นักแปลงร่าง

กว่าจะเป็น Bestfitt ธุรกิจฟิตเนสที่ช่วย ‘ปั้นร่างทอง’ ให้คนดังทั่วประเทศไทย

ชายรูปร่างดี และเต็มไปด้วยมัดกล้าม ราวกับหลุดออกมาจากนิตยสารแฟชั่นสักเล่มปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า

หลายคนเรียก เบส–นิธิพันธ์ รุ่งเรืองพันธ์ ว่า ‘นักปั้นร่างทอง’ 

เปล่า, เขาไม่ใช่แมวมองผู้คอยเสาะหาคนหน้าตาดีหรือมีคาแร็กเตอร์มาปั้นเข้าวงการบันเทิง แต่คือเจ้าของ Bestfitt ฟิตเนสที่ปั้น ‘ร่างทอง’ ให้กับคนจำนวนมาก โดยเฉพาะเหล่าคนมีชื่อเสียงหลากหลายวงการ ตั้งแต่นักธุรกิจไปจนถึงดารา ศิลปิน 

หลายคนที่เขายกชื่อมาในบทสัมภาษณ์ ล้วนเป็นคนดังที่เราเคยเห็นผ่านสื่อ แต่ไม่เคยรู้มาก่อนว่ารูปร่างที่ดีของคนเหล่านั้นมาจากผลงานการเทรนของเขา

หากย้อนกลับไป ตลอดเส้นทางชีวิตของนิธิพันธ์ต้องเผชิญความเปลี่ยนแปลง การค้นหาตัวตน และการตัดสินใจครั้งสำคัญหลายหน แต่ด้วยความรักในการเล่นกีฬาอันเป็นพื้นฐานที่อยู่ในความคิดและชีวิตของเขามาเสมอ เปรียบเสมือน ‘หลัก’ และ ‘ความเชื่อ’ ที่ทำให้เขาไม่เคยหลุดไปจากวงโคจรของการออกกำลังกาย

จนเมื่อถึงช่วงเวลาของการตกผลึก ธุรกิจฟิตเนส Bestfitt จึงเกิดขึ้นพร้อมกับแนวคิดในการสร้างหุ่นให้กับคนที่อยากมีรูปร่างดี

“การเปลี่ยนแปลงรูปร่างเป็นเรื่องที่ตรงไปตรงมามาก และสภาพแวดล้อมของที่ Bestfitt ช่วยให้คนเปลี่ยนแปลงได้ แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่วิธีคิดและวิธีการ” นิติพันธ์กล่าวในตอนหนึ่งของบทสนทนา

เรานัดนิธิพันธ์มาพูดคุยกันในวันที่ Bestfitt กำลังก้าวไปไกลกว่าแค่การเป็นฟิตเนสออกกำลังกาย แต่ขยายความร่วมมือไปสู่อุตสาหกรรมอื่นๆ ที่กลายเป็นภาพกว้างอย่างเรื่องสุขภาพองค์รวม รวมถึงความเชื่อและการปั้นฟิตเนสให้แตกต่าง ท่ามกลางกระแสการดูแลสุขภาพที่ทำให้ธุรกิจฟิตเนสเต็มไปด้วยความท้าทายและมีคู่แข่งมากขึ้น

นอกจากความรู้สึกเต็มอิ่มกับเส้นทางชีวิตของนักปั้นร่างทองในบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ อ่านจบแล้ว เราคิดว่าคุณอาจเริ่มเกิดความคิดอยากลุกขึ้นมาสร้าง ‘ร่างทอง’ ให้ตัวเองบ้างก็เป็นได้

ย้อนกลับไปตั้งแต่แรกก่อนจะเกิด Bestfitt คุณเริ่มสนใจการออกกำลังกายตั้งแต่ตอนไหน

เราเป็นคนที่สนใจเรื่องกีฬาและการออกกำลังกายมาตั้งแต่เด็ก ถ้าย้อนกลับไป ชีวิตการเป็นนักกีฬาเริ่มต้นประมาณช่วง ม.ต้น เหมือนเด็กผู้ชายทั่วไปที่พอเริ่มเข้าสู่ช่วงมัธยมก็เริ่มค้นหาตัวเอง การออกกำลังกายหรือการเล่นกีฬาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเด็กผู้ชาย เพราะคิดว่ามันเท่ นึกภาพออกไหม

เราลองไปเตะฟุตบอล ตีแบดมินตัน เล่นปิงปอง ทำหลายอย่างมาก แต่ไม่รุ่งสักอย่าง (หัวเราะ) จนกระทั่งจับพลัดจับผลูมาเล่นบาสเกตบอลแล้วได้เป็นนักกีฬาของโรงเรียน 

เรื่องเริ่มจากว่าเราเป็นคนระนอง เป็นเด็กใต้ ฝั่งอันดามัน เรียนหนังสือไม่เก่ง และไม่ค่อยสนใจการเรียนเท่าไหร่ ไม่มีเป้าหมายเรื่องการเรียน แต่ชอบเล่นกีฬา โดยเฉพาะบาสเกตบอล ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตเราเลย เราชอบถึงขั้นโดดเรียนไปเล่นบาสและไม่ค่อยเข้าเรียน แต่ไม่ได้โดดไปเกเรที่ไหนนะ โดดไปเล่นบาสอย่างเดียว

คำว่าไม่ค่อยเรียนของเราชัดเจนมากในช่วง ม.4 เพราะตอนนั้นต้องเลือกสายการเรียน แต่เราเลือกแบบมั่วๆ ไม่ได้คิดอะไรมาก ปรากฏว่าเรียนไป 2 เทอม ได้เกรดเฉลี่ยรวมแค่ศูนย์กว่าๆ เท่านั้น เราไม่สนใจเรื่องการเรียนเลย เพราะไม่มีเป้าหมาย ไม่รู้ว่าจะเรียนไปทำไม คาบไหนโดดได้ก็โดดไปเล่นบาส

แต่พอเรียน ม.4 ไปสองเทอมแล้วได้เกรดเฉลี่ยต่ำมาก แถมใกล้จะถึงช่วง ม.6 แล้ว เริ่มคิดว่าน่าจะแย่แล้วนะ ทั้งตัวเราเองและครอบครัวก็คงคิดเหมือนกันว่าอนาคตของเราอาจจะไม่มีทางไป กลายเป็นจุดเปลี่ยนอีกจุดหนึ่งที่ทำให้เราต้องกลับมาคิดว่าจะเรียนต่ออะไร หรือจะเดินไปทางไหนในชีวิต

สิ่งที่ยากสำหรับเด็กต่างจังหวัดเมื่อถึงเวลาต้องเลือกเส้นทางในชีวิตคืออะไร

ถ้ามองย้อนกลับไป เราคิดว่าวิชาแนะแนวเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะตอนนั้นเราไม่รู้เลยว่าถ้าเรียนจบ ม.6 แล้วจะไปทำอะไร โดยเฉพาะเด็กต่างจังหวัดในสมัยก่อนที่ไม่ได้มีตัวอย่างอาชีพให้เห็นมากนัก อาชีพที่ชัดเจนในสายตาคนทั่วไปก็เช่น หมอ วิศวกร หรืออาชีพที่เป็นรูปธรรม แต่เราไม่ได้อยากเป็นแบบนั้น พอไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ก็เลยรู้สึกเหมือนตัวเองหลงทาง ในช่วงเวลานั้น บาสเกตบอลจึงเป็นเหมือนเสาหลักของชีวิต เป็นสิ่งที่เรายังทำได้ดี และเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวเราไว้

ในช่วงที่เป็นนักกีฬาบาสเกตบอลประจำจังหวัด เราได้ไปแข่งขันหลายจังหวัด และมีหลายรายการที่ได้อันดับหนึ่ง ระหว่างนั้นก็มีโรงเรียนเข้ามาทาบทามให้ทุนการศึกษา ตั้งแต่ช่วง ม.3 เพื่อให้ย้ายไปเรียนต่อในระดับ ม.4 แต่ตอนนั้นเราปฏิเสธไป เพราะไม่เคยคิดเรื่องการย้ายโรงเรียนหรือย้ายจังหวัดเลย คิดแค่ว่าจะอยู่กับแม่ อยู่บ้านไปเรื่อยๆ กระทั่งเรียนจบ ม.4 และเห็นผลการเรียนของตัวเอง เราก็เริ่มคิดจริงจังว่าจะเอายังไงกับชีวิตดี

ระหว่างนั้นเรามีโอกาสไปแข่งขันบาสเกตบอลต่อ และยังทำผลงานได้ดี จนมีโรงเรียนเข้ามาทาบทามอีกครั้ง เลยเริ่มนึกขึ้นได้ว่า จริงๆ แล้วเราเคยมีโอกาสได้รับทุนการศึกษาจากความสามารถด้านกีฬาที่เรียกว่าทุนนักกีฬาช้างเผือก ซึ่งมีตั้งแต่ระดับมัธยมต้น มัธยมปลาย ไปจนถึงมหาวิทยาลัย โดยนักกีฬาจะต้องผ่านการคัดเลือกก่อน

ตอนนั้นมีโรงเรียนให้ไปคัดตัวประมาณ 3-4 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนในกรุงเทพฯ เช่น ทิวไผ่งามและกรุงเทพคริสเตียน ซึ่งในยุคนั้นถือเป็นโรงเรียนชั้นนำด้านบาสเกตบอลของประเทศ ส่วนเราได้ไปคัดตัวที่อัสสัมชัญนครราชสีมาและผ่านการคัดเลือก ซึ่งตอนนั้นเป็นทีมที่แข็งแกร่งและเคยได้อันดับที่ 3 ของประเทศ

ทำไมถึงเลือกไปคัดตัวที่อัสสัมชัญนครราชสีมา

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้เราผูกพันกับอัสสัมชัญนครราชสีมา คือที่นั่นมีนักกีฬาจากภาคใต้มาอยู่เยอะมาก มีทั้งเด็กจากนครศรีธรรมราชและจังหวัดอื่นๆ ในภาคใต้ พอไปถึงแล้วได้เจอสังคมที่มีคนพื้นเพใกล้เคียงกันก็ทำให้รู้สึกผูกพันกับที่นี่โดยอัตโนมัติ หลังจากไปคัดตัวเสร็จ เราว่าที่นี่น่าจะเป็นสถานที่ที่เราอยากอยู่ แม้ตอนนั้นจะยังไม่ได้ไปคัดตัวที่โรงเรียนอื่นเลยก็ตาม 

