ประดิษฐ์ปัญญา
คุยกับโจ้ ธนา และกระทิง ถึง HOW 2.0 คลับที่ตั้งใจต่อจุดเพื่อประดิษฐ์ปัญญาในยุคปัญญาประดิษฐ์
เมื่อราว 3 ปีก่อน ตอนที่ House of Wisdom หรือ HOW ก่อตั้ง ผมได้สนทนากับ โจ้–ธนา เธียรอัจฉริยะ และกระทิง–เรืองโรจน์ พูนผล ถึงวิธีคิดเบื้องหลังการก่อร่างสร้างบ้านแห่งปัญญาหลังนี้ขึ้นมา
ว่ากันด้วยคอนเซปต์ ตั้งแต่วันแรกผู้ก่อตั้งทั้งสองตั้งใจให้ HOW เป็นเหมือนสโมสรที่เป็นพื้นที่สร้างปัญญาและมิตรภาพ มีกิจกรรมเซสชั่นต่างๆ ที่ออกแบบมาอย่างดีให้เข้าร่วมทุกสัปดาห์ โดยเปิดรับสมาชิกในรูปแบบรายปี แตกต่างจากหลักสูตรธุรกิจที่มาเรียนจบแล้วก็แยกย้ายกันไป
เวลาเพียง 3 ปีจากวันนั้นจนวันนี้ HOW เติบโตขึ้นจนเป็นสโมสรที่มีสมาชิกเป็นเหล่าผู้บริหารและผู้ประกอบการกว่าสามร้อยชีวิต มีวิทยากรทั้งระดับประเทศและระดับโลกแวะเวียนมาแบ่งปันความรู้สม่ำเสมอ มีกิจกรรมและหลักสูตรธุรกิจพัฒนาต่อยอดเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของคนในคลับ รวมถึงอีเวนต์ที่รวบรวมเหล่า founder รุ่นใหม่อย่างงาน WTF Festival
เช่นเดียวกัน เวลาเพียง 3 ปี AI ก็เติบโตพัฒนาจนกลายเป็นหนึ่งในหัวข้อสนทนาสำคัญของสังคม ไม่ว่าจะเป็นการมองมันเป็นโอกาสอันยิ่งยวดหรือภัยคุกคามน่าหวาดหวั่นในวาระที่กำลังจะครบรอบ 3 ปี โจ้และกระทิงจึงถือโอกาสอัพเดต HOW เป็นเวอร์ชั่น 2.0 เพื่อให้เท่าทันโลกที่ไม่มีวันหมุนย้อนกลับ
“พอมี AI สิ่งนี้ยิ่งโคตรเหมาะ สิ่งที่จะทำมันคือยาแก้พิษ AI เลย มันคือสโมสรที่เรียกว่า Human Club in the age of AI” โจ้ ธนาเกริ่นให้เห็นภาพของคลับที่ตั้งใจประดิษฐ์ปัญญาในยุคปัญญาประดิษฐ์ ก่อนที่บทสนทนาของมนุษย์อย่างพวกเราจะเริ่มจากตรงนั้น

คุณทำ HOW มาแล้ว 3 ปี มีอะไรที่เหมือนที่คิดไว้และมีอะไรที่ต่างจากที่คาดบ้าง
โจ้ : ตอนแรกที่คุยกันเราคิดว่ามันก็จะเป็นคลับที่มีความเป็นวิชาการ จินตนาการของกระทิงจริงๆ คือมีฟลิปบอร์ดแล้วสอนหนังสือ (หัวเราะ) แต่พอมีผู้คนมา มีความเป็นมนุษย์ มีความต้องการของผู้คนที่นี่ เขาอยากได้อะไร เราอยากทำอะไร มันก็เลยทำให้ HOW ค่อยๆ เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทุกปี
จากเดิมที่คิดไว้ว่าเป็นแบบวิชาการเนิร์ดๆ พอมีผู้คนที่ไม่เหมือนกันเข้ามามันมีความเป็นอาร์ตมาผสม มันมีทั้งสมองซีกซ้ายและซีกขวา มันมีหัวข้อใหม่ๆ ในมุมอื่นที่ผู้คนเขาอยากรู้อยากเห็นมากกว่าเรา เราก็เลยมีโอกาสไปชวนวิทยากรดีๆ มาที่นี่ หรือแม้กระทั่งสมาชิก HOW เองก็เป็นวิทยากรที่ดีมากๆ บางคนก็เก่งเรื่อง Claude บางคนเก่งเรื่อง data บางคนเก่งเรื่อง leadership ความคิดความรู้มันก็เลยหลากหลาย กลายเป็นว่าทุกวันนี้คอนเทนต์เป็นเรื่องรองด้วยซ้ำ มันกลายเป็นเรื่องคอมมิวนิตี้ เป็นเรื่องชุมชนที่ช่วยเหลือพึ่งพาและทำกิจกรรมด้วยกัน แลกเปลี่ยนกัน เรารู้สึกว่ามันเป็นชุมชนที่น่ารักมาก

