461
September 1, 2026

ธุรกิจเทคโนโลยีกำลังทำอะไรกับ Data Center ทั่วโลก?

ท่ามกลางการใช้งาน AI แทบทุกเรื่อง ทำให้ดูเหมือนว่าเครื่องมือนี้ทำให้ชีวิตประจำวันผู้คนขับเคลื่อนง่ายขึ้น ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล ช่วยตัดสินใจได้อย่างน่าอัศจรรย์ แต่โครงสร้างพื้นฐานที่ขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลังเครื่องจักรนั้นกลับไม่ใช่สิ่งที่น่าอภิรมย์เท่าไหร่นัก โดยเฉพาะโรงงานที่ต้องทำให้ AI รันระบบไปได้ นั่นคือ Data Center  

ยิ่งคนใช้ AI มากขึ้น เหล่าบริษัทเทคโนโลยีต่างก็พร้อมใจสร้าง Data Center ขึ้นหลายแห่ง ซึ่งกำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักจากการใช้พลังงานน้ำและไฟฟ้ามหาศาล จนทำให้ชุมชนรอบๆ ได้รับผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมและขาดแคลนทรัพยากรอุปโภคบริโภค

นี่คือที่มาที่ทำให้ข่าวการเกิดขึ้นของ Data Center ในไทย โดยเฉพาะการก่อสร้างใกล้พื้นที่อยู่อาศัยของเมืองหลวงกลายเป็นประเด็นที่คนกำลังส่งเสียงเรียกร้องมาตรการจัดการ เพราะถ้าย้อนดูสถิติ 3 ปีที่ผ่านมา Data Center ในไทยเติบโต 54% ขึ้นเป็นฮับด้านอุตสาหกรรมดิจิทัลอันดับ 4 ของอาเซียน มีเม็ดเงินลงทุนกว่า 5.3 แสนล้านบาท ตั้งอยู่ในกรุงเทพกว่า 30 แห่ง และยังกระจายตัวในเมืองอุตสาหกรรมทั่วประเทศ โดยที่ไม่มีการสำรวจผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมเลย

ไทยจึงกลายเป็นประเทศ ‘เนื้อหอม’ ที่บริษัทเทคโนโลยีต่างเร่งเข้ามาจับจองพื้นที่ก่อสร้าง Data Center เพราะก่อนหน้านี้ยังไม่มีกฎหมายควบคุมบริษัทพัฒนา AI ทำให้ตั้งแต่ปี 2567 บริษัทที่ได้รับการอนุมัติก่อสร้างจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) แล้ว 42 โครงการ มูลค่า 750,000 ล้านบาท 

ไม่ใช่แค่ในไทยเท่านั้น หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับ Data Center ล้นทะลักในหลายเมือง ไม่พ้นแม้กระทั่งเมืองหลวงญี่ปุ่นอย่างกรุงโตเกียวที่มีการสร้าง Data Center ข้างโตเกียวทาวเวอร์ ซึ่งผู้ลงทุนคือบริษัท NEXTDC ผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลรายใหญ่จากประเทศออสเตรเลีย เกิดเป็นดราม่าในหมู่คนญี่ปุ่นที่เห็นการสร้างกล่องคอนกรีตขนาดใหญ่บังทัศนียภาพของแลนด์มาร์กประวัติศาสตร์ระดับโลก รวมถึงความกังวลเรื่องการใช้พลังงานไฟฟ้ามหาศาล เสียงรบกวนขณะเครื่องทำงาน และความร้อนที่ปล่อยออกมาสู่ชุมชนจากระบบระบายความร้อนของโรงงาน AI 

เช่นเดียวกับผลสำรวจของ Heatmap Pro และ Embold Research ที่บอกว่าคนอเมริกัน 1 ใน 4 คัดค้านการสร้าง Data Center ในชุมชนตัวเอง แม้กระทั่งนักการเมืองในพรรคริพับลิกันยังเตือนกันว่า พวกเขาต้องแสดงให้ประชาชนเห็นถึงการต่อต้านการเกิดขึ้นของโรงงาน AI เพราะไม่เช่นนั้น อาจทำลายฐานเสียงในสนามเลือกตั้งได้ รวมทั้ง 83% ของคนที่เลือกพรรคเดโมแครตก็ไม่เห็นด้วยกับ Data Center แปลความอย่างเข้าใจง่ายคือ แม้กระทั่งในสังคมที่มีความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกัน ก็ยังเห็นตรงกันว่า Data Center กำลังเป็นภัยคุกคามสำหรับพวกเขา