สุดท้ายก็โชคดีที่ได้เข้าเรียนที่นี่ เพราะโค้ชเก่งมาก โค้ชของเราชื่ออำนวย หวานดี เป็นอดีตนักบาสเกตบอลทีมชาติไทยสมัยก่อน เราจึงตัดสินใจย้ายจากจังหวัดระนองไปอยู่จังหวัดนครราชสีมา ในสมัยนั้นยังไม่มีเที่ยวบินให้เดินทางสะดวกเหมือนทุกวันนี้ การเดินทางจากระนองไปโคราชต้องนั่งรถประมาณ 18 ชั่วโมง นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราเข้าสู่การเป็นนักกีฬาอย่างจริงจัง

ชีวิตของการเป็นนักเรียนทุนกีฬาเป็นแบบไหน

พอได้รับทุนช้างเผือกนักกีฬาแล้ว หน้าที่หลักของเราคือสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียนผ่านการแข่งขันบาสเกตบอล ควบคู่ไปกับการเรียนหนังสือและการฝึกซ้อม

ชีวิตในแต่ละวันจึงต้องแบ่งเวลาให้กับการเรียนและการซ้อมอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันเสาร์ ส่วนวันอาทิตย์เป็นวันหยุดเพียงวันเดียว วนเวียนอยู่แบบนี้แทบตลอดทั้งปี ตารางชีวิตของเราในช่วงนั้นคือ ตื่นตีห้ามาซ้อมบาสเกตบอลจนถึง 7:30 น. อาบน้ำ กินข้าว เตรียมตัวเข้าเรียนตอน 8:30 น. แล้วก็ซ้อมบาสช่วงเย็นตั้งแต่ 16:30 น. ถึง 20:30 น. แล้วก็กินข้าว อาบน้ำ เตรียมตัวเข้านอนตอน 4 ทุ่ม

ชีวิตนักกีฬาในช่วงนั้นมีวินัยสูงมาก ตื่นเช้ามาซ้อม เรียนหนังสือ แล้วกลับมาซ้อมอีกครั้ง ทำซ้ำแบบนี้ทุกวัน นี่คือจุดเริ่มต้นของการได้เข้าสู่วิถีชีวิตนักกีฬาอย่างเต็มตัว และเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทำให้ได้เรียนรู้ทั้งเรื่องกีฬา ความรับผิดชอบ และการใช้ชีวิต แม้ในตอนแรกบาสเกตบอลจะเริ่มต้นจากการเป็นเพียงกีฬาที่ชอบ แต่สุดท้ายมันก็กลายเป็นสิ่งที่พาเราไปสู่เส้นทางใหม่ของชีวิต

ชีวิตนักเรียนทุนกีฬาช่วง ม.ปลาย มันนำคุณไปสู่เส้นทางแบบไหนต่อหลังจากนั้น

เราใช้ชีวิตแบบนักกีฬาตลอดช่วงมัธยมปลาย ทีมบาสเกตบอลของโรงเรียนถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แม้จะไม่ได้ขึ้นไปอยู่อันดับที่ 1 ของประเทศ แต่ก็อยู่ในกลุ่มท็อป 3 ท็อป 5 ของประเทศมาโดยตลอด แล้วพอเข้ามหาวิทยาลัย ก็ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งที่สองของชีวิต เพราะเราได้รับทุนช้างเผือกนักกีฬาอีกครั้ง

ตอนนั้นเพื่อนๆ กลุ่มใหญ่ที่เล่นบาสเกตบอลด้วยกันเลือกเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) ในคณะพลศึกษาและคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา แต่ในสมัยก่อน นักศึกษาของทั้งสองคณะต้องไปเรียนที่องครักษ์ จังหวัดนครนายก ย้อนกลับไปเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว สำหรับเราองครักษ์ถือว่าไกลมาก เพราะเราเป็นเด็กที่เพิ่งย้ายจากระนองมาอยู่โคราช แล้วก็อยากเข้ามาใช้ชีวิตในเมือง จึงตัดสินใจเลือกเรียนที่อื่นแทน

ช่วงชีวิตนักกีฬาตอนมหาวิทยาลัยของเราต้องบอกว่าไม่ค่อยมีอะไร ทั้งเรื่องการเรียนและการออกกำลังกาย เพราะว่าไม่ได้มีแพสชั่นเหมือนเมื่อก่อน นอกจากนี้ตอนซ้อมกีฬาก็บาดเจ็บบ่อย รู้สึกว่าร่างกายเริ่มไม่ไหวแล้ว ประกอบกับรูปแบบการฝึกซ้อมในสมัยก่อนที่หนักมาก บางครั้งถึงขั้นมีสูตรการฝึกที่ห้ามกินน้ำระหว่างซ้อม ทั้งที่ต้องฝึกกันนานถึง 3 ชั่วโมง ซึ่งจริงๆ แล้วการห้ามดื่มน้ำระหว่างออกกำลังกายแบบนั้นไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสม

แล้วคุณมีสิ่งที่ได้เรียนรู้จากช่วงเวลาที่บอกว่าหมดแพสชั่นบ้างไหม

พอโตขึ้นและได้เรียนรู้เรื่องการออกกำลังกายมากขึ้น เราจึงเข้าใจว่าอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นในตอนนั้นส่วนหนึ่งมาจาก overtraining หรือการฝึกซ้อมหนักเกินไป โดยไม่มีเวลาพักฟื้นอย่างเพียงพอ ตอนนั้นเหมือนจะป่วยทุกวัน ร่างกายเจ็บปวดอยู่ตลอด ปวดแล้วปวดอีก โดยเฉพาะหัวเข่าที่มีปัญหาหนักมาก พอถึงเวลาแข่งขันก็เล่นได้ไม่เต็มศักยภาพ ร่างกายไม่ตอบสนองอย่างที่ต้องการ ซึ่งเป็นลักษณะที่อาจเกี่ยวข้องกับภาวะฝึกหนักเกินและฟื้นตัวไม่เพียงพอ

มองย้อนกลับไป เราพบว่าตัวเองแทบไม่มีความรู้เรื่องการดูแลร่างกายเลย ทั้งการออกกำลังกาย การพักผ่อน และโภชนาการ จึงยิ่งทำให้ปัญหาสะสมมากขึ้น

ชีวิตช่วงมหาวิทยาลัยจึงเป็นช่วงที่เหมือนหายไปจากเส้นทางของตัวเอง ถ้าเทียบกับช่วงมัธยมปลาย 

ตอนที่ยังอยู่โรงเรียนประจำ ได้ฝึกซ้อม และใช้ชีวิตในระบบนักกีฬาที่ค่อนข้างชัดเจน แต่พอเข้ามหาวิทยาลัย ทุกอย่างเปลี่ยนไป เรากลายเป็นนักศึกษาที่เช่าหอพักอยู่เอง ไม่มีใครคอยกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดเหมือนตอนอยู่โรงเรียนประจำ การซ้อมส่วนใหญ่เป็นช่วงเย็น อยากไปก็ไป ไม่อยากไปก็ไม่ไป ไม่มีการบังคับเข้มงวดเหมือนเมื่อก่อน มีอิสระมากขึ้นอย่างชัดเจน แต่สุดท้ายกลับรู้สึกว่าชีวิตตัวเองเริ่มเละเทะ เพราะไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนทั้งเรื่องเรียนและกีฬา มันเป็นช่วงชีวิตที่ไร้ทิศทางอย่างแท้จริง

หลังจากชีวิตช่วงนั้นเกิดอะไรขึ้นต่อ

หลังจบปริญญาตรี เราเรียนต่อปริญญาโท แต่ก็ยังคิดไม่ออกเลยว่าถ้าเรียนจบแล้วจะไปทำงานอะไร เพราะที่ผ่านมาใช้ชีวิตอยู่กับการเรียนและการซ้อมกีฬาเป็นหลัก ไม่ได้มีเป้าหมายเรื่องอาชีพอย่างชัดเจน ในขณะเดียวกัน เพื่อนนักบาสเกตบอลหลายคนไม่ได้เรียนต่อปริญญาโท แต่เลือกออกไปทำงาน ในสมัยนั้นคนที่เรียนจบคณะวิทยาศาสตร์การกีฬาหรือพลศึกษาจำนวนไม่น้อยเลือกทำงานเป็นเทรนเนอร์ แต่เราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าอาชีพนี้ทำอะไร และมีโอกาสเติบโตได้มากแค่ไหน

ก่อนหน้านั้น เรารู้จักแค่การเล่นเวทเทรนนิงและการฝึกท่าพื้นฐาน เช่น Squat, Shoulder Press และ Bench Press ซึ่งนักกีฬาต้องทำกันอยู่แล้ว แต่ไม่ได้เคยศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง หรือรู้ด้วยซ้ำว่าอาชีพ Personal Trainer ทำงานยังไง

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นจากเพื่อนสนิทคนหนึ่ง ซึ่งเป็นเพื่อนที่สนิทมากตั้งแต่สมัย ม.4 เคยนอนเตียงติดกัน เล่นบาสด้วยกัน เล่นเกมด้วยกัน และเป็นเด็กที่เรียนไม่เก่งเหมือนกัน เขาออกไปทำงานเป็นเทรนเนอร์ก่อนเราประมาณเกือบหนึ่งปี

วันหนึ่งเขากับเพื่อนๆ นัดเจอกันประมาณ 6-7 คน เพื่อพูดคุยอัพเดตชีวิตกันตามประสาเพื่อน บรรยากาศก็เหมือนเพื่อนชวนกันไปนั่งกินเหล้าและพูดคุยเรื่องทั่วไป

ระหว่างนั้นเขาเล่าให้ฟังว่า ตอนนี้ตัวเองทำงานเป็นเทรนเนอร์อยู่ และรายได้ดีมาก คือรายได้รวมต่อเดือนอยู่ที่ประมาณ 60,000-70,000 บาท

สำหรับเราในตอนนั้น ตัวเลขนี้ถือว่าสูงมาก เพราะเมื่อคิดถึงการเรียนจบแล้วไปสมัครงาน เรายังนึกไม่ออกด้วยซ้ำว่าจะหางานจากที่ไหน และคิดว่ารายได้เริ่มต้นอาจอยู่แค่ประมาณ 12,000-15,000 บาท ต้องเข้าใจว่าตอนนั้นเป็นช่วงเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงที่เราอายุประมาณ 22 ปี