กระทิง : ผมก็ไม่คิดว่าจะได้เพื่อนเยอะขนาดนี้ คนมักจะพูดว่าเราคือค่าเฉลี่ยของคน 5 คนรอบตัว แต่ตอนนี้ผมได้ค่าเฉลี่ยของคน 300 คนที่นี่ นึกออกใช่มั้ย แล้วมันมีทั้งเซสชั่นเล็กที่เป็น deep talk แล้วก็เซสชั่นใหญ่ แล้วทุกเซสชั่นที่เราเข้าร่วมมันจะมีประโยคที่ตบกบาล ขนาดผมเองยังไม่คิดว่าจะได้ประโยคตบกบาลเยอะขนาดนี้ เหมือนโดนตบปุ้งๆๆ แล้วมันช่วยเคาะสนิม พอเราอายุสี่สิบปลายๆ บางทีเราก็อีโก้เบิก หูหนวก ตาบอด พอโดนตบกบาลปุ๊บ ตาก็สว่างวาบขึ้นมา หูก็ดีขึ้น
แล้ววันไหนที่ผมรู้สึกดาวน์ ผมจะมาที่ HOW แล้วจะรู้สึกเลยว่าพลังงานบวกมันล้นมาก ตอนนี้ความฝันก็คืออยากขยายพลังงานของ HOW ออกไปสู่วงข้างนอก อันนี้เป็นวิสัยทัศน์ของพี่โจ้ด้วย พี่โจ้บอกว่าอยากให้ HOW สร้างแรงกระเพื่อมไปยังวงนอก ซึ่งมันก็เริ่มเห็นแล้ว HOW เป็นที่ที่มีพรรคการเมืองมาขอนโยบายหลายพรรคเลย คือเขาไม่ได้แค่มาเล่าให้เราฟังอย่างเดียว
วันนี้ HOW เริ่มมีความเป็นสถาบัน พี่โจ้พูดคำหนึ่งแล้วผมชอบมากคือ Economy of Friends คือผมเป็นมนุษย์วิศวะ มันจะมีคำอย่าง Economy of Scale, Economy of Scope, Economy of Speed จนมารู้จักคำว่า Economy of Friends ผมว่ามันโคตรใช่ ผมรู้สึกว่าที่นี่มันเปลี่ยนแม้กระทั่งตัวผมที่เป็นผู้ก่อตั้ง

สำหรับพวกคุณความเป็นสถาบัน ความเป็นเพื่อน สร้างยังไง
โจ้ : มันมาจากความสม่ำเสมอ เราจะเห็นว่าเดี๋ยวก็มีคนมาพูดที่ HOW มีเซสชั่นใหม่ๆ ตลอด มีคนจดสรุปเผยแพร่ความรู้ออกไป มีสมาชิกที่มาแล้วช่วยเหลือเกื้อกูลกัน พอภาพมันออกไปสม่ำเสมอ คนก็เริ่มรู้สึกว่า ถ้าอยากคุยกับนักธุรกิจก็ต้องมาที่นี่
อย่างเวลากระทิงชวนคนที่เก่งระดับโลกมา ส่วนใหญ่คนเก่งระดับโลกเวลามาไทยเขาก็อยากพูดให้ชุมชนนักธุรกิจระดับท็อปของประเทศฟัง คือเขามาทีหนึ่งเขาก็ไม่อยากเสียเวลา อยากพูดทีเดียวแล้วได้อิมแพกต์ แล้วมีที่ไหนมั้ยที่ได้พลังเยอะๆ HOW เลยค่อยๆ กลายเป็นภาพจำ แล้วพอเราเชิญคนหนึ่งมาก็เริ่มรีเฟอร์กันไปเรื่อยๆ พอคุณแอนดรูว์ อึ้ง (Andrew Ng) มาก็เริ่มมีคนอื่นๆ
กระทิง : มันเลยเกิดสิ่งที่เรียกว่าความแน่นแฟ้น ซึ่งมันมาจากความสม่ำเสมอ ปีหนึ่งเราจัดเซสชั่นสามร้อยกว่าครั้ง ภาพแบรนด์เราที่ออกไปสู่ในภาพข้างนอกมันเลยเป็นชุมชนที่มีภูมิปัญญา แล้วก็มีแชร์ภูมิปัญญาออกไปข้างนอกด้วย เรามีเว็บไซต์ Wisdom on The House อย่างตอนที่เจสัน ควอน (Jason Kwon) มา หรือสปีกเกอร์ระดับโลกมา เราก็สรุปไปแชร์ให้คนข้างนอกด้วย เพื่อสร้างอิมแพกต์กับสังคม
