนวัตกรรมของธุรกิจแฟชั่นในอนาคต

เหล่าดีไซเนอร์ คนทำงานสร้างสรรค์ทั้งหลายต่างรู้ดีว่ากว่าจะสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก ไปพร้อมๆ กับสร้างมูลค่าทางธุรกิจไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะแบรนด์แฟชั่นที่ยืนอยู่ท่ามกลางตลาดการแข่งขันความอยู่รอดทางธุรกิจ ศิลปะจึงไม่ใช่แค่ความรู้เดียวที่ดีไซเนอร์ต้องทำงาน แต่กลยุทธ์และการเข้าใจมุมมองธุรกิจก็สำคัญไม่แพ้กัน

เมื่อบริษัทแบรนด์หรูอย่าง LVMH สร้างแพลตฟอร์ม ‘รางวัล’ เพื่อเฟ้นหาดีไซเนอร์หน้าใหม่ พร้อมมอบทุนให้ต่อยอดแบรนด์ในอุตสาหกรรมด้วย จึงเป็นโอกาสที่ต้องคว้าไว้เพื่อใช้ทุนเบิกทางให้แบรนด์แฟชั่นของตัวเองยังไปต่อได้ในอุตสาหกรรมที่แข่งขันกันดุเดือด

รางวัลนี้มีชื่อว่า LVMH Prize for Young Designer ก่อตั้งในปี 2013 โดย Delphine Arnault ซีอีโอ Dior เปิดให้ดีไซเนอร์อายุต่ำกว่า 40 ปี ที่เคยออกคอลเลกชันแบรนด์ของตัวเองมาแล้วอย่างน้อย 2 คอลเลกชัน ส่งผลงานเข้ามาให้คณะกรรมการตัดสิน โดยผู้ชนะรางวัลสูงสุดจะได้รับเงินรางวัล 400,000 ยูโร พร้อมรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญในเครือบริษัท LVMH เช่น การผลิต กลยุทธ์แบรนด์ และการค้าปลีก เป็นเวลา 1 ปี และยังมีรางวัลพิเศษอื่นๆ ที่ได้รับเงินรางวัลต่างออกไป พร้อมคำแนะนำจากบริษัท LVMH เพราะจุดประสงค์ไม่ใช่การมอบรางวัลแล้วจบไป แต่เป็นการเร่งการเติบโตของธุรกิจเสื้อผ้าของแบรนด์นั้นๆ ให้ยังมีศักยภาพในตลาดอยู่

แต่อิทธิพลของ LVMH Prize ที่แท้จริงอยู่ที่รายชื่อคณะกรรมการตัดสินในแต่ละปีมากกว่า ซึ่งรวมผู้กำหนดเทรนด์ รสนิยม และนวัตกรรมแฟชั่นแห่งวงการเอาไว้ การได้ชื่อว่าผลงานของตัวเองต้องตาถูกใจดีไซเนอร์แห่งยุคย่อมมีความหมายยิ่งกว่ามูลค่าเงินที่ได้รับ

ในวาระที่ LVMH Prize ประจำปี 2026 ได้ประกาศผู้ชนะรางวัล คือ Julie Kegels ดีไซเนอร์ชาวเบลเยียม Recap ตอนนี้จึงชวนไปสำรวจว่า ทำไม LVMH Prize เป็นมากกว่ารางวัลและแพลตฟอร์มที่ช่วยนักออกแบบรุ่นใหม่ได้ลืมตาอ้าปากจากการรับทุนไปสร้างแบรนด์ของตัวเอง แต่ยังเป็นพื้นที่ขยายอิทธิพลทางด้านแฟชั่นของบริษัทในเครือ LVMH ด้วย

เพราะดีไซเนอร์รุ่นใหม่ต้องการต้นทุนทั้งในรูปแบบเงินและคอนเนกชั่น

“เส้นทางของนักออกแบบรุ่นใหม่ไม่ได้ราบรื่นเสมอไป การทำแบรนด์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความคิดสร้างสรรค์เพียงอย่างเดียว พวกเขาต้องการการสนับสนุนด้านการเงิน วิชาชีพ และอารมณ์ พวกเขาต้องการที่ปรึกษา แพลตฟอร์มสนับสนุน และกำลังใจจากพวกเราทุกคนเพื่อให้ประสบความสำเร็จ การสนับสนุนนักออกแบบเหล่านี้ เราไม่ได้เพียงแต่สนับสนุนพรสวรรค์ของแต่ละบุคคลเท่านั้น แต่ยังเป็นการสนับสนุนนวัตกรรม ความหลากหลาย และความก้าวหน้าในอุตสาหกรรมแฟชั่นด้วย” นาตาลี พอร์ตแมน ตัวแทนผู้มอบรางวัล LVMH Prize ปี 2024 กล่าว 