ตอนนั้นเราคิดว่ารายได้ 60,000-70,000 บาทต่อเดือนเป็นตัวเลขที่หลุดกรอบความคิดของตัวเองไปมาก แล้วคนที่มีรายได้ระดับนี้กลับเป็นเพื่อนที่เคยใช้ชีวิตแบบเดียวกับเรา เราจึงอดคิดไม่ได้ว่า ทำไมเพื่อนถึงเดินไปได้ไกลขนาดนี้แล้ว แต่การพูดคุยครั้งนั้นก็จบลงโดยที่เรายังไม่ได้คิดอะไรมาก

แล้วคุณเริ่มคิดจริงจังกับการเป็นเทรนเนอร์ตอนไหน

ประมาณสองสัปดาห์ต่อมา เรากับเพื่อนๆ มีโอกาสนัดเจอกันอีกครั้ง คราวนี้เพื่อนคนที่ว่าเอาสลิปเงินเดือนมาให้ดูด้วย ซึ่งมันเปิดโลกเราอย่างมาก เราเลยเริ่มกลับมาถามตัวเองว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ ชีวิตที่กำลังเดินอยู่ตอนนี้กำลังจะพาเราไปไหน ในขณะที่เพื่อนซึ่งเคยใช้ชีวิตคล้ายๆ กันกลับก้าวไปได้ไกลขนาดนี้แล้ว

การพบกันครั้งนั้นทำให้เรากลับมาทบทวนชีวิตตัวเองอย่างจริงจัง และตัดสินใจได้ค่อนข้างง่ายว่า เราไม่อยากเดินต่อไปบนเส้นทางเดิมแล้ว จึงตัดสินใจหยุดเส้นทางการเรียนที่กำลังทำอยู่ ไม่รับทุนต่อ และลาออกจากการเรียนปริญญาโท สาขาด้านบริหารธุรกิจ หลังจากเรียนมาได้ประมาณหนึ่งปี และกำลังจะขึ้นปีที่สอง ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องพิจารณาว่าจะรับทุนต่อหรือไม่

มองย้อนกลับไป เราไม่ได้มีเป้าหมายเรื่องการเรียนตั้งแต่แรกอยู่แล้ว จึงเริ่มตั้งคำถามว่าตัวเองเรียนต่อไปเพื่ออะไร ในเมื่อยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องการทำงานอะไรในอนาคต การได้เห็นเพื่อนสนิทคนหนึ่งประสบความสำเร็จในอาชีพเทรนเนอร์จึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เริ่มมองเห็นเส้นทางอาชีพใหม่ และตัดสินใจออกจากเส้นทางเดิมที่ตัวเองไม่ได้มีเป้าหมายชัดเจน เพื่อเริ่มต้นค้นหาโอกาสใหม่ในชีวิต

การหยุดเรียนปริญญาโทกลางคันแล้วหันมาเดินเส้นทางเทรนเนอร์ น่าจะเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต คุณใช้หลักอะไรในการตัดสินใจ และยากไหม

ไม่ได้มีหลักอะไรเลย ใช้สัญชาตญาณล้วนๆ เราคิดว่ามันต้องเป็นแบบนี้ เหมือนตอนตัดสินใจย้ายไปโคราช คือถ้ารู้สึกว่าต้องไปก็ไปเลย ถ้าเดินไปทางเดิม เรามองไม่เห็นอะไรเลย แต่ถ้าเดินไปอีกทางหนึ่ง เรามองเห็นโอกาสอยู่ ก็เลยเลือกไปทางนั้น ดังนั้นจุดเปลี่ยนแรกคือการตัดสินใจย้ายไปโคราช ส่วนจุดเปลี่ยนที่สองคือการตัดสินใจเข้ามาทำงานเป็นเทรนเนอร์

หลังจากตัดสินใจมาเป็นเทรนเนอร์ เกิดอะไรขึ้นบ้าง

หลังจากออกจากปริญญาโทแล้ว ระยะเวลาตั้งแต่ตัดสินใจจนไปสมัครงานที่ฟิตเนสชื่อดังแห่งหนึ่งในตอนนั้นน่าจะหลักสัปดาห์ คือเร็วมาก ตอนแรกเขาไม่ได้รับเราเข้าทำงานนะ แต่บังเอิญว่ารองผู้จัดการที่ดูแลสาขานั้นเป็นรุ่นพี่ที่เคยเล่นบาสเกตบอลด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก เขาก็เลยช่วยพูดคุยให้เข้าไปฝึกงานก่อนประมาณหนึ่งเดือน แล้วค่อยดูว่าจะมีโอกาสได้ทำงานหรือเปล่า หลังจากนั้นก็มีโอกาสเข้าไปเรียนรู้งานในฟิตเนส เดินตามพนักงาน ดูวิธีการทำงาน และทำความเข้าใจว่าธุรกิจนี้เป็นยังไง สุดท้ายเขาก็เห็นว่าเราน่าจะทำงานได้ จึงตกลงรับเข้าทำงาน

ก่อนจะเริ่มทำงานจริง เราต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้และอบรมการเป็นเทรนเนอร์ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 3 เดือน จริงๆ แล้วเทรนเนอร์ส่วนใหญ่ก็ต้องผ่านกระบวนการอบรมเฉพาะทางนี้เหมือนกัน โดยจะมีการเรียนรู้และการรับใบรับรองต่างๆ ในช่วงที่ฝึกงานด้วย ซึ่งบริษัทเป็นผู้จัดการเรื่องการอบรมให้ แม้จะเรียนจบคณะพลศึกษาหรือวิทยาศาสตร์การกีฬา ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถเริ่มทำงานเป็นเทรนเนอร์ได้เลยโดยไม่ต้องเรียนรู้อะไรเพิ่มเติม เพราะการเป็นเทรนเนอร์ก็มีหลักสูตรและกระบวนการอบรมเฉพาะของตัวเองอีกส่วนหนึ่ง

การที่คุณเคยเป็นนักกีฬามาก่อน ถือเป็นข้อได้เปรียบไหม

เราคิดว่าได้เปรียบในเรื่องความคิดและวิธีการใช้ชีวิตมากกว่า เพราะการเป็นนักกีฬามีรูปแบบการใช้ชีวิตที่ชัดเจน ซึ่งการทำงานเป็นเทรนเนอร์ก็มีความเป็นนักกีฬาอยู่มากเหมือนกัน ทำให้เราปรับตัวได้ง่าย เพราะคุ้นเคยกับสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว มันคือการฝึกซ้อมรูปแบบหนึ่ง นักกีฬาที่ต้องการเป็นเลิศในกีฬาของตัวเองต้องฝึกซ้อมเป็นประจำ อย่างน้อย 5-6 วันต่อสัปดาห์ บางคนซ้อมทั้งเช้าและเย็น

สำหรับเรา ไม่ว่าจะเล่นกีฬาอะไร รูปแบบการฝึกซ้อมก็คล้ายกันหมด ถ้าอยากเก่งก็ต้องซ้อมอย่างสม่ำเสมอ

สมัยเล่นบาสเกตบอล เราซ้อมตอนเช้าประมาณ 2 ชั่วโมง และตอนเย็นอีกประมาณ 3 ชั่วโมง รวมแล้ววันหนึ่งใช้เวลาฝึกซ้อมประมาณ 5-6 ชั่วโมง ทำแบบนี้สัปดาห์ละ 5-6 วัน จนกลายเป็นกิจวัตรประจำวัน เพราะฉะนั้น เมื่อเปลี่ยนจากบาสเกตบอลมาเป็นการฝึกเวทเทรนนิง เราว่ามันไม่ได้แตกต่างกันมากนัก แค่เปลี่ยนจากการฝึกบาสเกตบอลมาเป็นการฝึกอีกประเภทหนึ่งเท่านั้น

เราสามารถออกกำลังกายได้ 6-7 วันต่อสัปดาห์ วันละประมาณ 2 ชั่วโมง โดยไม่ได้มองว่ามันเป็นเรื่องยาก เพราะคุ้นเคยกับกิจวัตรแบบนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว ถ้าเป็นคนทั่วไปที่ไม่ได้เติบโตมากับวิถีชีวิตนักกีฬา การหาเวลาออกกำลังกายวันละ 1-2 ชั่วโมง หรือแม้แต่การจัดสรรเวลาออกกำลังกายสัปดาห์ละ 2-3 วัน ก็อาจเป็นเรื่องยาก เพราะไม่ใช่กิจวัตรที่คุ้นเคย แต่สำหรับเรา การตื่นมาออกกำลังกายตอนเช้าหนึ่งชั่วโมง แล้วกลับมาฝึกเวทอีกหนึ่งชั่วโมง เป็นสิ่งที่ทำได้ตามปกติ

เราอาจไม่ได้มีวินัยในเรื่องอื่นมากนัก แต่เรื่องกีฬาจะค่อนข้างเป๊ะ ทั้งเวลาเริ่มซ้อม เวลาจบซ้อม และโปรแกรมการฝึกแต่ละวัน ทุกอย่างมีรูปแบบและตารางที่ชัดเจน ความคุ้นเคยกับการฝึกซ้อมอย่างเป็นระบบจึงช่วยให้เราปรับตัวเข้าสู่อาชีพเทรนเนอร์ได้เร็ว และทำให้การฝึกเวทเทรนนิงไม่ได้ยากอย่างที่คิด

พอได้เข้าไปทำงานเป็นเทรนเนอร์ มันเหมือนหรือต่างจากที่คิดไว้ยังไงบ้าง

ไม่เหมือนที่คิดไว้ แต่เราคิดว่าตัวเองเติบโตขึ้นมากจากการทำงาน ตอนเริ่มต้นเราเข้าไปในฐานะ Rookie หรือพนักงานใหม่ สิ่งที่ต้องเรียนรู้มีทั้งทักษะการฝึกสอนและขั้นตอนการทำงานต่างๆ ซึ่งเราค่อยๆ เรียนรู้ไปได้ตามระบบ แต่สิ่งแรกที่ต้องทำให้ได้ภายในเดือนแรกคือยอดขาย สมมติว่าบริษัทตั้งเป้าให้เราขายได้ 100,000 บาท ถ้าต้องการผ่านเกณฑ์ที่กำหนด ก็ต้องทำยอดให้ถึง 100,000 บาทให้ได้

ในช่วงนั้นพนักงานจะมีขั้นตอนการทำงานหลายอย่าง ทั้งการโทรศัพท์หาลูกค้า การติดต่อลูกค้าเก่า และการเข้าหาลูกค้าที่เดินเข้ามาใช้บริการในฟิตเนส