ความเป็นสถาบันมันจะต้องมีรากที่มันลึก ดังนั้นสิ่งหนึ่งถ้าคนเห็น HOW คือปีแรกเราหยั่งราก ทดลอง แล้วปีที่ 2 หน่อเริ่มโผล่ขึ้นมา แล้วปีที่ 3 นี่โผล่ขึ้นมาเป็นสวนเลย มันเหมือนสิ่งที่หว่านไว้มันเริ่มออกผล ผมว่าขั้นถัดไปมันคือเรื่องการสร้างอิมแพกต์กับสังคมในวงกว้างมากขึ้น

แล้วความท้าทายในช่วง 3 ปีแรกที่เริ่มหยั่งราก ทดลอง คืออะไร
โจ้ : คือการทำให้คนเข้าใจว่ามันไม่ใช่หลักสูตร มีคนเข้าใจผิดเยอะมาก เพราะว่าพื้นที่แบบนี้มันไม่เคยมีที่ไหน คือเราก็พยายามจะนึกกับกระทิงนะ ว่ามันมีที่ไหนบ้างที่เป็นแบบที่นี่ เผื่อเราจะได้เห็นต้นแบบ ซึ่งพอเราไปเสิร์ช มันก็จะเจอบางที่ที่เป็นเหมือนคลับที่เป็น food and beverage แล้วก็มีกิจกรรมแบบโยคะนิดหน่อย คลับฝรั่งเขาจะเป็นอย่างนั้น ไอ้คลับที่มันเนิร์ดๆ อย่างนี้มันไม่ค่อยมี
เวลาเล่าผมก็เลยพยายามจะเปรียบเทียบว่าจริงๆ HOW มันเหมือนสโมสร เหมือนฟิตเนสคลับ ที่เราจะจ่ายเป็นรายปีเพื่อเป็นสมาชิก แล้วเราก็ไปเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ตามที่เราอยากไป ว่างเมื่อไหร่ก็มา อยากฟังเซสชั่นไหนก็ฟัง ไม่มีการบังคับกัน
พี่เตา–บรรยง พงษ์พานิช ซึ่งเป็นสมาชิก HOW ด้วย นิยาม HOW ไว้แล้วผมชอบมาก แกนิยามในมุมแกว่า HOW คือสโมสรแลกเปลี่ยนภูมิปัญญา ผมชอบคำนี้มาก ฟังแล้วอ๋อเลย มันมีคำว่าสโมสร มีคำว่าแลกเปลี่ยน มีคำว่าภูมิปัญญา ผมเลยคิดว่ามันเป็นคำที่นิยามได้ดี
อย่างแรก มันเป็นสโมสร ก็คือมารวมกันแบบหลวมๆ แล้วเราก็เก็บค่าบำรุงสมาชิกรายปี แล้วอย่างที่สอง มันมีการแลกเปลี่ยนระหว่างสมาชิก และอย่างที่สาม มันมีภูมิปัญญาที่กระจายกว้างๆ หลากหลายเรื่อง คุยกันตั้งแต่ AI จนถึง mindfulness คุยกันตั้งแต่ leadership ยันเอาเด็กมา reverse mentoring คุยกันตั้งแต่เรื่องดารา เพลง จนถึงเรื่องหนักๆ อย่างเรื่อง customer experience คือมันมีหัวข้อตั้งแต่เรื่องทำมาหากินจนถึงใช้ชีวิต มันมีทั้งภูมิปัญญาเพื่อเลี้ยงชีพกับภูมิปัญญาเพื่อเลี้ยงชีวิต แล้วสำหรับผมยิ่งพอมี AI สิ่งที่ HOW ทำยิ่งโคตรเหมาะ มันทำให้เห็นภาพ HOW 2.0 ชัดมากขึ้นเรื่อยๆ

AI ทำให้คุณเห็นภาพ HOW 2.0 ชัดขึ้นยังไง
โจ้ : เราจะมีนิสัยคือเวลาทำงานที่ไหนก็ตามเราจะคิดแค่ 3 ปี ถ้า 3 ปีแล้วเวิร์กก็ทำต่อ คือมันเหมือนเราไม่เคยคิดเป็น career path เลย เราจะคิดแค่ว่าอยู่ที่ไหน 3 ปี ก็ทำเต็มที่ ถ้าครบ 3 ปีจะทบทวนตัวเอง ส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนี้ ซึ่งกับ HOW ก็คล้ายๆ กัน เราทำ HOW มา 3 ปี แล้วโดยบังเอิญ สัญญาสถานที่ก็ครบ 3 ปีพอดี มันมีจังหวะให้คิดว่าเราจะทำเหมือนเดิมมั้ย แค่ปรับปรุงแบบ minor change ซึ่งเอาจริงๆ ถ้าเลือกทางนี้มันก็ปลอดภัย และถ้าเป็นสมัยอายุ 40 คงจะเลือกเส้นทางนี้ แต่พอตอนนี้เราอายุ 57 แล้ว แล้วก็เห็นทีม เห็นความสามารถของน้องๆ เราเลยตัดสินใจเลือกเส้นทางใหม่