อย่างที่นาตาลีกล่าวไว้ โอกาสที่คนรุ่นใหม่จะก้าวขาเข้าสู่วงการแฟชั่นไม่ใช่เรื่องง่าย ยืนยันข้อเท็จจริงนี้จาก Maria Grazia Chiuri อดีตครีเอทีฟไดเรกเตอร์ Dior ปี 2017

“เท่าที่ฉันจำได้ตอนที่ฉันเริ่มทำคอลเลกชั่นแรกๆ ที่โรงเรียนแฟชั่น มันไม่ได้อยู่ในระดับนี้เลยจริงๆ คอลเลกชั่นของเราเรียบง่ายกว่านิดหน่อย ตอนนี้มันแตกต่างออกไป ฉันเห็นคุณภาพที่มากขึ้น” เธออธิบายภาพที่เห็นในฐานะคณะกรรมการ LVMH Prize ปี 2017 

คิอูริเล่าถึงความสำคัญของรางวัลนี้ว่า การเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นเส้นทางอาชีพเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะโอกาสที่คุณจะได้อยู่ร่วมห้องกับครีเอทีฟไดเรกเตอร์ทรงอิทธิพลไม่ใช่เรื่องง่าย แม้กระทั่งคนที่เรียนจบปริญญาโทด้านแฟชั่นก็แทบไม่มีโอกาสแบบนี้ “ตอนที่ฉันเริ่มทำงานในวงการแฟชั่น ปกติแล้วคุณจะต้องเริ่มด้วยการเสิร์ฟกาแฟ” คิอูริกล่าวติดตลก “ฉันก็เริ่มต้นแบบนี้ค่ะ” 

ไม่แปลกเลยที่จะมีผู้สมัครเข้ามาสู่เวที LVMH Prize หลายพันคนต่อปี โดยขั้นแรกจะมีผู้เชี่ยวชาญในวงการแฟชั่น ทั้งบรรณาธิการนิตยสารแฟชั่น นักเขียนและนักวิจารณ์แฟชั่น นักธุรกิจค้าปลีก นางแบบ-นายแบบ นักแสดง ดีไซเนอร์ และครีเอทีฟไดเรกเตอร์กว่า 50 คนร่วมพิจารณาคัดเลือก ซึ่งปี 2026 แบรนด์แฟชั่นไทยอย่าง ‘NONG RAK’ ก็เข้ารอบ 11 ทีมสุดท้ายด้วย

จากนั้นจะคัดเลือกผู้เข้ารอบ 8 คนสุดท้าย เพื่อนำเสนอคอลเลกชั่นให้คณะกรรมการตัดสิน ซึ่งประกอบไปด้วยคนในเครือ LVMH ไม่ว่าจะเป็นเหล่าครีเอทีฟไดเรกเตอร์ ผู้บริหาร เซเลบริตี้ แบรนด์แอมบาสเดอร์ รวมทั้งดีไซเนอร์และผู้เชี่ยวชาญในวงการแฟชั่นที่เคยร่วมงานกับ LVMH 

“แบรนด์ของเราได้ก้าวสู่จุดเริ่มต้นจริงๆ หลังจากชนะรางวัลพิเศษ” Tina Sutradhar หนึ่งในผู้ก่อตั้งเบื้องหลังแบรนด์ Miuniku จากมุมไบกล่าว ทีน่าและนิกิตะ น้องสาวของเธอได้รับรางวัล LVMH Prize ในปี 2014 ซึ่งสร้างอิมแพกต์ต่อแบรนด์ที่เพิ่งเปิดได้ไม่นาน การได้รับทุนจากรางวัลนี้ทำให้พวกเธอเช่าพื้นที่สตูดิโอผลิตเสื้อผ้าได้มากขึ้น  

