Unstoppable

เมื่อการไม่หยุดยั้งพัฒนานำมาสู่ super shoes ไทยที่คุณภาพกล้าสู้กับแบรนด์นอกของ Unpause

ปี 2026 ถือเป็นหมุดหมายที่น่าสนใจไม่น้อยสำหรับวงการนักวิ่ง โดยเฉพาะเรื่องของ ‘นวัตกรรมรองเท้าวิ่ง’ จากแต่ละค่ายที่เสิร์ฟใหม่ออกมาแทบจะทุกไตรมาส

หากเจาะลึกลงไปจะพบว่า พฤติกรรมการเลือกซื้อรองเท้าวิ่งของพี่นักวิ่งในยุคนี้ ไม่ได้เจาะจงไปที่แบรนด์ใหญ่แบรนด์ดัง แต่หันมาสนใจ ‘ม้านอกสายตา’ ที่คนพูดถึงน้อย แต่คุณภาพใช้งานได้จริง

ถึงตรงนี้ถ้าคุณนึกถึงรองเท้าวิ่งจากแดนมังกรคงไม่ผิด

แต่เสียใจด้วย เพราะที่เรากำลังจะพูดถึงคือ Unpause แบรนด์รองเท้าวิ่งของคนไทย ที่ปีนี้พวกเขาเพิ่งแตะหลักกิโลสำคัญใหม่ ด้วยการเปิดตัว Unpause Project B รองเท้าวิ่งประเภท super shoes ที่พวกเขาบอกว่า นี่คือ hero product ที่ใส่สุดทั้ง ‘นวัตกรรม’ และ ‘ดีไซน์’ เท่าที่เคยมีมา

ระยะเวลาหลักปีที่หายไปแลกกับการได้ super shoes ที่กล้าพูดได้ว่า คุณภาพสูสีสู้กับแบรนด์นอกได้ไม่เคอะเขิน เห็นได้ชัดจากการที่เปิดตัวล็อตแรกก็ sold out อย่างรวดเร็วจนต้องมีการผลิตเพิ่ม

เมื่อความตื่นเต้นนำมาซึ่งความอยากรู้ เราเลยถือโอกาสชวน เบิร์ด–พัชรพล เทียนอำไพ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Unpause พร้อมด้วย บิว–ณัฏฐิ์พล จงเรียน ดีไซเนอร์คนสำคัญ ที่จะมาเผยเบื้องหลังการออกแบบ super shoes รุ่นดังกล่าว ที่พวกเขาบอกว่าเกิดจากการตั้งใจ ‘พัฒนา’ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ไม่แน่ว่า Unpause Project B อาจจะเป็นรองเท้าวิ่งที่คุณกำลังตามหาอยู่ก็เป็นได้

เมื่อแบรนด์ไทยขอลงสนาม ‘ท้าชน’ ตลาดรองเท้า super shoes อีกครั้ง

เท้าความให้รู้กันสักเล็กน้อย จุดเริ่มต้นของ Unpause ต้องย้อนกลับไปเมื่อปี 2020 ในยุคที่กระแสกีฬาวิ่งยังเป็นเรื่องของคนเฉพาะกลุ่ม และในตลาดรองเท้าวิ่งมีแบรนด์ให้เลือกไม่หลากหลายเท่าทุกวันนี้ 

ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว ตรงกับที่พัชรพลมีโอกาสได้ไปเรียนต่อที่ประเทศจีน กระทั่งวันหนึ่งเจ้าตัวมีโอกาสได้รับหน้าที่เป็นล่ามแปลภาษาให้กับนักธุรกิจชาวไทยที่มาอยู่จีน 

และนั่นทำให้พัชรพลมีโอกาสได้เยี่ยมชมโรงงานผลิตรองเท้าวิ่งของชาวจีน พลันเกิดความตั้งใจที่ว่า อยากทำแบรนด์รองเท้าวิ่งของคนไทยที่คุณภาพไม่แพ้แบรนด์ต่างชาติ และเป็นแบรนด์ที่คนไทยเองเลือกใช้ ประกอบกับการที่ตนเองชอบในกีฬาวิ่งเป็นทุนเดิม เมื่อความเชื่อมาบรรจบกับความตั้งใจ Unpause จึงถือกำเนิดขึ้น