ลูกค้าที่เดินเข้ามาในฟิตเนสเรียกกันว่า walk-in พนักงานก็ต้องเข้าไปแนะนำตัวเอง อธิบายว่าตัวเองสามารถช่วยอะไรลูกค้าได้บ้าง หากลูกค้าสนใจก็จะพาไปพูดคุยต่อเกี่ยวกับคอร์สฝึกสอน ดังนั้น ช่วงเริ่มต้นการทำงานจึงวนเวียนอยู่กับการขายเป็นหลัก และเราก็ได้เรียนรู้เรื่องการขายจากที่นี่เยอะมาก

มันกดดันแค่ไหนกับเนื้องานที่คุณอาจไม่เคยเจอมาก่อนนอกเหนือจากการเทรนนิงหรือสอนการออกกำลังกาย

งานที่หนักมากอย่างหนึ่งในช่วงนั้นคือการโทรศัพท์หาลูกค้า วันหนึ่งต้องโทรเป็นร้อยๆ เบอร์ และหลายเบอร์ก็เป็นเบอร์ที่มีพนักงานคนอื่นโทรไปหาอยู่ก่อนแล้ว

ลองนึกภาพว่าลูกค้าคนหนึ่งได้รับโทรศัพท์จากเทรนเนอร์วันละหลายสาย พอเราโทรไปเป็นคนที่ 11 ลูกค้าก็อาจเริ่มหงุดหงิดแล้ว เพราะเจอสถานการณ์แบบนี้ซ้ำๆ ทุกวัน เราจึงต้องเจอกับลูกค้าที่ไม่พอใจ ถูกต่อว่า หรือถูกปฏิเสธอยู่ตลอด

นอกจากแรงกดดันจากลูกค้าแล้ว ภายในบริษัทยังมีการติดตามยอดขายอย่างใกล้ชิด ทุกชั่วโมงก็มีคนโทรมาถามแล้วว่า “จะมียอดเมื่อไหร่?” เรากับเพื่อนร่วมงานก็ต้องคุยกันเรื่องความรับผิดชอบต่อยอดขายและเป้าหมายที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งบรรยากาศการทำงานในตอนนั้นค่อนข้างกดดันมาก

แต่แม้จะเป็นช่วงเวลาที่หนักหนา แต่สุดท้ายเราก็สามารถขายได้และผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ มันเลยเป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำคัญจากการทำงาน ที่ทำให้ได้เรียนรู้ทั้งเรื่องการขาย การรับมือกับแรงกดดัน และการทำงานในธุรกิจฟิตเนสอย่างจริงจัง

พูดได้ไหมว่า การทำงานในฟิตเนสครั้งแรก นอกจากทักษะในเรื่องการออกกำลังกายแล้ว คุณยังได้ทักษะในเรื่องการขาย รวมถึงโมเดลธุรกิจฟิตเนสด้วย

ประมาณหนึ่ง แต่โมเดลธุรกิจอาจจะไม่ใช่ เพราะเราไม่ได้ใช้โมเดลเดียวกัน แต่เราได้รู้จักและคุ้นเคยกับธุรกิจฟิตเนสมากขึ้น ตอนทำงานที่ฟิตเนส เราเติบโตตั้งแต่เป็น Rookie ซึ่งเป็นระดับแรก จากนั้นก็ผ่านโปรโมชั่นขึ้นมาเป็น Personal Trainer พอทำงานไปสักพัก มีอายุงานและชั่วโมงบินสูงขึ้น มียอดขายดีและมี performance ดี ก็จะกลายเป็น Senior ถ้าขายดีมากก็จะได้เป็น Elite Trainer เราก็เติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ จนเป็น Supervisor หรือหัวหน้าทีม เริ่มคุมทีมประมาณ 7-10 คน และต้องดูแลยอดขายของแต่ละทีม เพราะแต่ละทีมจะมียอดขายเป้าหมายเป็นหลักล้านบาท

ตอนนั้นเราได้เริ่มบริหารคน บริหารทีม และดูแลยอดขาย พอเป็น Supervisor แล้วก็เลื่อนขึ้นมาเป็นรองผู้จัดการ และสุดท้ายได้เป็นผู้จัดการ ซึ่งต้องดูแลทั้งหมด เราคิดว่าตัวเองเติบโตมาก เพราะการได้เรียนรู้จากการบริหารยอดขายในแต่ละขั้น ทำให้เราเติบโตและรู้วิธีการทำงานหลายอย่าง แต่ก็ต้องบอกว่ากดดันมาก โดยเฉพาะตอนเป็นผู้จัดการ 

ตอนนั้นทำงานประมาณ 7-8 ปี ตำแหน่งสุดท้ายคือผู้จัดการ หลังจากนั้นเรารู้สึกอิ่มตัวแล้ว และอยากค้นหาตัวเองว่า จริงๆ แล้วเราทำอะไรได้ดีอีกบ้าง เลยตัดสินใจออกมา เราเป็นคนแบบนี้แหละ ถ้าจะเลี้ยวซ้ายก็เลี้ยวซ้าย ถ้าจะเลี้ยวขวาก็เลี้ยวขวา 

แล้วคุณมาเริ่มต้นทำธุรกิจฟิตเนสของตัวเองได้ยังไง

มันเริ่มจากช่วง 2-3 ปีที่เราใช้ไปกับการค้นหาตัวเอง แต่เพื่อนๆ หลายคนที่ยังทำงานเป็น Personal Trainer ก็เติบโตในอาชีพกันไปเรื่อยๆ แต่ของเรามันไม่ใช่แค่หยุดอยู่กับที่ แต่เหมือนตัวเองถอยหลังลงมา

จากที่เมื่อก่อนเราเป็นผู้จัดการ อยู่ในระดับต้นๆ หรือเป็นคนที่ทำผลงานได้ดี กลายเป็นว่าตอนนี้ตามหลังคนอื่นไปแล้ว ขณะที่เพื่อนบางคนซึ่งเมื่อก่อนอาจไม่ได้เติบโตเท่าเรา ตอนนี้ก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ แต่เรารู้แล้วว่าสิ่งที่เราทำได้ดีและชอบจริงๆ คืออะไร เพราะตลอด 2-3 ปีที่ออกไปค้นหาตัวเอง ลองทำสิ่งต่างๆ เราก็นึกถึงเรื่องนี้อยู่ตลอดทุกวัน และยังออกกำลังกายทุกวันเหมือนเดิม เพียงแต่ไม่ได้ทำงานเป็นเทรนเนอร์

ตอนนั้นอายุประมาณ 30 ปี เราวางแผนการกลับมาเริ่มต้นอาชีพนี้อีกครั้ง โดยเริ่มจากการอัพเดตความรู้ใหม่ๆ ในสายงานนี้ ระหว่างนั้นก็มีรายการแข่งขันที่อยากลองลงแข่งชื่อ Men Physique เป็นการประกวดรูปร่างที่คล้ายกับเพาะกาย แต่ไม่ใช่เพาะกายแบบทั่วไป จะเป็นรุ่นที่เน้นรูปร่างลักษณะคล้ายนายแบบมากกว่า

การแข่งขันประเภทนี้กำลังเริ่มได้รับความนิยม เราอยากลองทำสิ่งนี้ด้วย จึงไปเรียนรู้เรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสายงานนี้ ควบคู่ไปกับการเตรียมตัวแข่งขันและอัพเดตความรู้อย่างต่อเนื่อง ช่วงนั้นเราได้ประสบการณ์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นช่วงที่รูปร่างพัฒนาขึ้นเร็วที่สุด เพราะตอนทำงานฟิตเนสก่อนหน้า เราไม่ได้จริงจังกับการฝึกซ้อมขนาดนี้ แค่ฝึกออกกำลังกายตามปกติ ไม่ได้อยู่ในระดับนักกีฬา

แต่ครั้งนี้เราฝึกแบบนักกีฬา มีการวางแผนเรื่องอาหาร การฝึกซ้อม และทุกอย่างอย่างจริงจัง จนรูปร่างเปลี่ยนไปมาก จากคนเดิมกลายเป็นอีกคนหนึ่งเลย

และเป็นจุดเริ่มต้นของการมาเปิดฟิตเนสด้วย เพราะในกลุ่มเพื่อนที่รู้จักกัน มีบางคนที่ออกมาเปิดฟิตเนสของตัวเอง เราก็เลยมีโอกาสเข้าไปร่วมหุ้นด้วย 

เล่าประสบการณ์ช่วงของการเริ่มต้นธุรกิจฟิตเนสให้ฟังหน่อย

เราทำธุรกิจฟิตเนสกับเพื่อนตั้งแต่ช่วงก่อนโควิด แต่ตอนนั้นจะเป็นการบริหารอย่างเดียว ไม่ได้รับเทรน กระทั่งวันหนึ่ง เรามาเจอสถานที่แห่งนี้พอดี เพราะเราเป็นนักกีฬาบาสเกตบอล แล้วชั้นบนของที่นี่เคยเป็นสนามบาส วันนั้นเราเล่นบาสอยู่ข้างบนแล้วได้รับบาดเจ็บ จนต้องคลานลงมานั่งพักตรงเก้าอี้แถวนี้ เพราะเดินลงบันไดต่อไม่ไหว พอนั่งมองไปรอบๆ ก็รู้สึกว่า ที่นี่อยู่ใกล้บ้านมาก ห่างไปแค่สองซอยเอง แล้วก็คิดขึ้นมาว่า “เฮ้ย ตรงนี้มันเป็นฟิตเนสได้นะ”

เราเริ่มจินตนาการว่า ถ้าเรากั้นห้องตรงพื้นที่ชั้นนี้ ส่วนข้างล่างซึ่งเดิมเป็นพื้นที่จอดรถสองห้อง เราก็ขอพื้นที่เพิ่มอีกห้องหนึ่ง แล้วจัดการพื้นที่กับทางขึ้นลงให้ดี ก็น่าจะเปิดฟิตเนสได้ ตอนนั้นใช้เวลาประมาณ 6 เดือนในการติดต่อประสานงานและยื่นแบบเพื่อขอทำสถานที่แห่งนี้ พอทุกอย่างผ่านและได้สถานที่มา เราก็ดีใจมาก แต่ตอนนั้นยังไม่ได้ใช้ชื่อ Bestfitt เพราะโควิดมาเสียก่อน

แต่ย้อนกลับไปนิดหนึ่ง ต้องบอกว่า คนทั่วไปเริ่มรู้จักเราจริงๆ คือตอนช่วงโควิด เรื่องที่ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่เป็นรายละเอียดที่สำคัญมาก คือเมื่อก่อนอินสตาแกรมของเราใช้ชื่อว่า Best แต่ไม่ว่าจะโพสต์อะไรก็แทบไม่มีคนมากดไลก์เลย บัญชีเงียบมาก จนเราสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมไม่มีคนเข้ามากดไลก์เลย