เราตั้งคำถามก่อนว่าจะเป็นยังไงถ้าเราทุบมันทิ้ง คือโลกมันเปลี่ยนเร็วมาก ไอ้สิ่งที่เราคิดไว้เมื่อ 3 ปีก่อนแล้วเราจะทำแค่ minor change มันไม่พอ แสดงว่าเราต้องเปลี่ยน เปลี่ยนอะไรยังไม่รู้ แต่อย่างแรกทุบทิ้งก่อน
แล้วเราก็ตั้งคำถามเรื่อง AI คือในการที่จะเรียนรู้ให้เท่าทัน AI ที่ผ่านมาเราก็มีตั้งแต่เซสชั่นที่ชวน Boston Consulting มาพูด ชวนเซียน AI มาบรรยาย มีเวิร์กช็อปที่จัดให้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นความรู้พื้นฐานที่นักธุรกิจควรจะรู้ แต่ในความคิดผม สมมติเราเป็นคนค้าขายธรรมดา เป็น SME อาจจะมี large corporate หน่อย แต่ยังไงคนทั่วไปก็ไม่มีทางทำมาหากินแบบที่เอา AI นำเหมือนกลุ่ม Silicon Valley หรือพวกกลุ่มธุรกิจที่จีน สำหรับ HOW 2.0 ผมเองก็เลยจะสนใจเรื่องความเป็นมนุษย์ที่จะอยู่รอดในยุค AI ได้

แล้วคุณได้คำตอบหรือยังว่ามนุษย์จะอยู่รอดยังไงในยุค AI
โจ้ : สิ่งที่มนุษย์ยิ่งต้องมีมากในยุค AI คือ mastery มนุษย์ที่มีความเป็นมาสเตอร์ในสาขานั้นๆ ถ้ารู้ AI ด้วยจะยิ่งเก่ง อย่างผมมีความรู้แต่งเพลงแบบเบสิก แต่งเพลงด้วย Suno ออกมายังไงก็ทำได้แค่พอฟังแบบขำๆ แต่ถ้าคนอย่าง พี่จิก–ประภาส ชลศรานนท์ ใช้ Suno ล่ะ มันยิ่งทวีคูณความสามารถแกอีก
ถัดมาคือ taste หรือรสนิยม AI อาจจะเจนฯ รูปได้เป็นหมื่นรูป แต่รูปไหนที่มันโดนคนที่มีรสนิยมมองแวบเดียวก็รู้ ซึ่งรสนิยมพวกนี้มันเกิดจากการฝึกฝน เกิดจากการเห็นเยอะ พูดคุยกับคนเยอะๆ คนที่เป็นมาสเตอร์ใช้ AI เพื่อขยายความเก่ง ส่วนคนที่มีเทสต์ ใช้ AI เพื่อคิวเรตงานของ AI
และสุดท้าย สิ่งที่มนุษย์จะต้องมีคือ likable ผมจะพูดเรื่องนี้บ่อย คือมันต้องมีความที่ผู้คนชอบ อยากทำงานด้วย อยากเป็นพาร์ตเนอร์ด้วย อยากได้คนนี้เป็นลูกน้อง อยากให้คนนี้เป็นหัวหน้า ทำให้สามารถดึงคนเก่งเข้ามาอยู่ด้วยกันได้ มันเป็นการฝึกลักษณะนิสัยที่ถาม AI มันก็ไม่รู้หรอก สิ่งนี้มันเกิดจากการที่เราสังเกตผู้คน อยู่กับผู้คนที่น่ารัก ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
สิ่งที่ HOW กำลังทำสำคัญยังไง
โจ้ : ผมขอเล่าเรื่องหนึ่ง ไม่นานนี้มีน้องชื่อม่วน เขาเป็นสตาร์ทอัพอายุ 20 กว่าเอง เขาทำสตาร์ทอัพขายมา 3 รอบแล้ว เขานั่งข้างพี่วันก่อนแล้วถามคำถามหนึ่ง เวลาเด็กยุคใหม่ถาม เขาจะไม่ถามเหมือนคนยุคเราถาม เขาไม่ถามว่า HOW ทำอะไรบ้าง หรือ HOW คืออะไร แต่เขาถามแบบเด็กรุ่นใหม่ว่า “พี่ทำ HOW ทำไม”