“ทุกอย่างเป็นเรื่องใหม่มาก และเรามีคำถามมากมายว่าเราควรเดินหน้าต่อยังไง อะไรคือสิ่งต่อไปที่เราควรทำ” สองพี่น้องเจ้าของแบรนด์ Sutradhars กล่าวถึงการได้รับคำแนะนำจากดีไซเนอร์ในเครือ LVMH โดยพวกเธอให้เครดิต Sophie Brocart ซีอีโอของ Nicholas Kirkwood แบรนด์ในเครือ LVMH ที่ให้คำแนะนำตลอด แม้ว่าจะเกินกำหนดรางวัลที่ให้ปรึกษาได้ภายใน 1 ปีแล้วก็ตาม “เธอยังคงมาพบเราและดูคอลเลกชั่นของเราทุกฤดูกาล” ทีน่ากล่าว “เรายังคงเรียนรู้และมีหนทางอีกยาวไกล แต่เราไม่อาจขอการเริ่มต้นที่ดีกว่านี้ได้เลย”

เช่นเดียวกับ Vejas Kruszewski ดีไซเนอร์ชาวแคนาดาที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ LVMH Prize ปี 2016 เมื่ออายุได้เพียง 19 ปี ทำให้เขาเป็นดีไซเนอร์ที่อายุน้อยที่สุดที่ได้รับรางวัลนี้ 

“แบรนด์นี้คงไม่มีอยู่ถ้าผมไม่มีเงินจากรางวัลนั้น” ครุสเชฟสกี้อธิบาย ก่อนจะบอกว่ารางวัลนี้ทำให้เขาได้รับการยอมรับมากขึ้น มีโอกาสใหม่ๆ เข้ามาจนสามารถย้ายฐานการผลิตจากแคนาดา–ซึ่งไม่ใช่เมืองศูนย์กลางแฟชั่น–ไปยังอิตาลี ประเทศแห่งศิลปะและแฟชั่น ช่วยให้คอลเลกชั่นของแบรนด์เข้าถึงฝั่งยุโรปมากขึ้น

แม้กระทั่งดีไซเนอร์บางคนที่มีพื้นที่วางขายคอลเลกชั่นของตัวเองมากมายแล้วก็ยังมองว่าการเข้าร่วมรางวัล LVMH Prize เป็นสิ่งจำเป็น Martine Rose ดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์แฟชั่นผู้ชาย Martine Rose เข้าร่วมแข่งขันในปี 2017 ช่วงเวลาเดียวกับที่มีร้านค้าจำหน่ายคอลเลกชั่นเธอกว่า 60 แห่งแล้ว “มันเป็นเกมที่แปลกดี มันเปลี่ยนแปลงได้ในพริบตา” เธอกล่าวถึงความยากลำบากของระบบอุตสาหกรรมแฟชั่นที่แม้จะยกย่องดีไซเนอร์หน้าใหม่ให้ประสบความสำเร็จ แต่ก็ยังขาดโครงสร้างรองรับให้นักออกแบบรักษาแบรนด์ให้ยั่งยืนไปได้  

ไม่เพียงแค่นักออกแบบที่ชนะเลิศจะได้รับความสนใจเพียงเท่านั้น บางคนที่ปรากฏรายชื่อเข้ารอบช่วงท้ายๆ ก็ได้รับความสนใจไม่น้อย 

“การประกวดอื่นๆ พอจบลงแล้วก็แทบไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกเลย แต่กับ LVMH และแบรนด์ต่างๆ ในเครือ การสร้างเครือข่ายและโอกาสนั้นน่าทึ่งมาก มันเป็นการสนับสนุนยอดเยี่ยมในการนำนักออกแบบหน้าใหม่สู่เวทีโลก และยังเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้สำหรับบริษัทอย่าง LVMH ในการพบปะกับนักออกแบบรุ่นใหม่ที่มีพรสวรรค์ที่สุดในโลกทุกปี” Greg Rosborough ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ Abasi Rosborough จากนิวยอร์กกล่าว แบรนด์ของเขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลในปี 2017 และถึงแม้ว่าจะไม่ได้เข้ารอบ 8 แบรนด์สุดท้าย แต่รอสโบโรห์ก็ยังมองว่าประสบการณ์นี้มีค่า “การได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงถือเป็นการยืนยันที่สำคัญสำหรับผลงาน กระบวนการทำงาน และสตอรีของเรา” แบรนด์ของเขาได้รับความสนใจจากสื่อมากขึ้น หลังจากเข้ารอบ 21 คนสุดท้าย ช่วยสร้างการเติบโตในฐานะธุรกิจแฟชั่นอีคอมเมิร์ซเช่นกัน