เราเลยสร้างอินสตาแกรมขึ้นมาอีกบัญชีหนึ่ง ตอนแรกคิดไม่ออกว่าจะใช้ชื่ออะไรดี แล้วเราบังเอิญไปติดตาม YouTuber คนหนึ่งจากต่างประเทศชื่อ Mark Fit เราเลยคิดว่า ถ้าอย่างนั้นใช้ชื่อ Bestfitt แล้วกัน เพิ่ม t ไปอีกตัว แล้วโพสต์ภาพเดียวกันในอินสตาแกรมทั้งสองบัญชีในเวลาเดียวกัน เพราะอยากลองดูว่าผลจะเป็นอย่างไร

ปรากฏว่าบัญชีเดิมแทบไม่มีคนกดไลก์เลย แต่บัญชีใหม่กลับมีคนกดไลก์เกือบ 100 คน ในขณะที่บัญชีเดิมมีคนกดไลก์แค่ 2 คน เราคิดว่าอินสตาแกรมบัญชีเดิมน่าจะมีอะไรผิดปกติ ก็เลยตั้งบัญชีเดิมเป็น Private แล้วเลิกเล่นบัญชีนั้น ก่อนจะกลับมาใช้บัญชีใหม่ที่ชื่อ Bestfitt แทน

ตอนนั้นเป็นช่วงโควิด ยังไม่ได้มีอะไรโพสต์ แต่รูปร่างของเราอยู่ในจุดที่ดีมากแล้ว เพราะช่วงนั้นออกไปไหนไม่ได้ ในแต่ละวันก็ออกกำลังกายและทำอาหารกินเองอยู่ที่บ้าน เราสงสัยว่าทำไมถึงไม่มีคอนเทนต์สอนออกกำลังกายที่บ้านมากนัก ทั้งที่ช่วงโควิดทุกคนต้องอยู่บ้านกัน

เราจึงเริ่มทำคลิปวิดีโอออกกำลังกาย แต่ตอนนั้นทำแบบง่ายๆ โดยเอาไอแพดมาเปิดเพลง เพราะยังใส่เพลงลงในคลิปวิดีโอไม่เป็น แล้วก็ตั้งโทรศัพท์ถ่ายวิดีโอไว้ข้างๆ จากนั้นก็วิดพื้นประมาณ 4-5 ท่า ทำท่าละเซต แล้วก็ถอดเสื้อถ่ายคลิปด้วย

แสดงว่านอกจากฟิตเนส คนทั่วไปเริ่มรู้จักคุณจริงๆ จากการลงคลิปออกกำลังกายในโซเชียลใช่ไหม

ใช่ เราทำคลิปแบบนี้ไปเรื่อยๆ และเริ่มโพสต์ทุกวัน ทั้งในเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม ปรากฏว่าคนแชร์คลิปกันเยอะมาก บางคลิปมีคนแชร์เป็นหมื่นครั้ง เราคิดว่าคนเริ่มรู้จักเราจากตรงนั้น ส่วนในอินสตาแกรมก็เริ่มมีคนเข้ามาติดตามมากขึ้นเรื่อยๆ

เราทำคอนเทนต์อัพเดตทุกวันว่ากินอะไร ออกกำลังกายอะไร แล้วก็โชว์รูปร่างให้เห็นทุกวัน ทำต่อเนื่องประมาณ 2-3 ปี คนเริ่มรู้จักว่าเราเป็นใครและทำอะไร ทุกคนจะรู้ว่าเราเป็นคนที่ไม่ได้เน้นว่าต้องมีกล้ามใหญ่ แต่รูปร่างต้องสมส่วนและกล้ามเนื้อชัดเจน ต้องลีน นี่คือคอนเซปต์ของเรา ซึ่งเรามองว่าทุกคนสามารถทำได้

พอโควิดเริ่มซา ก็เริ่มมีคนติดต่อเข้ามาขอเทรน ซึ่งโชคดีตรงที่ตอนนั้นฟิตเนสของเราเองก็ต้องปรับปรุงอยู่ การรับเทรนจึงเป็นรายได้อีกทางหนึ่ง เพราะตอนเริ่มต้นเรายังไม่มีรายได้ 

ด้วยเหตุนี้ คนที่จะมาเทรนกับเราจึงต้องผ่านการคัดเลือกอยู่บ้าง เพราะเวลาของเรามีจำกัด ขณะที่ฟิตเนสก็ยังไม่พร้อมเต็มที่ แต่เราก็อยากรับเทรนด้วย เราเลยตั้งเงื่อนไขว่า ถ้าอยากมาเทรนกับเรา สิ่งเดียวที่ขอคือต้องตั้งใจและอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองจริงๆ ถ้าอยากมีรูปร่างแบบเรา เราก็ขอดูได้ไหมว่าในแต่ละวันกินอะไร ทำอะไรบ้าง เพราะเราจะดูแลเรื่องอาหารให้ด้วย เราจะพยายามทำทุกอย่างให้รูปร่างของเขาเปลี่ยนไป

ช่วงแรกคนที่มาเทรนกับเราไม่ได้มีชื่อเสียงมาก เป็นคนธรรมดาทั่วไป แต่พวกเขาตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองจริงๆ เราก็เริ่มทำโพสต์รูป Before-After ของการสร้างหุ่นจากตรงนั้น

ตอนที่เริ่มทำธุรกิจฟิตเนสของตัวเอง พร้อมกับรับงาน Personal Trainer ไปด้วย เป้าหมายหรือความเชื่อในการทำธุรกิจของคุณในตอนนั้นคืออะไร

ตอนนั้นคิดแค่ว่าทำยังไงให้ธุรกิจอยู่รอด เพราะตอนที่เปิดฟิตเนสเราไม่ได้คิดไกลเลย เปิดมาเพื่อเป็นอาชีพ เป็นรายได้สำหรับเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เพราะเปิดในช่วงโควิด สิ่งแรกที่คิดคือ จะทำยังไงให้ตัวเองประคองธุรกิจผ่านวิกฤตนี้ไปได้ เพราะเปิดมาก็ขาดทุนแล้ว ดังนั้น เราก็ต้องคิดแบบพื้นฐานเลยว่า จะทำยังไงให้เริ่มมีกำไรและอยู่รอดได้

เรายอมรับว่าตัวเองไม่เก่งเรื่องการตั้งเป้าหมายในด้านธุรกิจหรือการเงินเท่าไหร่ เพราะมีพื้นฐานเป็นนักกีฬาเสียส่วนใหญ่ ดังนั้นเราจะถนัดตั้งเป้าหมายการออกกำลังกาย

เราเรียนรู้มาตลอดว่าการตั้งเป้าหมายสำคัญมากในทุกด้านของชีวิต อย่างการออกกำลังกายก็ต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน เราถึงจะรู้ว่าต้องใช้วิธีไหนเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายนั้น แต่ถ้าเป้าหมายไม่ชัดเจน วิธีการก็จะไม่ชัดเจนตามไปด้วย

ยกตัวอย่างเช่น คนที่บอกว่าอยากมีหุ่นดี แต่กลับตั้งเป้าหมายว่าจะลดน้ำหนัก ซึ่งจริงๆ แล้วสองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน การมีหุ่นดีไม่ได้หมายถึงการลดน้ำหนักอย่างเดียว แต่เป็นการปรับสัดส่วนระหว่างมวลไขมันกับมวลกล้ามเนื้อในร่างกาย หากลดน้ำหนักอย่างเดียว มวลกล้ามเนื้อก็อาจลดลงด้วย สุดท้ายรูปร่างก็อาจไม่ได้ดีขึ้นอย่างที่ต้องการ

เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เราเจอมาเยอะมากในสายงานออกกำลังกาย คนจำนวนมากหลงทางเพราะตั้งเป้าหมายผิด แต่ถ้าเป็นเรื่องการทำงาน การเงิน หรือธุรกิจ เรากลับตั้งเป้าหมายไม่ค่อยเป็นเหมือนกัน ตอนนั้นคิดว่ารายได้ต่อเดือนประมาณนี้ก็โอเคแล้ว เหมือนคนที่บอกว่าอยากมีสุขภาพดี แค่มีสุขภาพดีก็พอ ไม่ได้คิดอะไรไปไกลกว่านั้น

แพสชั่นในการเปลี่ยนรูปร่างให้คนอื่นมันเข้มข้นขนาดไหนสำหรับคุณ

สิ่งที่เราคิดว่าเป็นข้อดีของตัวเอง คือเรามีแพสชั่นมากๆ ในการเปลี่ยนรูปร่างคน เวลามีคนเข้ามา เราก็อยากทำให้เขาเปลี่ยนแปลงรูปร่างได้จริงๆ ช่วงแรกไม่ได้มีเรื่องกรอบเวลามาเกี่ยวข้องมากนัก แต่เราค่อยๆ เปลี่ยนแปลงกันไป เราเริ่มสะสมผลงาน Before-After พยายามหารูปจริงมาเก็บไว้เยอะมาก ตอนแรกก็เป็นคนธรรมดาทั่วไป แล้วค่อยๆ ขยับไปสู่คนที่มีชื่อเสียงมากขึ้น

พอเราสะสมผลงาน Before-After ไปเรื่อยๆ จากคนหนึ่งเป็น 10 คน 20 คน 30 คน ก็เริ่มมีผลงานมากขึ้น ช่วงแรกเราทำงานตรงนี้คนเดียว ส่วนพนักงานคนอื่นก็ทำหน้าที่ของตัวเองไป เราเหมือนหมกมุ่นอยู่กับการเปลี่ยนรูปร่างคนเพียงอย่างเดียว เพราะมองว่าตัวเองมีรายได้ประมาณนี้ก็โอเคแล้ว ไม่ได้สนใจเรื่องอื่นมากนัก

พอเปลี่ยนรูปร่างคนไปเรื่อยๆ ลูกค้าก็เริ่มแนะนำคนใกล้ตัวเข้ามา บางคนก็รู้จักกับคนในวงการบันเทิง เมื่อมีคนที่ใกล้ชิดกับดารามาเทรน ก็เริ่มมีดาราเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้คุณได้ฉายาว่า ‘นักปั้นร่างทอง’ ให้กับคนมีชื่อเสียงคือตอนไหน