ในไทยเองก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงการเกิดขึ้นของ Data Center ในขณะเดียวกัน ภาครัฐก็ต้องการขับเคลื่อนฐานเศรษฐกิจไทยให้โตขึ้นด้วยการเกาะจับไปตามห่วงโซ่เศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเติบโตอย่างมหาศาล 

คำถามก้อนใหญ่ของไทยคือ ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นจาก Data Center ได้จริงไหม เมื่อมีผลกระทบด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ซึ่งยังมีอุตสาหกรรมอื่นๆ และประชาชนที่ต้องพึ่งพาแหล่งน้ำและไฟฟ้าเดียวกันอยู่ Recap ตอนนี้จะพาไปสำรวจธุรกิจเทคโนโลยีที่กำลังลงทุนกับปัญญาประดิษฐ์กว่าล้านล้านบาท และเป็นที่มาให้ Data Center ผุดเป็นดอกเห็ดในหลายเมืองทั่วโลก

ทำไมหลายบริษัทต้องเร่งสร้าง Data Center? 

ถ้าจะตามหาอุตสาหกรรมไหนที่สร้างสถิติถี่ขึ้นเรื่อยๆ คงไม่พ้น วงการดิจิทัล ที่ตอนนี้ ทุกๆ สองเดือน บริษัทยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีต่างสร้างสถิติจำนวนเงินลงทุนพัฒนา AI  

ทั้ง Amazon ที่ประกาศว่าค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนปัญญาประดิษฐ์ และ Data Center รวมอยู่ที่ 53 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในไตรมาสที่สอง เพิ่มขึ้น 69% จากปีก่อนหน้า Meta ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 55% จากปีที่แล้ว ส่วน Microsoft ลงทุนพุ่งสูงขึ้น 69% เช่นกัน 

ตามการประมาณการของ Wall Street ตัวเลขการลงทุน AI มีแนวโน้มที่จะพุ่งสูงไปจนถึงปีหน้า ทั้ง Amazon, Google, Meta และ Microsoft คาดว่าจะใช้เงินถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการสร้าง Data Center และติดตั้งชิปขั้นสูง บรรดาคนในวอลล์สตรีทต่างตั้งคำถามว่าการใช้จ่ายนี้สมเหตุสมผลเมื่อใด เพราะบางบริษัทก็เผชิญอาการขาดทุน เพราะยังไม่ได้กำไรกลับมาจากการพัฒนา AI 

ถึงอย่างนั้น บริษัทเหล่านี้ก็ยืนยันว่าตัวเองลงทุนถูกที่ถูกทางอยู่ Anat Ashkenazi หัวหน้าฝ่ายการเงินของ Alphabet บริษัทแม่ของ Google พยายามยืนกรานด้วยการพูดว่า “ตราบใดที่เรายังเห็นโอกาสการลงทุนที่น่าดึงดูดเหล่านี้ เราก็จะยังคงลงทุนต่อไป”

ในวงการเทคโนโลยี การสร้าง Data Center มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ในอุตสาหกรรมมักเรียกว่า ‘โรงงาน AI’) ได้กลายเป็นการลงทุนที่สำคัญสำหรับการพัฒนาระบบขั้นสูงและทำให้พร้อมใช้งานสำหรับลูกค้า บริษัทต่างๆ แข่งขันกันเปิด Data Center  

Susan Li หัวหน้าฝ่ายการเงินของ Meta บอกว่าบริษัทกำลังหาที่ดินและมองหาพลังงานไฟฟ้า สำหรับสร้าง Data Center ให้ได้มากที่สุดในปี 2026-2027 แม้ว่าบริษัทจะยังไม่ได้วางแผนอย่างแน่ชัดว่าจะใช้พลังการประมวลผลยังไงในอนาคตก็ตาม

ประเด็นที่บริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้ถูกวิจารณ์มาหลายปีคือ Data Center สร้างผลกระทบต่อทรัพยากรและชุมชนโดยรอบ เพราะต้องเปิดทำงานตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อประมวลผลข้อมูล และระบบ AI ต้องใช้ไฟฟ้าสูงมาก อาจส่งผลให้ภาพรวมค่าไฟแพงขึ้นหรือกระทบต่อเสถียรภาพโครงข่ายไฟฟ้า 