รอสโบโรห์ยังบอกว่า สิ่งสำคัญคือ เขาได้รับคำแนะนำจากดีไซเนอร์ชื่อดังในเครือ LVMH และสถาบันด้านแฟชั่นที่มีชื่อเสียง “เราได้รับคำแนะนำจากพวกเขาทั้งข้อมูลอินไซต์ การเปรียบเทียบแบรนด์ให้เห็นภาพ และความคิดเห็นที่ยอดเยี่ยม” 

แต่ไม่ใช่ทุกแบรนด์ที่จะประสบความสำเร็จแม้คว้ารางวัลสูงสุดของ LVMH Prize แบรนด์ Thomas Tait และ Hood By Air ผู้ชนะในปี 2014 ต่างก็เลิกผลิตคอลเลกชั่นไปแล้ว 

Ana Andjelic นักวางกลยุทธ์แบรนด์หรูกล่าวว่า LVMH Prize อาจไม่ใช่แพลตฟอร์มที่เกื้อหนุนดีไซเนอร์ในระยะยาว “มันเลียนแบบโครงการเร่งพัฒนาธุรกิจในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ต่างกันตรงที่รางวัลนี้มีผู้ให้คำปรึกษาจากอุตสาหกรรมแฟชั่นแบบดั้งเดิม” ถึงอย่างนั้นก็ต้องกล่าวว่า การที่จะปั้นแบรนด์ให้ไปต่อได้ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์ด้วย Steven Kolb ประธานบริหารของ CFDA กล่าวอย่างกำชับว่า “การตัดสินใจทางธุรกิจเป็นของพวกเขาเอง ไม่ว่าพวกเขาจะได้รับคำแนะนำและการสนับสนุนมากแค่ไหนก็ตาม”

อิทธิพลที่ยิ่งใหญ่ของ LVMH Prize คือการรับรองผลงานจากดีไซเนอร์ชื่อดังระดับโลก

แน่นอนว่ารางวัลนี้มีความหมายมหาศาลสำหรับนักออกแบบรุ่นใหม่ เพราะเรารู้กันดีว่าเส้นทางการสร้างแบรนด์เข้าสู่ตลาดไม่ใช่เรื่องราบรื่นเสมอไป การทำแบรนด์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความคิดสร้างสรรค์เพียงอย่างเดียว พวกเขาต้องการการสนับสนุนด้านการเงิน และต้องการต้นทุนที่ไม่สามารถควานหาได้ง่ายๆ หากไม่พาตัวเองเข้าไปคลุกในวงการ นั่นคือการได้รับองค์ความรู้และคำแนะนำแบบอินไซต์จากบริษัทหรูอย่าง LVMH 

แต่อิทธิพลของ LVMH Prize ไม่ได้อยู่ที่เงินรางวัลแต่อย่างใด อำนาจที่แท้จริงที่ผู้ชนะได้รับมาจากการรับรองของคณะกรรมการตัดสินมากกว่า เพราะจะมีสักกี่บริษัทที่รวมครีเอทีฟไดเรกเตอร์ ผู้เป็นมันสมองของวงการและทรงอิทธิพลในการกำหนดทิศทางโลกแฟชั่นบนรันเวย์มาร่วมเฟ้นหาดีไซเนอร์สายเลือดใหม่ของวงการได้ 

ตั้งแต่ปี 2013 LVMH Prize รวบรวมรายชื่อผู้เชี่ยวชาญที่ทรงอิทธิพลในวงการแฟชั่นมาเป็นคณะกรรมการตัดสินรางวัล เช่น Karl Lagerfeld อาร์ตไดเรกเตอร์ของ Fendi, Nicolas Ghesquière อาร์ตไดเรกเตอร์ของ Balenciaga และฝั่งเสื้อผ้าผู้หญิงของ Loius Vuitton, Maria Grazia Chiuri อดีตอาร์ตไดเรกเตอร์ Dior และปัจจุบันคืออาร์ตไดเรกเตอร์ Fendi, Linda Loppa อดีตผู้อำนวยการสถาบัน Polimoda หนึ่งในโรงเรียนสอนแฟชั่นที่ดีที่สุดในโลก, Cathy Horyn นักเขียนและนักวิจารณ์แฟชั่นชื่อดัง เจ้าของบล็อก On The Runway, Tim Blanks นักเขียนแฟชั่น เจ้าของรางวัลสูงสุดของวงการวารสารศาสตร์แฟชั่นอย่าง Media Award โดย Council of Fashion Designers of America  