จุดเปลี่ยนสำคัญคือช่วงที่เราได้ทำงานกับดีเจมะตูม เพราะตอนนั้นเขาต้องเปลี่ยนรูปร่างภายใน 3 เดือน นี่เป็นช่วงที่เริ่มมีกรอบเวลาชัดเจนว่าภายใน 3 เดือนต้องเปลี่ยนรูปร่างให้ได้ เพราะต้องเตรียมตัวไปทำงานหรือรับงานต่างๆ ก่อนหน้านี้เราทำ Before-After ให้คนมาเรื่อยๆ แต่ไม่ได้มีกรอบเวลาที่ชัดเจนแบบนี้ พอมีโจทย์ว่าต้องเปลี่ยนรูปร่างภายในเวลาที่กำหนด เหมือนมีคนมาบอกว่า ต้องสร้างบ้านให้เสร็จภายใน 3 เดือน และบ้านหลังนั้นก็ต้องออกมาตามแบบที่กำหนดไว้ด้วย ตอนนั้นเราคิดว่าน่าสนุก เพราะพอรู้ว่าต้องทำยังไง แต่ก็เข้าใจว่ามันเป็นงานที่ยากและมีความกดดันสูง

จุดเริ่มต้นจากการเทรนให้ดีเจมะตูมทำให้เราเป็นที่รู้จักในกลุ่มศิลปินและดารามากขึ้น เพราะหลังจากเปลี่ยนรูปร่างให้มะตูมได้ภายใน 3 เดือน ก็เริ่มมีคนอื่นๆ ติดต่อเข้ามา เช่น พี่บอย Lomosonic พี่หมอโอ๊ค และกอล์ฟ-ไมค์ หลังจากนั้นก็มีคนใกล้ตัวของมะตูมเข้ามาอีก อย่างฟิล์ม ธนภัทร ที่ต้องเปลี่ยนรูปร่างภายใน 2 เดือนเพื่อรับบทเป็นพราหมณ์ในละครเรื่อง แม่หยัว ซึ่งเป็นบทที่ต้องถอดเสื้อให้เห็นรูปร่าง เฟิร์น นพจิรา ก็ต้องเปลี่ยนรูปร่างภายใน 2 เดือน ส่วนไมค์ก็ต้องเตรียมตัวเพื่อขึ้นเวทีกับกอล์ฟ 

นอกจากนี้ยังมีท็อป ทศพล จากหนัง 4 Kings และจี๋ สุทธิรักษ์ ที่ต้องเปลี่ยนรูปร่างภายในกรอบเวลาที่กำหนด โดยท็อปมีเวลาประมาณ 45 วันในการเปลี่ยนรูปร่างจากเดิม เพื่อไปรับบทในภาพยนตร์เรื่อง วัยหนุ่ม ซึ่งบทนั้นก็พลิกชีวิตเขาเลย

หลังจากนั้นเราก็ได้รับโจทย์ลักษณะนี้เข้ามาเรื่อยๆ บางคนมีเวลา 2 เดือน บางคน 3 เดือน เราต้องพยายามแก้โจทย์และวางโปรแกรมให้เหมาะสมกับแต่ละคน เราจึงเริ่มมีความถนัดในการเปลี่ยนรูปร่างคนภายในกรอบเวลาที่กำหนด เพราะพอจะอ่านออกว่าต้องให้เขาออกกำลังกายหนักแค่ไหน ต้องฝึกอะไรบ้าง และต้องกินยังไง เพื่อให้รูปร่างเปลี่ยนไปได้ภายในเวลาที่มี

แสดงว่าความแตกต่างระหว่างลูกค้าทั่วไปกับคนที่มีชื่อเสียงคือกรอบเวลาชัดเจน เพราะต้องเตรียมตัวไปรับงานหรือรับบทที่กำหนดวันไว้แล้วใช่ไหม

ใช่ เพราะงานของเขาถูกกำหนดไว้แล้วว่า อีก 1 หรือ 2 เดือนข้างหน้าต้องทำอะไร เราจึงต้องวางแผนให้รูปร่างของเขาพร้อมสำหรับวันทำงานนั้น เหมือนกับว่างานของเราคือการทำให้รูปร่างในวันนี้ไปถึงเป้าหมายที่ต้องการในวันที่กำหนดไว้

หลังจากนั้น ความเชี่ยวชาญของเราก็เริ่มมาในทางการปั้นรูปร่างคนให้ได้ตามเป้าหมายและกรอบเวลาที่กำหนดครับ

พอลูกค้าที่เข้ามาเทรนเริ่มติดตามผลงานของเรา ก็มีหลายคนอยากเปลี่ยนรูปร่างให้ได้แบบนั้นบ้าง แต่เราไม่มีเวลารับทุกคนด้วยตัวเอง เราก็เริ่มปั้นน้องๆ เทรนเนอร์ทีละคน ตอนแรกเราแค่ถามว่า ใครอยากทำงานลักษณะนี้บ้าง เพราะเมื่อลูกค้าพูดถึงความสามารถของเทรนเนอร์คนใดคนหนึ่งมากขึ้นก็เกิดความคาดหวังตามมา 

สุดท้ายเทรนเนอร์ก็ต้องเรียนรู้วิธีการทำงานให้ได้ตามมาตรฐานเดียวกัน เราจึงเริ่มถ่ายทอดความรู้และสอนน้องๆ จนพวกเขาสามารถทำได้ด้วยตัวเอง ทุกวันนี้เทรนเนอร์แต่ละคนก็สามารถเปลี่ยนรูปร่างให้กับกลุ่มลูกค้าของตัวเองได้แล้ว

สิ่งสำคัญที่คุณสอนเทรนเนอร์มากที่สุดคือเรื่องอะไร

เป็นเรื่องของกรอบความคิด เรื่องของสปิริตในการทำงาน เวลาเทรนลูกค้าคนหนึ่ง เราไม่ได้มีกรอบจำกัดมากนัก แต่พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้เขาเปลี่ยนแปลงได้ ทั้งดูแลเรื่องอาหารการกิน พูดคุยทางโทรศัพท์ และติดตามผลในช่วงแรกๆ ทุกวัน

เราไม่ได้มองว่าการเป็นเทรนเนอร์คือการนัดลูกค้ามาออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3 ชั่วโมงแล้วก็จบ สำหรับเรา การดูแลลูกค้าจะเข้าไปอยู่ในชีวิตของเขาตลอด 24 ชั่วโมงในช่วงที่กำลังเปลี่ยนรูปร่าง เราคุยกันและเจอกันบ่อยมาก บางทีคุยกันมากกว่าพ่อแม่หรือแฟนของเขาเสียอีก เพราะเราอินกับเรื่องนี้จริงๆ และอยากให้เขาเปลี่ยนแปลงได้

สิ่งที่เราต้องการจากเทรนเนอร์คือ ต้องมีหัวใจที่อยากเปลี่ยนแปลงคน มีสปิริตและมีความตั้งใจจริง อย่างที่สองคือ เมื่อมีวิธีคิดที่ถูกต้องแล้ววิธีการก็จะตามมาได้ เพราะการเปลี่ยนแปลงลูกค้าไม่ได้หมายความว่าเทรนเนอร์ต้องคิดแก้ปัญหาเพียงคนเดียว เวลาลูกค้าติดปัญหาอะไรเราจะมาคุยกันว่าเขาติดตรงไหน ไม่ใช่ให้เทรนเนอร์คนหนึ่งไปคิดหาทางแก้เองทั้งหมด แต่เราจะช่วยกันคิดและแก้ปัญหาไปด้วยกัน เพราะฉะนั้น การเปลี่ยนแปลงคนคนหนึ่งจึงเป็นเรื่องของทีม ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง

สำหรับเรา วิธีการไม่ได้เป็นปัญหาหลักเท่ากับว่าเทรนเนอร์พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงคนหรือเปล่า เพราะถ้าวิธีคิดถูกต้องแล้ว วิธีการก็สามารถเรียนรู้และปรับเปลี่ยนได้

สำหรับคนทั่วไปอุปสรรคสำคัญในการเปลี่ยนรูปร่างคืออะไร

การเปลี่ยนแปลงรูปร่างเป็นเรื่องที่ตรงไปตรงมามาก และสภาพแวดล้อมของที่ Bestfitt ก็ช่วยให้คนเปลี่ยนแปลงได้ สิ่งสำคัญอยู่ที่วิธีคิดและวิธีการมากกว่า คนที่เดินเข้ามาส่วนใหญ่อาจติดอยู่กับความคิดว่า ตัวเองลดน้ำหนักไม่ได้หรือเปลี่ยนแปลงตัวเองไม่ได้ แต่เรามองว่าไม่ว่าจะเพศไหนก็เปลี่ยนแปลงร่างกายได้ ในเมื่อเราก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน

ยกตัวอย่างเรื่องการปั่นจักรยาน ถ้าคนคนหนึ่งบอกว่าตัวเองปั่นจักรยานไม่ได้ สาเหตุมันเกิดจากวิธีการหรือวิธีคิด? บางทีเขาอาจจะพยายามไม่มากพอ ไม่เคยลองทำ หรือไม่กล้าล้ม แต่สุดท้ายแล้วถ้าเขาอยากปั่นจักรยานให้ได้ เขาก็สามารถเรียนรู้และฝึกฝนจนทำได้

เรื่องการเปลี่ยนรูปร่างก็เหมือนกัน วิธีการมีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือวิธีคิด เพราะวิธีคิดทำให้เราเกิดความเชื่อว่าเราทำได้หรือทำไม่ได้ หลายครั้งไม่ใช่ว่าเราทำไม่ได้เพราะร่างกายทำไม่ไหว แต่เป็นเพราะความคิดของเราบอกว่าทำไม่ได้ เราจึงพยายามจัดการตั้งแต่ตรงนี้ ทำให้คนที่เข้ามารู้สึกว่าเมื่อมาอยู่ที่นี่แล้วเขาสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้

เมื่อผลลัพธ์เกิดขึ้นมากพอ คนที่เข้ามาแล้วทำไม่ได้ตามเป้าหมายก็จะเริ่มกลับมามองตัวเองและตั้งคำถามกับตัวเองมากขึ้น

ทุกวันนี้กระแสการดูแลสุขภาพมาแรงมาก เราเห็นทั้งคนดังที่หันมาออกกำลังกาย เล่นกีฬา หรือเข้าร่วมการแข่งขันไตรกีฬา ทำให้ธุรกิจฟิตเนสมีความท้าทายและมีคู่แข่งมากขึ้น คุณมองว่า Bestfitt จะสร้างความแตกต่างจากฟิตเนสที่อื่นได้ยังไง