“เมื่อก่อนตอนผมเล่นกีฬาทั้งวิ่งและเตะบอล ผมเองก็ใส่รองเท้าของแบรนด์นอก แต่สิ่งที่ผมพบคือเราไม่ได้ชอบดีไซน์ของมันสักเท่าไหร่ คือคนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้ชอบใส่รองเท้ากีฬาที่มีสีสันจัดจ้าน หน้าตาหวือหวา ผมเลยอยากทำรองเท้าวิ่งที่หน้าตาตรงกับความชอบของคนไทย” พัชรพลย้อนความให้เราฟัง

ความหมายของ Unpause ตรงตามชื่อของมัน คือการไม่หยุดที่จะพัฒนาแบรนด์ และพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการปลดล็อกศักยภาพให้แก่นักวิ่ง 

ความจริงพวกเขาตั้งต้นแบรนด์ด้วยการเปิดตัว Unpause Atlas ซึ่งเป็นรองเท้าจำพวก Daily Trainer ที่เน้นการซัพพอร์ตเป็นหลัก ก่อนที่แบรนด์จะใช้เวลา 2 ปี ในการออกแบบ super shoes รุ่นแรกออกมา นั่นคือ Unpause Halley 

“อีกอย่างคือ super shoes เป็นเหมือนเป้าหมายที่แบรนด์รองเท้าแบรนด์หนึ่งอยากจะทำกัน เพื่อพิสูจน์องค์ความรู้ของแบรนด์ ว่ามีคุณภาพเทียบเท่ากับแบรนด์ต่างประเทศไหม

“เพียงแต่การจะออกรองเท้าสักรุ่นมันจำเป็นต้องใช้เวลา ยิ่งเราเป็นแบรนด์ที่ไม่ได้ใหญ่ก็ยิ่งต้องใช้เวลานานมากกว่าปกติ ซึ่งระยะเวลาที่หายไปเราสังเกตเห็นว่า นักวิ่งบ้านเราพยายามที่จะพัฒนาศักยภาพตัวเอง อยากวิ่งทำสถิติใหม่ได้ เราเลยมองว่าตลาด super shoes ยังมีที่ให้ไปต่อ” พัชรพลกล่าวถึงความตั้งใจอย่างหนักแน่น

และนั่นเองจึงเป็นที่มาของโปรเจกต์ super shoes ที่มีชื่อว่า Unpause Project B 

พัฒนาให้เหมือน black hole ที่พร้อมดูดกลืนทุกอย่าง

ย้อนกลับไปเมื่อสักต้นปี 2025 ผู้เขียนจำความได้ดีว่า บนแอ็กเคานต์โซเชียลของ Unpause ได้ปล่อยภาพสเกตช์ที่เผยให้เห็นถึงโมเดลคร่าวๆ ของรองเท้า super shoes รุ่นใหม่

แน่นอนว่าตอนนั้นกระแสบนโลกโซเชียลจากพี่นักวิ่งต่างตื่นเต้น ที่จะได้เห็น super shoes จาก Unpause อีกครั้ง เพียงแต่หลังจากภาพดังกล่าวถูกปล่อยออกมา ก็ไม่มีอัพเดตอะไรเพิ่มเติม กลายเป็นว่าพวกเขาเรื่องส่งรองเท้าสาย functional lifestyle อย่าง Earthstride ออกมาคั่นกลาง

เบ็ดเสร็จระยะเวลาที่หายไป 2 ปีครึ่ง กว่าที่ Unpause Project B จะคลอดออกมาอย่างเป็นทางการ ซึ่งระยะเวลาที่หายไป พัชรพลและณัฏฐิ์พลอธิบายว่า พวกเขาตั้งใจปรับแก้ตัวรองเท้าให้ออกมาดีที่สุด โดยผ่านการทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อให้ performance ในการสวมใส่ถูกจริตนักวิ่งชาวไทย