ผมก็เลยวาดภาพขึ้นมาภาพหนึ่ง แล้วอธิบายว่า AI มันใช้ data แล้วคิดเป็นแพตเทิร์น คิดเป็นเส้นตรงเส้นขวาง มันเป็นแพตเทิร์นมาก แต่สิ่งที่ AI ยังทำไม่ได้แบบมนุษย์คือความสามารถในการเชื่อมโยงความคิดสร้างสรรค์ จากการที่รู้ multidisciplinary skill คือรู้สกิลหลายๆ อย่างจากการเห็น จากการรู้จักผู้คนมากมาย จนมีจุดมากพอ ผมก็วาดจุดให้เห็นเยอะๆ แล้วอธิบายว่า ถ้าชีวิตเรามีจุดมากพอ จากการเรียน จากประสบการณ์ จากการได้พูดคุย จากการฟังบางเซสชั่น จากการทำเวิร์กช็อป จากการได้เจอคนเป็นร้อยเป็นพันคน จากการได้ไปสถานที่ต่างๆ แล้วได้ประสบการณ์ จากบาดแผล จากความล้มเหลว จากการทำงานสำเร็จ จากการได้อ่านหนังสือบางเล่ม ซึ่งจุดพวกนี้บางจุดอาจจะเล็กบ้างใหญ่บ้าง พอเรามีจุดมากพอทั้งจุดผู้คน จุดความรู้ จุดประสบการณ์ เราจะเชื่อมโยงมันได้ แล้ววันหนึ่งมันอาจจะกลายเป็นความคิดสร้างสรรค์ เป็นงานเขียนดีๆ สักชิ้น หรือเป็นความหมายของชีวิตก็ได้
ดังนั้นเพื่อสู้กับ AI ผมก็เลยคิดว่ามนุษย์เราต้องเรียนรู้แบบมั่วๆ อย่างนี้ ต้องมีจุด จุดให้เยอะที่สุด แล้วเราจะค่อยๆ เชื่อมโยงกันได้ ผมเลยตอบน้องม่วนแบบว่าผมทำ HOW เพื่อทำหน้าที่นี้แหละ ผมเชื่อว่าความเชื่อมโยงของมนุษย์สำคัญมากในยุค AI

ตั้งแต่ทำมา 3 ปีมีเหตุการณ์ไหนมั้ยที่ตอกย้ำความเชื่อนี้ของคุณ
โจ้ : ล่าสุด HOW จัดงานชื่อ WTF Festival เป็นงานใหญ่มากที่สยามพารากอน ซึ่งผมก็ไม่เคยจัดงานสเกลหลักหมื่นคนอย่างนั้นนะ แล้วมันเริ่มมายังไงรู้มั้ย
มันเริ่มมาจากอาชีพหนึ่งของผมคือการเป็นที่ปรึกษาของแบรนด์ แล้ววันหนึ่งผมเห็นรีเสิร์ชที่ว่าด้วยเรื่องไอดอลของเจนฯ Z เขาบูชาคือใคร ใครกันที่เป็นไอดอล ซึ่งตอนแรกผมนึกว่าจะเป็นดาราซีรีส์ แต่ไม่ใช่ ชื่อแรกๆ คือ ไอติม La Glace, จูน maison KEEPS, ตอน Yuedpao และอีกหลายคนซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ ถ้าคนอื่นเห็นรีเสิร์ชนี้ก็อาจจะเฉยๆ แต่อันนั้นเป็นจุดแรกของผม
ในจังหวะเดียวกัน ผมทำหลักสูตร HOT (House of Talents) ที่ HOW ซึ่งไอ้รายชื่อในรีเสิร์ชที่ว่าครึ่งหนึ่งอยู่ในหลักสูตรนี้ ไอติมก็อยู่ HOT รุ่น 1 จูน maison KEEPS อยู่รุ่น 2 หรือตอน Yuedpao และอีกหลายคนก็เป็นเมมเบอร์ที่ HOW อันนี้คือจุดที่ 2
จุดที่ 3 คือเอ๋ Good Things Happen ที่ขายสปอนเซอร์อีเวนต์เก่งมากก็เป็นเมมเบอร์ที่ HOW จุดที่ 4 AIS ที่เป็นเมนสปอนเซอร์เราก็เคารพนับถือกันมา พอเราจัดงาน AIS ก็มีความไว้เนื้อเชื่อใจ จุดที่ 5 เราต้องมีบูทในงาน ก็ได้คนที่ HOW นี่แหละ มาออกบูทเกินครึ่ง จุดที่ 6 เรามีทีมงานที่ถนัดมากในเรื่องการสัมภาษณ์คนบนเวที เราจัดเซสชั่นที่สัมภาษณ์คนปีหนึ่ง 300 ครั้ง นี่คืองานถนัดของเราเลย แล้วพอจุดทั้งหมดมาต่อกันมันก็กลายเป็น WTF Festival ถ้าเราขาดจุดใดจุดหนึ่งไปก็อาจจะสร้างงานอย่างนั้นไม่ได้