เราไม่ได้คิดว่านี่เป็นความท้าทายหรือการแข่งขันอะไร เพราะเรารู้ว่าตัวเองแตกต่างยังไง คนที่เดินเข้ามาที่นี่ค่อนข้างชัดเจนว่าเขาต้องการอะไร และเราก็รู้ว่าเราสามารถทำอะไรให้เขาได้ เราไม่ได้มองว่าฟิตเนสที่อื่นเป็นคู่แข่ง เรามองธุรกิจฟิตเนสขนาดใหญ่เหมือนร้านอาหารตามสั่งขนาดใหญ่ร้านหนึ่ง แต่เราคือร้านที่ผัดกะเพราอร่อยที่สุด ทำเมนูเดียวก็ได้ แต่ทำให้อร่อยได้จริงๆ

เรารู้ว่าตัวเองทำอะไรได้ดี เพราะฉะนั้นเราไปเปิดอยู่ข้างฟิตเนสใหญ่หรือข้างฟิตเนสไหนก็ได้ เพราะคนที่เดินเข้ามาหาเราคือคนที่อยากกินกะเพรา เขารู้อยู่แล้วว่ามาที่นี่แล้วจะได้อะไร และจำนวนคนที่ต้องการสิ่งนี้ก็มีมากพอสำหรับธุรกิจของเราแล้ว 

เมื่อเรารู้ชัดเจนว่าตัวเองทำอะไรได้ และคนข้างนอกก็รู้ชัดเจนว่าตัวเองต้องการอะไร ทั้งสองอย่างก็มาเจอกันได้พอดี นี่คือสิ่งที่เราคิดว่าเป็นความแตกต่างของ Bestfitt เราไม่ได้คิดว่าใครเป็นคู่แข่ง และยังอยากเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่สามารถเชื่อมต่อและสนับสนุนกันได้ด้วย เพราะความจริงแล้วคู่แข่งของเราไม่ใช่ธุรกิจฟิตเนสอื่น แต่เป็นโจทย์ที่ว่าเราจะสามารถเปลี่ยนแปลงลูกค้าให้ดีขึ้นได้หรือเปล่า

ถ้าเราสามารถแข่งขันกันในเรื่องการเปลี่ยนแปลงคนให้มีชีวิตที่ดีขึ้นได้ นั่นต่างหากที่ตรงประเด็นมากกว่า ไม่ใช่การแข่งกันขายของ

ตอนนี้ Bestfitt เปิดมาได้ประมาณ 7-8 ปีแล้ว ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ ความเชื่อในการทำฟิตเนสและการทำธุรกิจของคุณเปลี่ยนไปไหม อะไรที่ยังเหมือนเดิม และอะไรที่เปลี่ยนไปบ้าง

เราคิดว่าตัวเองชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าอยากเดินไปทางไหน เป้าหมายหลักของบริษัทยังเหมือนเดิม คือการเปลี่ยนแปลงคน KPI หรือเป้าหมายที่ใช้วัดผลการทำงานของเทรนเนอร์เป็นอันดับแรกไม่ใช่ยอดขาย แต่เป็นการที่เทรนเนอร์แต่ละคนต้องเปลี่ยนแปลงลูกค้าของตัวเองให้ได้อย่างน้อยเดือนละ 1 คน

ลองนึกภาพว่าเรามีเทรนเนอร์ประมาณ 20-30 คน ถ้าทุกคนสามารถเปลี่ยนแปลงลูกค้าได้เดือนละหนึ่งคน ก็หมายความว่าเราจะมีผลงาน Before-After ประมาณ 20-30 คนต่อเดือน ต่อให้เทรนเนอร์แต่ละคนเปลี่ยนแปลงลูกค้าได้เพียง 2 เดือนต่อ 1 คน เราก็ยังมีผลงานเพิ่มขึ้นประมาณ 10 คนต่อเดือนอยู่ดี

ทุกวันนี้ผมโพสต์ Before-After ทุกวันจนกลายเป็นเรื่องปกติของคนที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงตัวเองที่นี่ นี่คือสิ่งที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ และไม่มีวันเปลี่ยน เพราะเป้าหมายหลักคือการเปลี่ยนแปลงผู้คน ส่วนสิ่งที่เปลี่ยนไปคือ เราเริ่มมองว่าตัวเองมีความรับผิดชอบมากขึ้น เพราะผู้คนเริ่มฝากความหวังและความไว้วางใจไว้กับเรา

เราอยากเติบโตมากกว่านี้ แต่คำว่าเติบโตของเราไม่ได้หมายถึงการเติบโตด้านธุรกิจหรือการเงินอย่างเดียว มันหมายถึงการเติบโตในเรื่องความรับผิดชอบต่อการดูแลคนด้วย

เคยมีช่วงเวลาที่คุณอิ่มตัวจากธุรกิจนี้บ้างไหม

ย้อนกลับไปประมาณเกือบ 2 ปีก่อน มีช่วงหนึ่งที่เราหมดไฟ และไม่รู้ว่าจะตั้งเป้าหมายของตัวเองยังไง ธุรกิจไม่ได้แย่ลง แต่ก็เหมือนหยุดอยู่กับที่ เราไม่รู้ว่าควรเดินไปทางไหนต่อ ทั้งที่ยังทำสิ่งเดิมต่อไปได้ ตอนนั้นเราอาจจะคิดถึงแค่ว่าตัวเองจะพัฒนาขึ้นได้ยังไง แต่พอคิดถึงแต่ตัวเองเราก็ไม่สามารถเติบโตต่อไปได้มากนัก

จนวันหนึ่งมีรุ่นพี่มาพูดกับเราว่า “แล้วทำไมเบสไม่ยกระดับอุตสาหกรรมที่เราอยู่ล่ะ?” คำถามนี้เหมือนปลดล็อกเราเลย เพราะทำให้เห็นว่าตัวเองมีเป้าหมายต่อไปแล้ว เราเพิ่งเข้าใจว่า ที่ผ่านมาเราอาจติดอยู่กับการคิดถึงแต่ตัวเอง และไม่รู้ว่าจะตั้งเป้าหมายต่อไปยังไง แต่เมื่อมีคนโยนโจทย์นี้มาให้ก็เริ่มเห็นภาพว่าเราต้องรับผิดชอบมากขึ้น ต้องเป็นผู้นำมากขึ้น เพื่อให้ธุรกิจเติบโตและช่วยยกระดับวงการเทรนเนอร์ได้

เราเริ่มคิดว่าเราจะช่วยน้องๆ ในอุตสาหกรรมนี้ได้ยังไง จะช่วยให้ธุรกิจฟิตเนสมีแนวทางที่ดีขึ้นได้ยังไง กรอบความคิดจึงขยายออกไป และทำให้เริ่มลงมือทำสิ่งต่างๆ มากขึ้น รวมถึงเริ่มพูดคุยกับคนในวงการเพื่อหาวิธีพัฒนาอุตสาหกรรมนี้

สิ่งนี้ทำให้คุณมองธุรกิจฟิตเนสเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

ธุรกิจฟิตเนสไม่ได้มีหน้าที่แค่ช่วยให้คนเปลี่ยนแปลงรูปร่างตัวเองเท่านั้น แต่ยังสามารถเชื่อมต่อกับระบบสุขภาพได้ด้วย เพราะถ้าคนอยากมีสุขภาพดีขึ้น การออกกำลังกายอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องดูแลทั้งมวลกล้ามเนื้อ มวลไขมัน และอาหารการกิน ซึ่งทั้งสามเรื่องนี้เป็นสิ่งที่เราดูแลอยู่แล้วในฟิตเนส ระหว่างที่เราทำ Before-After ให้ลูกค้า ก็มีลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่งที่เห็นการเปลี่ยนแปลงของผลตรวจเลือดด้วย โดยเฉพาะคนที่ลดไขมันในร่างกาย ออกกำลังกาย และกินอาหารดีขึ้น ทำให้ค่าต่างๆ ในเลือดดีขึ้นตาม

อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้สนใจเรื่องนี้เพราะคนในครอบครัวของเรา ทั้งญาติและยายเสียชีวิตจากโรคเบาหวาน เราเองก็มีความเสี่ยง และในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คนใกล้ตัวเราเสียชีวิตจากโรคต่างๆ หลายคน เรื่องเหล่านี้ทำให้เราเริ่มคิดว่าจะใช้ความสามารถของตัวเองให้เป็นประโยชน์ต่อผู้คนได้ยังไง และได้เห็นว่าธุรกิจฟิตเนสของตัวเองสามารถเชื่อมต่อกับระบบสุขภาพได้

ช่วงนั้นกระแส wellness เริ่มมาแรง แต่เราไม่ได้สนใจคำว่า wellness มากนัก เพราะอยู่ในธุรกิจนี้มานานจนไม่ได้ตื่นเต้นกับคำนี้เป็นพิเศษ สิ่งที่เราสนใจคือ จะทำยังไงให้คุณภาพชีวิตของคนดีขึ้นได้ โดยใช้สิ่งที่เราถนัดและสิ่งที่เราสามารถทำได้ อย่างแรก เราสามารถช่วยให้คนมีรูปร่างดีขึ้นและลดไขมันในร่างกายได้ อย่างที่สอง เมื่อสุขภาพและองค์ประกอบร่างกายดีขึ้น ค่าต่างๆ ในเลือดก็อาจดีขึ้นตามไปด้วย

หลายครั้งลูกค้าไปตรวจเลือดที่โรงพยาบาลแล้วพบว่าค่าต่างๆ ไม่ดี หรือมีค่าบางอย่างสูงจนน่ากังวล พวกเขาก็เข้ามาหาเราเพื่อปรับการออกกำลังกายและอาหารการกิน หลังจากดูแลตัวเองไปประมาณ 2-3 เดือน เมื่อกลับไปตรวจเลือดใหม่ ค่าต่างๆ ก็มีแนวโน้มดีขึ้น ไม่มากก็น้อย เราจึงเริ่มคิดว่า จะเชื่อมโยงการทำงานของฟิตเนสเข้ากับโรงพยาบาลได้ยังไงเพื่อช่วยสนับสนุนการดูแลสุขภาพของลูกค้าให้ต่อเนื่องมากขึ้น

คุณเริ่มต้นทำอะไรจากแนวคิดใหม่นี้บ้าง

เรานำเรื่องนี้ไปเล่าให้รุ่นพี่และคนอื่นๆ ฟัง จึงมีโอกาสได้รับการแนะนำให้รู้จักกับโรงพยาบาลหลายแห่ง เพื่อทำแคมเปญร่วมกัน แนวคิดคือ เมื่อคนไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลแล้วพบว่าค่าต่างๆ ในเลือดไม่ดี เช่น ค่าบางอย่างสูงเกินไป แพทย์อาจแนะนำให้ออกกำลังกายหรือปรับพฤติกรรม แต่คำแนะนำเหล่านั้นบางครั้งก็กว้างเกินไป จนคนไข้ไม่รู้ว่าจะนำไปปฏิบัติยังไง