“เริ่มแรกเราลงมือสำรวจก่อนว่า super shoes ที่มีอยู่ในตลาดมันเป็นยังไงบ้าง แล้วเราก็ลองมาลองเทสต์ใส่ดูเองว่าแต่ละรุ่นใส่แล้วมันเป็นยังไง บางรุ่นใส่แล้วกลิ้งเท้าได้ไว บางรุ่นใส่แล้วกลิ้งเท้าได้น้อย เราก็นำจุดดี-จุดเด่นทั้งหมดที่เราทดลองนำมาปรับแก้ในแบบของเราให้มันกลมกล่อม” พัชรพลอธิบาย

“ความหมายของคำว่า Project B มาจากคำว่า ‘black hole’” ณัฏฐิ์พลเล่าเสริมถึงที่มาของชื่อโปรเจกต์

“ที่ผ่านมาคอนเซปต์รองเท้าวิ่งของ Unpause มักผูกโยงกับความเป็น ‘อวกาศ’ เสียส่วนใหญ่ อย่างสองรุ่นแรกที่ปล่อยออกมาก็มีชื่อว่า Atlas และ Halley ก่อนหน้าผมกับเบิร์ดก็มาคิดชื่อกันว่าจะตั้งชื่อยังไงให้สอดคล้องกับรุ่นก่อนหน้าดี โดยที่ยังคงคอนเซปต์ความเป็นอวกาศ

“จนเรามาเจอกับคำว่า Black Hole ซึ่งมันเป็นเทหวัตถุ เป็นหลุมดำที่มีความหนาแน่นสูง ฟังดูแล้วตอบโจทย์กับสิ่งที่เรากำลังจะทำ เราเลยใช้คำคำนี้เป็นสารตั้งต้นในการออกแบบรองเท้าคู่นี้ ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องของคอนเซปต์ต้องมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่สามารถใช้งานได้จริง”

นวัตกรรมที่ดีที่สุดเพื่อพี่นักวิ่ง

อย่างที่เกริ่นไว้ว่า Unpause Project B คือรองเท้าวิ่งจาก Unpause ที่จัดเต็มเทคโนโลยีที่ดีที่สุดเท่าที่แบรนด์เคยมีมา และพัฒนารูปทรงรองเท้าที่พร้อมอำนวยการสวมใส่เพื่อรีดเค้นศักยภาพนักวิ่งออกมาให้ได้มากที่สุด 

สองหัวเรือแห่ง Unpause อธิบายให้ฟังว่า พวกเขาตั้งต้นจากการนำ DNA เดิมของรองเท้า super shoes ในอดีตอย่างรุ่น Halley มาปรับใช้ เช่นบริเวณ upper (หน้าผ้า) โดยแก้ไขให้ตัวผ้ามีความบางขึ้น เพื่อลดน้ำหนักของตัวรองเท้า ระบายอากาศได้ดี และกระชับขณะสวมใส่

ในขณะที่บริเวณ toe box (ส่วนหน้าของรองเท้า) ถูกปรับให้มีพื้นที่กว้างมากขึ้น ตามรูปทรงเท้าส่วนใหญ่ของคนเอเชียที่มีหน้าเท้ากว้าง ทำให้เวลาสวมใส่ไม่บีบรัดจนรู้สึกเจ็บเมื่อวิ่งไปนานๆ    

 และวัสดุหลักที่เป็นพระเอกของรองเท้าคู่นี้ คือ ‘Hypernova 0.05’ โฟมรุ่นพิเศษที่ทำมาจาก ‘ATPU’ เนื้อโฟมที่เรียกว่า แทบจะ ‘ดีที่สุด’ ในเทคโนโลยีโฟม ณ เวลานี้ ซึ่งแบรนด์ใหญ่ระดับโลก เช่น Asics ก็นำมาใช้ในการออกแบบ midsole (พื้นรองเท้าชั้นกลาง) เช่นกัน

เพียงแต่โฟม ATPU ตัวนี้ถูกปรับจูนให้เหนือชั้นอีกขั้น ด้วยการขึ้นรูปแบบ super critical หรือการขึ้นรูปเป็นแบบ sheet foam แผ่นใหญ่ทั้งผืน ก่อนจะตัดเอาแค่ส่วนตรงกลางของแผ่นที่มีมวลความหนาแน่นที่สุดนำมาใช้ทำ midsole