นี่คือตัวอย่างของการต่อจุดอย่างเป็นรูปธรรม แต่เรา connect the dot forward ไม่ได้ เราจะคิดว่าจะทำ WTF Festival แล้วเราค่อยเริ่มต่อจุดไม่ได้ จุดมัน connect backward ทั้งนั้น งานนี้ก็เกิดจากการ connect backward นี่คือตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม คุณไปถาม AI ว่าจัดงานนี้ยังไงมันก็ตอบไม่ได้ เพราะมันมีเรื่องความสัมพันธ์ มันมีบริบท มันมีไอเดียที่มันเชื่อมกัน ดังนั้นนี่คือสิ่งที่ผมพยายามจะเล่า เราอยากส่งเสริมความเป็นมนุษย์ เรามาเชื่อมต่อจุดในยุคของ AI
HOW 2.0 ถ้าสรุปสำหรับผมคือการสร้าง dot ให้ทุกคนเยอะๆ แล้วเดี๋ยวเชื่อมกันเอง

แล้ว HOW 2.0 จะมีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง
โจ้ : อย่างแรกคือสถานที่ ซึ่งเราก็รักมันมากนะ แต่ในความรัก ถ้าเราทิ้งมันได้เราจะคิดอะไรใหม่ๆ ออก เราก็เลยคิดถึงการย้ายสถานที่ใหม่ หลังจากไปดูหลายที่พวกเราชอบ KingBridge Tower ของทางกลุ่มสหพัฒน์ มันเจ๋งมาก มันมีห้องประชุมเต็มไปหมดเลย แล้วก็มีพื้นที่อื่นๆ ที่ทางกลุ่มเขาสร้างไว้ดีมาก เราก็จะมี facility เยอะกว่าเดิม ถ้าเราจะทำเซสชั่นเนิร์ดๆ เราทำได้แบบคูณ 3 จัดพร้อมกัน 3 เซสชั่นก็ได้ แล้วเราก็ได้อินทีเรียร์ดีไซน์ระดับโลกมาช่วยออกแบบซึ่งตอนนี้เราตั้งชื่อสถานที่ใหม่ไว้แล้วว่า Wisdom Mansion เดี๋ยวจะเริ่ม soft launch ประมาณเดือนพฤศจิกายน
อีกเรื่องคือเราอยากขยายวงให้กว้างขึ้น เราเริ่มอยากได้เด็กรุ่นใหม่ที่เก่งๆ มากขึ้นด้วย เพราะมันก็จะทำให้ HOW ไม่แก่ ผมก็เลยคิดว่าเราสามารถปรับค่าสมาชิกลงครึ่งหนึ่งได้มั้ยสำหรับสมาชิกเดิม คิดโดยที่ยังไม่ได้สรุปตัวเลขนะ เราแค่คิดในมุม customer แบบ unreasonable hospitality คือถ้าลดค่าสมาชิกลงครึ่งหนึ่งสมาชิกเราอยู่ครบแน่นอน แต่เราก็ต้องหาสมาชิกใหม่เพิ่มนะ เดี๋ยวอยู่ไม่ได้ อันนี้ก็เป็นโจทย์อีกอันหนึ่ง
ถัดมาคือเรื่องเซสชั่นต่างๆ ที่เราก็กำลังตีความใหม่กันให้มากขึ้น แน่นอนว่ามันก็ต้องมีคนมาพูด มีคลินิก มีเวิร์กช็อป แต่ผมก็คิดว่าสิ่งที่เรารู้แล้วว่าเรามีประโยชน์กับสมาชิกคืออะไรบ้าง ก็เลยจะมีบริการหนึ่งที่ผมเรียกว่าเป็นเหมือน ‘อับดุล’ คือถ้าใครที่มา HOW ติดปัญหาอะไร อยากรู้อะไร เราจะมีคำตอบให้เกิน 90% ไม่ว่าจะโดนฟ้องเรื่องภาษีเราก็มีข้อมูลให้ว่าเตรียมตัวไปศาลทำยังไง อยากรู้จักใคร หรือแม้กระทั่งที่บ้านประตูเปิดไม่ได้เราก็หาคนไปช่วยได้ (หัวเราะ) อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นบริการที่เราคิดว่ามีค่ามากก็คือ crisis management คือจะเรียกว่าเป็นบริการมั้ยก็ไม่รู้ แต่ผมมั่นใจว่าผมโดนมาเยอะมาก แล้วก็เห็นเคสเยอะ ผมจะแชร์เรื่องนี้ด้วย
พวกคุณเจอผู้บริหารและผู้ประกอบการมาเยอะมาก คิดว่าอะไรคือ pain ที่เป็นจุดร่วมของคนเหล่านั้น