อีกอย่างคือ หลังจากแพทย์ให้คำแนะนำแล้ว อาจไม่มีทีมที่ติดตามผลต่อเนื่องว่าคนไข้สามารถทำตามคำแนะนำได้จริงหรือไม่ เราจึงมองว่าฟิตเนสสามารถเข้ามาช่วยเติมเต็มส่วนนี้ได้ โดยรับช่วงต่อจากโรงพยาบาลและทำหน้าที่ประสานงานระหว่างโรงพยาบาลกับลูกค้า เพื่อดูแลการออกกำลังกายและอาหารการกินอย่างต่อเนื่อง

ตัวอย่างเช่น เราอาจติดตามผลและตรวจเลือดทุกๆ 45 วัน เป็นระยะเวลาประมาณ 3 เดือน จากนั้นส่งลูกค้ากลับไปพบแพทย์อีกครั้ง ระหว่างนั้น เราจะนำผลตรวจเลือดมาปรับปรุงโปรแกรมอาหารและการออกกำลังกายร่วมกับแพทย์เจ้าของไข้ เพื่อให้การดูแลเหมาะสมกับสุขภาพของแต่ละคน เพราะลูกค้าที่มาออกกำลังกายบางคนก็มีข้อจำกัดด้านสุขภาพอยู่แล้ว บางครั้งพวกเขาต้องขอเบอร์โทรศัพท์ของคุณหมอเพื่อให้เทรนเนอร์พูดคุยปรึกษากันโดยตรง

แต่ที่ผ่านมา ลูกค้าแต่ละคนก็ใช้บริการโรงพยาบาลแตกต่างกันไป เราจึงคิดว่าถ้ามีหน่วยงานหรือโรงพยาบาลที่สามารถสนับสนุนการทำงานร่วมกันได้ก็จะช่วยให้เราดูแลลูกค้าได้ต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากเรื่องของโรงพยาบาล เราเห็นว่าคุณมีการร่วมมือกับร้านอาหารของ Santa Fe Steak ด้วย

จุดเริ่มต้นของครัวซานตาเฟ่มาจากเวลาที่ออกกำลังกายเราก็ไม่รู้ว่าจะไปกินอะไร เพราะการออกกำลังกายเป็นเรื่องของการจัดการสัดส่วนอาหาร ไม่ใช่การตัดอาหารออก แต่ต้องแบ่งสัดส่วนอาหารให้ดี อาหารที่คนบริโภคน้อยที่สุดก็คือโปรตีน แล้วโปรตีนจากเนื้อสัตว์ก็เปลี่ยนไปเป็นไขมันได้ยากที่สุดเมื่อเทียบกับสารอาหารทั้งหมด คนจึงต้องกินโปรตีนสูง แต่โปรตีนก็หายาก แล้วโปรตีนเท่าไหร่ถึงจะเพียงพอต่อวัน

อย่างเช่น เราต้องกินเนื้อสัตว์ให้ได้วันละ 400-500 กรัม ซึ่งเป็นเรื่องยาก เพราะฉะนั้น พอคุยกันไปคุยกันมากับซานตาเฟ่ เขาเลยบอกว่ามีครัวอยู่ ช่วยบริหารจัดการวัตถุดิบให้หน่อย เราก็เลยแยกส่วนนี้ออกมาให้ทำอาหารในรูปแบบของซานตาเฟ่

อาหารมีทั้ง wrap สเต๊ก และอาหารอย่างอื่นด้วย เราเข้าไปกำหนดวัตถุดิบว่าเนื้อสัตว์ต้องออกมาเป็นปริมาณกี่กรัม แม้แต่แผ่นแป้งปกติมีน้ำตาล 30 กรัม เราก็ไปหาแผ่นแป้งที่มีคาร์โบไฮเดรตแค่ 15 กรัม เพื่อควบคุมสารอาหารให้ออกมาเป็นอาหารที่ดี รวมถึงสเต๊กทั้งหมดด้วย

มันเลยเหมือนเป็นครัวที่ช่วยจัดการอาหารให้คนที่ออกกำลังกายได้ทั้งหมด ตั้งแต่คนเข้ามาใช้บริการ ไปจนถึงการดูแลอาหารในแต่ละมื้อ เราสามารถบริหารจัดการได้หมด และเป็นจุดเชื่อมโยงระบบเข้ามา ทำให้เวลาคนมีปัญหาสุขภาพบางอย่างเข้ามาเราก็มีสิ่งที่ช่วยสนับสนุนเขาได้มากขึ้น มีช่องทางส่งต่อกันได้ 

ถ้าพูดง่ายๆ ในเชิงธุรกิจ แสดงว่าฟิตเนสในยุคใหม่ขยายการร่วมมือเพื่อไปเชื่อมกับอุตสาหกรรมอื่นๆ เพื่อสร้างระบบให้กับสุขภาพในภาพกว้างใช่ไหม

ใช่ เราต้องการเป็นทุกอย่างเลย เวลาเราจะเปลี่ยนคนคนหนึ่ง เราจะคิดว่าเขาขาดองค์ประกอบอะไรบ้าง เขาต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง อย่างเรื่องอาหาร เราก็เชื่อมเรื่องอาหารเข้ามา ถ้าเป็นเรื่องสุขภาพ ก็ต้องเชื่อมเรื่องค่าเลือดเข้ามาด้วย นั่นหมายความว่าเราต้องเชื่อมกับโรงพยาบาล แล้วส่งคนกลับไปให้โรงพยาบาลดูแลต่อด้วย

ตอนนี้เราเชื่อมโยงเข้ามาแล้ว 2 ส่วน ส่วนที่กำลังจะเชื่อมต่อไปคือบริษัทประกันชีวิต ตอนนี้ยังไม่ได้คุยกันเรื่องโมเดลธุรกิจว่าจะทำอะไรยังไง มีการเสนอแนวคิดเข้าไปบ้างแล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าจะออกมาเป็นรูปแบบไหน ต้องคุยกันอีกทีว่าจะเชื่อมกับประกันชีวิตยังไง

คุณมองการเติบโตของ Bestfitt ยังไงบ้าง

สิ่งหนึ่งที่เราโชคดีคือ บริษัทเติบโตขึ้นมาโดยที่เป้าหมายของเราไม่ว่าจะเป็นเรื่องรายได้หรือเรื่องอื่นๆ ไม่ได้เริ่มจากการตั้งเป้าเรื่องเงิน แต่เริ่มจากเป้าหมายว่าเราอยากทำสิ่งนี้ให้ได้มากกว่า ผลลัพธ์ของเรามีมากขึ้น บริษัทก็เติบโตตามผลลัพธ์ กลายเป็นว่าคนเข้ามาหาเพราะผลลัพธ์ที่เราสร้าง ไม่ได้เข้ามาเพราะโปรโมชั่น

อีกอย่างหนึ่งคือเราทำแอพพลิเคชั่นขึ้นมาด้วย แต่จะเปิดใช้งานต้นปีหน้า แอพพลิเคชั่นนี้จะช่วยตรวจค่าเลือดและดูแลคนที่เข้ามาหาเราได้ เช่น เวลามีคนเข้ามา เราจะตรวจทั้งภายนอกและภายใน รวมถึงดูค่าเลือด เวลาคนไปตรวจเลือดที่โรงพยาบาลมา ก็สามารถอัพโหลดผลตรวจเป็นไฟล์ หรือใช้โทรศัพท์ถ่ายรูปแล้วนำข้อมูลเข้าไปในระบบได้

ระบบจะช่วยแสดงค่าเลือดอย่างละเอียด ว่าค่าที่เหมาะสมควรอยู่ที่เท่าไหร่ ตอนนี้อยู่ที่เท่าไหร่ และมีคำแนะนำอะไรบ้าง จากนั้นก็นำคำแนะนำไปเชื่อมกับโปรแกรมออกกำลังกายและโภชนาการ อย่างโปรแกรมอาหาร 7 วัน ก็จะมีเมนูให้ครบว่าควรกินอะไร แต่ละเมนูต้องกินปริมาณเท่าไหร่ และต้องทำยังไง ทุกอย่างจะอยู่ในระบบ

หลังจากทำธุรกิจฟิตเนสมานาน นิยามของการเป็นผู้ ‘ปั้นร่าง’ ให้กับคนอื่นเปลี่ยนไปยังไงบ้างสำหรับคุณ

เราไม่ได้ใช้คำว่า Personal Trainer อยู่ด้านหลังเสื้อของทีม แต่ใช้คำที่เกี่ยวกับการออกแบบรูปร่างแทน เราเปลี่ยนมาใช้คำว่า Architect หรือสถาปนิก เพราะเราคือนักออกแบบรูปร่าง เราออกแบบหุ่นของคน เราอยากให้คนรู้สึกว่า เมื่อสวมเสื้อตัวนี้แล้ว เขาจะมองบทบาทของเทรนเนอร์แตกต่างออกไป

บางคนอาจสงสัยว่า เป็นเทรนเนอร์ต้องทำแบบนี้ด้วยเหรอ ต้องมานั่งดูอาหารให้ลูกค้าด้วยเหรอ ต้องถามว่าลูกค้าอยู่โรงพยาบาลไหน หรือคุยกับหมอคนไหน เป็นเทรนเนอร์ต้องนั่งคุยกับหมอด้วยเหรอ เราคิดว่าคำว่า Personal Trainer มีหลายอย่างที่ตีกรอบเราไว้ เลยอยากเปลี่ยนให้เป็นนิยามใหม่

การดูแลคนคนหนึ่งไม่ควรมีกรอบ ถ้าเราอยากทำให้เขาดีขึ้น แน่นอนว่าอีกเรื่องหนึ่งคือ เราต้องไม่เข้าไปยุ่งกับชีวิตเขาในทางที่ทำให้ชีวิตเขาแย่ลง แต่ถ้าตราบใดที่การดูแลของเราไม่ได้ทำให้ชีวิตเขาแย่ลง เรารู้ว่าสิ่งที่เราทำจะช่วยให้ชีวิตเขาดีขึ้น เราก็ควรทำในสิ่งที่ช่วยเขาได้

Writer

เคยเจอยูเอฟโอ 2 ครั้ง ช่วงปลายปี 2019 และต้นปี 2023

You Might Also Like