“เมื่อก่อนเวลาขึ้นโฟมรองเท้าเราจะต้องนำโฟมไปเข้าแม่พิมพ์ แต่เมื่อโฟมโดนความร้อน เซลล์ฟองอากาศในเนื้อโฟมจะตาย ทำให้มวลความฟุ้งของตัวโฟมมันน้อยลง  นั่นทำให้พอนำไปใช้งานตัวโฟมจะมีความเบาน้อยลง เด้งน้อยลง แต่พอเราเปลี่ยนมาใช้การขึ้นรูปโฟมแบบนี้ (super critical) ซึ่งเป็นการเข้าแม่พิมพ์แค่ครั้งเดียว นั่นทำให้โอกาสที่เซลล์ของโฟมจะถูกทำลายมีเปอร์เซ็นต์ที่น้อยลง

“ถ้าในไซส์ขนาด 9US รองเท้าจะมีน้ำหนักมาตรฐานเบาเหลือแค่ 179 กรัม อาจจะมีบวกลบคลาดเคลื่อนบาง ขึ้นอยู่กับน้ำหนักของเนื้อโฟมแต่ละชิ้นอาจจะต่างกันแค่ 0.1 หรือ 0.2 อย่างการพ่นสีตัวโฟมรองเท้าก็มีส่วน เพราะโฟมของเม็ดสีเองก็มีน้ำหนักเหมือนกัน

“ถ้าเทียบให้เห็นภาพก็เหมือนคุณวิ่งอยู่บนผืนขนมปังที่เต็มก้อน” ณัฏฐิ์พลเปรียบด้วยอารมณ์ขัน

 

พัชรพลอธิบายว่าการตามหาโรงงานที่สามารถขึ้นรูปโฟมแบบ super critical ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ Unpause Project B ใช้เวลาในการพัฒนานานถึง 2 ปีกว่า

“เพียงแต่วิธีนี้มีข้อเสียอย่างเดียวคือ ต้นทุนจะแพงกว่าปกติ เพราะการที่เราเอาเนื้อโฟมแค่ตรงกลางจากทั้งแผ่น เศษขอบที่เหลือเราก็จำเป็นต้องทิ้ง นั่นทำให้แผ่น ATPU หนึ่งแผ่นจะนำมาทำรองเท้าเราได้แค่ไม่กี่คู่ ทำให้น้อยแบรนด์มากที่จะใช้วิธีนี้ ถ้าใช้ราคารองเท้าที่วางขายก็จะสูงตามไปด้วย

“ส่วนหนึ่งที่เราใช้เวลาในการพัฒนารองเท้ารุ่นนี้นาน ก็เพราะเราตามหาโรงงานที่สามารถผลิตรองเท้าด้วยกรรมวิธีนี้ได้ โดยที่ต้นทุนการผลิตอยู่ในระดับที่เรายังโอเค” 

และส่วนสุดท้ายคือรูปทรงของรองเท้าที่ดีไซน์มาในแบบ rocker geometry หรือการออกแบบพื้น midsole ให้มีความโค้งและเชิดตรงปลายเท้า และเมื่อผสานกับวัสดุ ‘แผ่นคาร์บอน’ เกรด T1000 ที่ให้มาเต็มแผ่น ทำให้จังหวะสับเท้าทำได้ต่อเนื่องสนุกขึ้น หรือที่ศัพท์นักวิ่งเรียกว่า ‘ควงขา’ แบบเพลินๆ  

ถ้าจะเปรียบก็เหมือนการขี่ม้าแข่งที่ถูกฝึกมาอย่างดีแล้วก็คงไม่ผิด

‘อันพอส’ ของคนไทย

“เราอยากให้ Unpause Project B ทุกสีที่ดีไซน์ออกมามีเรื่องราวในตัวของมันเอง อย่างสีในดรอปแรก คือ ‘ขาว’ และ ‘ดำ’ ก็เป็นสีที่อิงมาจากต้นกำเนิดและความเป็นจริงของหลุม black hole 