โจ้ : ที่เราเห็นเยอะคือไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้ ส่วนใหญ่จะเกิดจากการที่อยู่ในที่ที่เดียว อุตสาหกรรมเดียว แล้วก็ไม่ออกไปไหนเป็นระยะเวลานานๆ ซึ่งอันนี้คือสิ่งที่พี่คิดว่าอันตรายมาก คือบางคนคิดว่าอุตสาหกรรมเราจะอยู่ไปตลอด ดังนั้นเราแข็งแรงอยู่แล้ว เราไม่ต้องยุ่งกับคนในอุตสาหกรรมอื่น เราทำตามเบอร์ 1 ไปเรื่อยๆ เราก็รอด แต่ยุคนี้มันไม่รอด
ถอยออกมาผมคิดว่ามันมี 4 ระดับ ระดับแรกคือไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้ พอเห็นเยอะขึ้นจะเริ่มไปสู่ระดับที่ 2 ก็คือว่า รู้ว่าตัวเองไม่รู้ อันนี้จะเริ่มพารานอยด์คือรู้สึกตัวแล้ว เริ่มรู้สึกว่า เฮ้ย ความรู้เรายังไม่พอเลย เรื่อง AI มันยากมาก เฮ้ย เราจะมา implement ที่บริษัทยังไม่ได้ ต้องหาความรู้ แล้วก็จะไปสู่ระดับที่ 3 รู้ว่าตัวเองรู้แล้ว ก็คือรู้ว่าตัวเองรู้ อันนี้ชัดเจน แต่ระดับที่ 4 นี่เจ๋งสุด อันนี้ระดับ mastery เป็น unconscious knowledge ก็คือไม่รู้ว่าตัวเองรู้ คืออธิบายไม่ได้ แต่มองปราดเดียวก็รู้ว่าจุดนี้ผิด ก็คือกลายเป็นสัญชาตญาณไปแล้ว เพราะประสบการณ์มันเยอะมาก
ซึ่งระดับที่เป็น pain คือ 2 ระดับแรก ระดับที่ 2 ผมว่าควรจะมี ก็คือรู้ว่าตัวเองไม่รู้อะไร แต่ระดับที่ pain มากที่สุดที่ผมเห็นในผู้ประกอบการหลายๆ คนก็คือไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้ ไม่รู้ว่าจีนเขาเก่งขนาดไหน ไม่เห็นมาตรฐานระดับโอลิมปิก เชื่อว่าตัวเองแค่อยู่ซีเกมส์ก็โอเคแล้ว ไม่รู้เทคโนโลยีมันจะพัฒนาไปขนาดไหน ไม่รู้ว่า AI มันจะดิสรัปต์ยังไงหรือว่าถ้าคนอื่นใช้เขาจะไปได้ขนาดไหน ไม่รู้ต้นทุนของคนอื่น ไม่รู้ว่าการตลาดที่เราทำอยู่มันตกยุคไปแล้ว แล้วยิ่งยุคนี้สิ่งที่เรียกร้องให้เราต้องรู้มันกว้างมากๆ
กระทิง : ผมชอบที่พี่โจ้บอกว่าหลายคนไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้ ผมขอขยายความต่อว่า pain คือการไม่รู้ว่าไม่รู้อะไร ขอเพิ่มคำว่า ‘อะไร’ เข้าไป คือเจ้าตัวไม่รู้ว่าไม่รู้อะไร มันเหมือนตาบอด เหมือนหูหนวกตาบอด แล้วที่ HOW มันไม่ใช่แค่รู้ว่าเราไม่รู้อะไร แต่มันยังมีคน provide solution ให้อีก แล้วไม่ได้มี solution เดียว มันมีความเป็นไปได้เต็มหมด

จากที่เล่ามาบางคนอาจจะมองว่านี่เป็นพื้นที่ของกลุ่มคนที่เป็นชนชั้นนำเท่านั้น คุณคิดเห็นยังไง
โจ้ : ผมคิดว่าวิธีการตอบที่ดีที่สุดคืออยากชวนมาเยี่ยมชม อยากให้มาดูว่าคนพวกนี้มันอยู่กันยังไง มันอยู่กันแล้วมันฮั้วๆ กันหรือว่ามันอยู่แล้วมันนั่งฟังอะไรกันเหรอ จริงๆ ผมอยากชวนมาเยี่ยมชม ไม่ต้องสมัคร HOW ก็ได้ คือถ้าสมัครเราก็ยินดีรับนะ แต่ผมอยากขยายวิธีคิดนี้ อยากเผยแพร่โปรโตไทป์นี้ ถ้าสมมติว่าเราอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมหรือว่ากลุ่มวิชาชีพต่างๆ ทั้งสื่อสารมวลชน social enterprise เราก็จัดคลับที่รวมกลุ่มกันแบบนี้กันเองได้ ผมว่ามันเป็นสิ่งที่จำเป็นในยุค AI