เมื่อใช้ไฟเยอะย่อมส่งผลมาถึงการระบายความร้อนขณะเครื่องทำงาน ระบบทำความเย็น (cooling system) ของศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ใช้น้ำสะอาดปริมาณหลายล้านลิตรต่อวัน เคยมีการเปรียบเทียบว่า การถาม-ตอบกับ AI ประมาณ 20–25 ครั้ง จะใช้น้ำประมาณ 500 มิลลิลิตร หรือเทียบเท่ากับ น้ำดื่มขวดเล็ก 1 ขวด ฟังแค่นี้อาจดูไม่เยอะ แต่ถ้าเทียบกับตัวเลขที่มีผู้ใช้งาน AI กว่าพันล้านคนทั่วโลก ก็นับว่า Data Center แต่ละแห่งต้องดึงน้ำไปใช้จำนวนมาก ซึ่งอาจสร้างปัญหาขาดแคลนน้ำในพื้นที่หรือกระทบชุมชนรอบข้าง 

ผลกระทบที่ว่ามานี้ยังไม่นับรวมปัญหาเรื่องเสียงของเครื่องขณะทำงาน และความเสี่ยงสารเคมีที่เกิดจากน้ำทิ้งในระบบหล่อเย็น ซึ่งอาจปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ

นี่ไม่ใช่การคาดการณ์จากผู้เชี่ยวชาญ แต่เป็นปัญหาที่มีชุมชนในอเมริกาได้รับผลกระทบแล้วจริงๆ เช่น เขตลูดูน ในตอนเหนือของรัฐเวอร์จิเนียกำลังเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง เนื่องจากน้ำหลายพันล้านแกลลอนถูกดึงไปใช้ระบายความร้อนให้กับเซิร์ฟเวอร์ใน Data Center หรือชาวบ้านในเมืองแคนตัน รัฐมิสซิสซิปปี อาศัยอยู่ใกล้โรงงาน AI ของ Amazon ก็รายงานว่าเกิดมลพิษทางอากาศจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง และระดับน้ำในแม่น้ำก็ลดลง ส่วนชุมชนในโรสเมาต์และไพน์ไอส์แลนด์ รัฐมินนิโซตา กำลังเผชิญกับการขาดแคลนไฟฟ้าจำนวนมหาศาลและกำลังต่อสู้กับบริษัทเทคโนโลยีในศาล

คำเตือนจาก ‘บิล เกตส์’ มหาเศรษฐีบริษัทเทคโนโลยี

ไม่นานมานี้ บิล เกตส์ มหาเศรษฐีบริษัทเทคโนโลยีอย่าง Microsoft (ผู้เคยร่วมลงทุนกับบริษัท OpenAI เจ้าของ Chatgpt) เขียนบทความว่าบริษัทเทคโนโลยีต่างลดทอนความร้ายแรงของผลกระทบ AI ที่จะทำให้คนใช้ชีวิตลำบากมากขึ้น

“ในมุมส่วนตัว คนที่เข้าใจว่าเทคโนโลยีนี้ดีแค่ไหน และกำลังพัฒนาไปไกลเพียงใด กำลังกังวลถึงผลกระทบของมัน” บิล เกตส์ เริ่มต้นเผยถึงข้อความจากวงในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่กำลังลงทุนพัฒนา AI และขยายโครงข่าย Data Center ไปทั่วโลก “แต่พวกเขาก็บอกกันเองด้วยว่า อย่าพูดเรื่องนี้ออกสาธารณะ มันไม่ดีกับเรา เพราะจะส่งผลกระทบกับเงินลงทุนหลายล้านล้านที่กำลังจะตามมา”

เขายังเปรียบเทียบให้เห็นภาพด้วยว่า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในอดีตสร้างแหล่งอาชีพให้กับคนมากกว่าทำลาย แต่หลายบริษัทเทคโนโลยีตอนนี้กำลังพัฒนาปัญญาประดิษฐ์เพื่อให้ทำงานแทนคน แม้กระทั่ง Microsoft ยังได้รับการว่าจ้างจากลูกค้าหลายองค์กรที่ต้องการนำ AI มาแทนพนักงานในบริษัท

หากไม่มีการแก้ไขในเรื่องนี้ การสูญเสียตำแหน่งงานจำนวนมากจะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะการใช้งาน AI จะแพร่กระจายไปทั่วทุกพื้นที่เศรษฐกิจ  

บิล เกตส์ เสนอว่า ภาครัฐควรมีมาตรการ ‘ภาษีโทเคน’ หรือภาษีที่ใช้สำหรับการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ เพื่อทำให้ความพยายามของบริษัทต่างๆ ที่ต้องการพัฒนา AI มาแทนที่คนมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น และควรมีการกำหนด ‘งานที่สงวนไว้สำหรับมนุษย์’ ด้วย เพราะบางงานก็ไม่ควรถูกแทนที่ด้วย AI รวมทั้งการสร้างข้อตกลงระหว่างประเทศในการใช้งาน AI โดยเฉพาะการจำกัดความเสี่ยงเรื่องร้ายแรง เช่น การก่อการร้าย หรือความพยายามพัฒนาเชื้อโรคใหม่

ประเทศไทยจะรับมือกับ Data Center ยังไงต่อไป?