ยังไม่นับรวมรายชื่อครีเอทีฟไดเรกเตอร์และดีไซเนอร์ชื่อดังที่ปรากฏในภาพถ่ายคณะกรรมการตัดสินรางวัล LVMH Prize ปีล่าสุด ซึ่งสร้างเสียงฮือฮาในวงการแฟชั่น จนคนเรียกว่า นี่คือ ‘แก๊ง Avengers’ ไม่ว่าจะเป็น Jonathan Anderson ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ Dior, Pharrell Williams ครีเอทีฟไดเรกเตอร์เสื้อผ้าผู้ชายของ Louis Vuitton, Sarah Burton ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของ Givenchy, Phoebe Philo อดีตครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของ Celine, Michael Rider ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของ Celine, Jack McCollough และ Lazaro Hernandez ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ Loewe, รวมทั้งดีไซเนอร์ชื่อดังในอุตสาหกรรมแฟชั่น ทั้ง Nigo ผู้ก่อตั้งแบรนด์ HUMAN MADE และ Stella McCartney ดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์แฟชั่นหรูรักษ์โลกและวีแกน 

นอกจากนี้ยังมีเหล่าแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ LVMH ที่ได้เข้าร่วมเป็นกรรมการแต่ละปี โดยปี 2026 นี้ญาญ่า–อุรัสยา เสปอร์บันด์ ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์ Louis Vuitton และ Priyanka Chopra Jonas ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์ Dior ก็ได้เป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการด้วย

ด้วยรายชื่อเหล่านี้เอง ไม่แปลกเลยที่รางวัล LVMH Prize ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมาจะได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็วว่าเป็นหนึ่งในการประกวดที่มีชื่อเสียงที่สุดสำหรับนักออกแบบรุ่นใหม่ในวงการแฟชั่นทั่วโลก และให้การรับรองดีไซเนอร์รุ่นใหม่ที่ไปต่อยอดแบรนด์ตัวเองจนโด่งดัง เช่น Cecilie Bahnsen ดีไซเนอร์ชาวเดนมาร์กที่เคยนำเสื้อเชิ้ตและสม็อกเด็กนักเรียนหญิงอันประณีต ซ้อนทับความหวานของตาข่ายและลูกไม้เข้ากับความแข็งแกร่งตามสไตล์ของเธอเข้ามาจัดแสดงในการแข่งขัน LVMH Prize ปี 2017 และ Yoon Ahn ดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์เครื่องประดับชื่อดังอย่าง Ambush ก็เข้ารอบสุดท้ายในปี 2017 เช่นกัน

นั่นหมายความว่าผู้ชนะรางวัลหรือผู้เข้ารอบ LVMH Prize ก็ไม่จำเป็นต้องเข้าทำงานให้เครือ LVMH เสมอไป ดีไซเนอร์บางคนก็ได้รับการว่าจ้างให้ทำงานในบริษัทคู่แข่งของ LVMH จะบอกว่ารางวัลนี้ทำให้ภาคอุตสาหกรรมแฟชั่นได้รับประโยชน์ก็ได้ เพราะแพลตฟอร์มถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่ไม่ต้องไปสุ่มหาดีไซเนอร์ หรือไม่ได้ดีไซเนอร์ที่มีความรู้ทั้งดีไซน์และธุรกิจ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่าสำหรับ LVMH ด้วย เพราะการสนับสนุนระบบรางวัลที่โด่งดังในอุตสาหกรรมคือการสร้าง ‘มาตรฐาน’ วงการแฟชั่น และสร้าง ‘สถาบันรางวัล’ ที่ได้รับการยอมรับคุณภาพในระดับอุตสาหกรรม 

ดังนั้นผลประโยชน์ก็ยังอยู่ที่ LVMH อยู่ดี เพราะการมีชื่อรางวัลนี้ห้อยท้ายดีไซเนอร์ก็คือตราประทับว่าใครคือผู้กำหนดทิศทางแฟชั่นและมองเห็นพรสวรรค์ของดีไซเนอร์รุ่นใหม่ 

อ้างอิง

nytimes.com/2017/03/06/fashion/paris-fashion-week-lvmh-prize.html https://www.thebestmagazine.in/article/why-the-lvmh-prize-still-matters-even-if-youve-never-met-a-finalist 

vogue.co.uk/article/how-the-lvmh-prize-became-one-of-the-most-important-contests-in-fashion 

weshmindjournal.com/journal/lvmh-prize-2026-jury-power-analysis 

Writer

ตอนเด็กๆ อยากทำงานเขียนเพราะชอบอ่านหนังสือ ตอนโตอยากทำงานเขียนเพราะต้องการเงิน

You Might Also Like