แต่ถ้าถามว่าทำไมผมถึงเริ่มทำกลุ่มนี้ วิธีคิดง่ายมาก มันเป็นเซกเมนต์ที่ผมถนัด ผมทำหลักสูตร ABC มาก่อน แล้วกระทิงทำหลักสูตร CFO ก็จะเป็นผู้ประกอบการที่เขาก็ประสบความสำเร็จประมาณหนึ่ง มันก็เป็นเหมือนการทำธุรกิจทั่วไปที่เราก็ต้องเอาเซกเมนต์ที่เราถนัด เพื่อที่ตอนเปิดมาจะได้มีจำนวนสมาชิกพอที่จะไม่เจ๊ง อันนี้เป็นพื้นฐานในการทำธุรกิจเลย แต่สิ่งที่สำคัญคือพอมีสมาชิกมารวมกลุ่มกันแล้วเราขับเคลื่อนไปทางไหน ถ้าสังเกตก็จะเห็นว่าสิ่งที่เห็นจาก HOW ส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อหาสาระ รูปปาร์ตี้แทบไม่มี แล้วก็มีหลายๆ คนจดสิ่งที่เป็นประโยชน์ออกไปเล่าต่อวงนอก
สุดท้ายคุณคิดว่าในยุคนี้ที่ AI ฉลาดขึ้นเรื่อยๆ ‘ปัญญา’ ยังสำคัญเท่าเดิมมั้ย
โจ้ : ผมคิดว่าตอนนี้สำคัญที่สุดแล้วมั้ง
ต้องเล่าก่อนว่ากระบวนการกลั่นกรองของข้อมูลมันเป็นยังไง มันก็จะเริ่มจาก data ซึ่งมันเป็น dot dot ยังไม่ค่อยมีความหมายอะไร แล้วมันก็เป็น information ซึ่งเป็น fact เช่น วันนี้ถ้าฝนตกเซเว่นฯ ว่าจะขายนมได้ 2 เท่า อันนี้เป็น fact แล้วมันจะเป็น knowledge คือเริ่มเป็นสิ่งที่เป็นความรู้แล้ว เพื่อไป decision making แล้วพอเราสะสม knowledge และ decision making มันจะกลายเป็น wisdom ปัญญาคือสิ่งนี้ เราอธิบายไม่ค่อยได้ แต่เรารู้ว่าอันนี้มันไม่ใช่หรือว่าอันนี้มันใช่
4 อันแรกที่ว่าไป AI มันกินเรียบ ทั้ง data, information, knowledge หรือแม้กระทั่ง decision making แต่ความเป็นมนุษย์คือ wisdom มันไม่เป็นแพตเทิร์น มันคือจุดมั่วๆ ที่เชื่อมโยงกันจนกลายเป็น instinct บางอย่าง เป็นความคิด เป็นอะไรบางอย่างที่อยู่ในตัว ที่มากกว่าแค่ knowledge, information, data หรือแม้กระทั่ง decision making แล้วยิ่งยุคนี้ยิ่งต้องมีสิ่งนี้อยู่ในตัว
ดังนั้นในการก่อให้เกิด wisdom มันคือการเดินทางอย่างยาวนาน ด้วยบาดแผลและจุดต่างๆ ในชีวิต ซึ่งอันนี้มันไม่สามารถอยู่ได้ในปัญญาประดิษฐ์แน่นอน เราถึงต้องประดิษฐ์ปัญญาขึ้นมา
กระทิง : ผมชอบประโยคหนึ่งมากก็คือเราอยู่ในยุคที่คำตอบล้นโลก แต่คำถามที่ดีน้อยมาก ซึ่งคุณภาพของคำถามก็กำหนดคุณภาพของคำตอบ คุณภาพของ AI ก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของมนุษย์ที่ใช้มัน AI มันขยายศักยภาพของมนุษย์ แล้วผมว่า wisdom มันช่วยเรื่อง หนึ่ง–การตั้งคำถามที่ถูกต้อง สอง–การเลือกสิ่งที่ใช่และถูกต้อง
แต่ wisdom มันต้องผ่านการตกผลึกจากประสบการณ์ของชีวิต เราต้องล้มเหลว ต้องเจออะไรทั้งหลายแหล่ เราจึงได้มา