จะว่าไปแล้ว ปัญหาอย่างหนึ่งของประเทศไทยในช่วง 3 ปีของการอนุญาตให้บริษัทต่างชาติเข้าสร้าง Data Center ในไทยคือ รัฐบาลยังไม่มีกฎหมายรองรับและควบคุมอุตสาหกรรมดิจิทัลอย่างชัดเจน ทำให้ Data Center บางแห่งยังไม่เข้าข่ายต้องทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ตาม พ.ร.บ.โรงงาน แม้จะตั้งอยู่ใกล้เขตชุมชน และมีความเสี่ยงที่จะใช้ทรัพยากรน้ำและไฟจำนวนมาก รวมทั้งการปล่อยมลพิษสู่ชุมชนรอบด้าน

แม้ว่าบริษัทเทคโนโลยีที่ก่อสร้าง Data Center และภาครัฐจะอ้างว่า การเปิดให้บริษัทต่างประเทศเข้ามาลงทุนในไทยอาจช่วยสร้างงานให้คนไทยเพิ่มขึ้น แต่ก็มีข้อมูลว่า สถิติการว่างงานของคนไทยไม่ได้ลดลง ทั้งยังมีคำเตือนจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ว่าการส่งเสริมการลงทุน Data Center อย่างไม่รัดกุมอาจทำให้ประเทศ ‘ได้ไม่คุ้มเสีย’ สร้างปัญหาแย่งชิงทรัพยากรมากกว่า และหากเปรียบเทียบตัวเลข Data Center แล้ว กลับมีสัดส่วนจ้างงานน้อยเมื่อเทียบกับเม็ดเงินลงทุนและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่ตามมา รวมทั้งความพยายามก้าวเข้าสู่การเป็นฮับดิจิทัลของไทยก็ไม่ได้การันตีว่า เราจะเป็นผู้กุมอำนาจทางข้อมูลเสมอไป

ผลกระทบนี้ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์จากผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะการก่อสร้าง Data Center ในเมืองหลวง ซึ่งชาวบ้านรอบๆ ไม่เคยรับรู้มาก่อน และไม่มีการสำรวจความคิดเห็นของชุมชนหรือวัดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม รัฐบาลจึงได้ประกาศตั้งคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซนเตอร์ พร้อมกับให้ BOI เตรียมปรับหลักเกณฑ์พิจารณาบริษัทที่เข้ามาขออนุญาตสร้าง Data Center ผ่าน 4 เกณฑ์ คือ ด้านไฟฟ้าและการเตรียมความพร้อมด้านพลังงานที่จะเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดมากขึ้น ด้านทรัพยากรน้ำ เพื่อให้บริหารจัดการได้และไม่แย่งน้ำชุมชน การดูแลสิ่งแวดล้อมและป้องกันมลพิษ รวมทั้งมลพิษทางเสียง ด้านการสร้างประโยชน์แก่ประเทศ เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง

มาตรการนี้เพิ่งประกาศออกมาในวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา เราต้องจับตาดูกันต่อไปว่า ในทางปฏิบัติการควบคุมการก่อสร้าง Data Center จะทำงานได้จริงหรือไม่ มีเงื่อนไขอะไรบ้างที่บริษัทเทคโนโลยี รัฐบาล ประชาชน และอุตสาหกรรมอื่นๆ ต้องพิจารณาถึงการเติบโตของฮับดิจิทัลร่วมกัน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้จริงทุกภาคส่วน

อ้างอิง

nytimes.com/2026/07/30/technology/amazon-google-ai-data-center-spending.html

facebook.com/share/p/1F5oyBft6h

newsonjapan.com/article/148677.php 

Writer

ตอนเด็กๆ อยากทำงานเขียนเพราะชอบอ่านหนังสือ ตอนโตอยากทำงานเขียนเพราะต้องการเงิน

You Might Also Like