“อย่างขาวก็ไม่ได้เป็นขาวเรียบๆ แต่จะมีลวดลายเส้นแสงของ black hole อย่างสีดำก็จะมีเติมสีฟ้าลงไปให้ดูมีความเป็นอวกาศมากขึ้น ในสีของดรอปต่อๆ ไปก็จะมีคอนเซปต์แบบนี้เหมือนกัน เราอยากให้คนที่ซื้อรองเท้าของเราไปสนุกกับงานดีไซน์ ไม่ใช่แค่ซื้อไปใช้แล้วก็จบ” ณัฏฐิ์พลเล่าถึงการดีไซน์หน้าตาของ Unpause Project B

นอกจากสีดำและขาวที่ตั้งใจนำเสนอในดรอปแรก อีกสิ่งหนึ่งที่เราสังเกตเห็น คือการหยอดฟร้อนท์ภาษาไทย คำว่า ‘อันพอส’ ลงไปบริเวณลิ้นรองเท้า ซึ่งนี่คือความตั้งใจของณัฏฐิ์พลในฐานะดีไซเนอร์ ที่อยากให้นักวิ่งทั่วโลกรู้ว่า แบรนด์นี้คือแบรนด์ของคนไทย

  “เราตั้งใจหยอดฟอนต์ภาษาไทยลงไปเล็กๆ เพื่อให้รองเท้าคู่นี้มีเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ที่สื่อว่านี่เป็นแบรนด์ของคนไทย ตั้งแต่วิธีคิด การผลิต และการดีไซน์ กว่าจะได้เป็นฟอนต์อย่างที่เห็น เราออกแบบมาหลายแบบมาก ตอนแรกเราตั้งใจจะใช้คำว่า Best 3 ที่หมายถึงการวิ่งมาราธอนด้วยความเร็วระดับ Sub 3 แต่คนก็อาจจะไม่ได้เข้าใจทุกคน

“ต้องบอกว่า เราจริงจังในเรื่องของการออกแบบมากๆ เพราะเราเชื่อว่า คนไทยมีความสามารถในการออกแบบไม่ด้อยไปกว่าชาวต่างชาติ การทำให้คนที่ซื้อสามารถอินไปกับสตอรีของผลิตภัณฑ์เลยเป็นอีกหน้าที่ของเรา”ณัฏฐิ์พลอธิบายด้วยรอยยิ้ม

“กดดันไหมพอต้องแบกคำว่า เป็น super shoes จากแบรนด์ของคนไทย” ผู้เขียนถามทั้งคู่ก่อนจะจบบทสนทนาลง

“สำหรับพวกเราไม่ได้รู้สึกว่ากดดัน ตอนที่เราออกแบบรองเท้ารุ่นนี้เราตั้งต้นจากความตั้งใจที่ว่า อยากให้คนตัดสินใจซื้อรองเท้าคู่นี้เพราะเรื่องของประสิทธิภาพ ไม่ใช่ตัดสินใจซื้อเพราะว่านี่คือรองเท้าวิ่งของแบรนด์ไทย ถ้าจะกดดันก็คงกดดันกับความคาดหวังของคนที่ซื้อไป ว่าเขาจะได้รองเท้าคุณภาพแบบที่เขาคาดหวังจริงๆ หรือเปล่า

“ซึ่งจากที่ฟีดแบ็กที่เราได้รับราวๆ 95% ชอบรองเท้ารุ่นนี้มากๆ มันทำให้เรามั่นใจมากขึ้น ว่าช่วงเวลาที่เราหายไปเพื่อแลกกับองค์ความรู้ที่สะสมมันผลิดอกออกผลจริงๆ และในอนาคตองค์ความรู้นี้ยังสามารถนำไปต่อยอดในอนาคตได้” พัชรพลทิ้งท้าย 

สิ่งที่พัชรพลเล่าทิ้งท้ายสะท้อนว่า Unpause Project B จะไม่ใช่ product champion สุดท้ายของ Unpause แต่ในอนาคตจะยังมีรองเท้ารุ่นใหม่ถูกพัฒนาขึ้นมาแทนที่อีกเรื่อยๆ สมดังชื่อของแบรนด์ ที่ไม่หยุดนิ่งที่จะก้าวต่อไปข้างหน้า

Writer

นักเขียนผู้หลงใหลโลกของฟุตบอล สนีกเกอร์ และกันพลา

Photographer

แพ้ทางสีเขียวและน้ำตาล ชอบเดินทางพอๆ กับชอบนอนอยู่บ้าน

You Might Also Like