511
September 3, 2026

NomadHer แอพฯ ที่แก้โจทย์อุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพื่อให้ผู้หญิงเที่ยวคนเดียวได้ปลอดภัย

มีใครบ้างที่ไม่อยากลองเดินทางด้วย ‘เส้นทางรถไฟสายทรานส์-ไซบีเรีย’ ทางรถไฟที่ยาวที่สุดในโลก เชื่อมต่อระหว่างเอเชียและยุโรป สำหรับแบ็กแพ็กเกอร์ทั่วโลก นี่คือเส้นทางในฝันที่พวกเขาอยากพาตัวเองก้าวข้ามผ่านความท้าทายเพื่อประสบการณ์เดินทางในชีวิต

เช่นเดียวกับ ‘คิม ฮโยจอง’ ชาวเกาหลีใต้ที่อาศัยอยู่ในฝรั่งเศส ผู้มีความฝันอยากเดินทางตั้งแต่ปารีสถึงวลาดีวอสตอค (Vladivostok) เมืองปลายทางของรถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย ซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางกว่า 200 ชั่วโมง เธอทำมันสำเร็จ และในที่สุดก็ขยายไปสู่การเดินทางด้วยตัวคนเดียวกว่า 60 ประเทศทั่วโลก ฮโยจองทลายกรอบและช่องว่างที่ว่าผู้หญิงไม่ควรเที่ยวคนเดียว 

แต่แล้ววันหนึ่งเธอก็พบจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้ต้องกลับมาตั้งคำถามกับการท่องเที่ยวคนเดียว เมื่อได้เจอกับเหตุการณ์คุกคามทางเพศระหว่างเดินทาง 

“มันทำให้ฉันต้องทบทวนเรื่องการท่องเที่ยว ฉันมีสองทางเลือก นั่นคือจะเลิกเดินทางคนเดียวเพราะความกลัว หรือจะเชื่อมั่นในตัวเองต่อไปแล้วลงมือสร้างทางออกขึ้นมา” 

คำตอบของฮโยจองคือ การสร้างทางออกด้วยแอพพลิเคชั่นท่องเที่ยวที่ทำให้ผู้หญิงท่องเที่ยวได้ปลอดภัยมากขึ้น และนั่นคือที่มาของ NomadHer แพลตฟอร์มรวบรวมข้อมูลและคอมมิวนิตี้ของผู้หญิงที่ชอบการเดินทางท่องเที่ยวคนเดียว

ตั้งแต่เปิดตัวในปี 2019 จนถึงตอนนี้ มีคนใช้งาน NomadHer กว่าครึ่งล้าน ได้รับการยกย่องว่าเป็นแอพฯ อันดับ 1 สำหรับผู้หญิงที่เดินทางท่องเที่ยวทั่วโลก โดยมีส่วนผสมระหว่างความเป็นแพลตฟอร์มแบบ TripAdvisor และ Bumble BFF ด้วยระบบที่สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ผู้หญิงสามารถส่งข้อความหากัน แบ่งปันเคล็ดลับการเดินทาง หรือแชร์ประสบการณ์ส่วนตัว และไอเดียต่างๆ รวมถึงการจัดกิจกรรมพบปะสังสรรค์ในหมู่ผู้ใช้งาน ด้วยลักษณะนี้เองที่ทำให้ NomadHer ช่วยแก้โจทย์ใหญ่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสำหรับผู้หญิง 3 ข้อคือ ข้อมูล ความไว้วางใจ และค่าใช้จ่าย ซึ่งแอพพลิเคชั่นท่องเที่ยวทั่วไปยังไม่ตอบโจทย์ข้อมูลสำหรับผู้หญิง เช่น มีข้อมูลพูดเรื่องความปลอดภัยและความสะอาดในมุมมองผู้หญิงน้อยมาก และบางครั้งพวกเธอมีค่าใช้จ่ายเดินทางสูงกว่าผู้ชาย เพราะต้องเลือกจองที่พักที่ปลอดภัย บางครั้งต้องจองห้องแยกเดี่ยว ทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการเดินทางคนเดียว

ด้วยการแก้ pain point นี้เองที่ทำให้แพลตฟอร์มนี้ได้รับการเสนอชื่อให้เป็น 1 ใน 24 สตาร์ทอัพเพื่อสังคมที่สร้างสรรค์ที่สุดโดยเมืองปารีสและคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งชาติฝรั่งเศสในปี 2024 และได้รับรางวัลชนะเลิศจากองค์การการท่องเที่ยวแห่งสหประชาชาติ ในฐานะบริษัทเทคโนโลยีการท่องเที่ยวที่ส่งเสริมศักยภาพสตรีที่สร้างสรรค์ที่สุดในปี 2023  

NomadHer ยังประสบความสำเร็จในด้านธุรกิจด้วยโมเดลสร้างรายได้ ทั้งแบบ B2C และ B2B ด้วยการร่วมมือกับภาคเอกชนและรัฐบาลเมืองต่างๆ ในการจัดโปรแกรมท่องเที่ยวสำหรับผู้หญิง โดยคิดค่าคอมมิชชั่นประมาณ 20-30% เมื่อมีผู้ใช้งานแอพฯ มากขึ้น นักลงทุนต่างมองว่าแพลตฟอร์มนี้น่าสนใจและไม่เหมือนใคร เพราะตัวเลขการเดินทางท่องเที่ยวของผู้หญิงกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง 

แต่สำหรับฮโยจองแล้ว เธอไม่ได้มองว่า NomadHer จะเป็นแพลตฟอร์มท่องเที่ยวที่สร้างกำไรทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว เพราะเชื่อว่าการเดินทางในทุกวันนี้คือ ‘พิธีกรรมก้าวผ่านวัยของผู้หญิงเอเชียยุคใหม่’ ผู้หญิงหลายคนใช้การเดินทางเพื่อเรียนรู้ตัวเอง ก้าวออกจากคอมฟอร์ตโซน NomadHer จึงตั้งเป้าผลักดันให้ผู้หญิงทั่วโลกได้เชื่อว่า การเลือกเดินทางด้วยตัวเองคือความกล้าหาญที่จะทลายกรอบสังคม และไขว่คว้าอิสรภาพเพื่อเขียนเรื่องราวที่พวกเธอเป็นคนเลือกเอง 

ในวาระที่ คิม ฮโยจอง มาเยือนไทยจากการคว้ารางวัล Cartier’s Women Initiative เราชวนไปพูดคุยถึงเบื้องหลังการสร้างแอพพลิเคชั่นที่ตอบโจทย์ทั้งมุมมองธุรกิจและผลักดันการเดินทางของผู้หญิงไปพร้อมๆ กันในคอลัมน์ In Good Company ตอนนี้

อะไรคือจุดเริ่มต้นให้คุณสร้างแอพพลิเคชั่น NomadHer ขึ้นมา

NomadHer ถือกำเนิดขึ้นมาจากวินาทีของการเอาชีวิตรอดของฉัน มันเป็นช่วงเวลาคับขัน ตอนนั้นฉันกำลังเดินทางคนเดียวและได้เข้าพักใน Airbnb ในท้องถิ่นแห่งหนึ่ง ซึ่งได้รับคะแนนรีวิวที่ดีมาก มีรีวิวเชิงบวกหลายร้อยรายการเลย 

แต่แล้วในดึกดื่นคืนหนึ่ง ฉันตื่นขึ้นมาและพบว่าลูกชายของโฮสต์กำลังยืนอยู่ข้างเตียงของฉันและกำลังสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง มันน่ากลัวมาก และสิ่งที่ทำให้ฉันช็อกยิ่งกว่าคือการนึกได้ว่านี่ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เขาคงทำแบบนี้มานานหลายปีแล้ว โดยอาศัยเกราะกำบังจากระบบให้ดาวของแอพพลิเคชั่นที่พัก ซึ่งล้มเหลวในการปกป้องผู้หญิง

ปฏิกิริยาแรกของฉันต่อเหตุการณ์คือความรู้สึกสงสัยในตัวเอง ตั้งคำถามว่าฉันได้ทำท่าทีหรือส่งสัญญาณอะไรผิดไปหรือเปล่า แต่ฉันก็คิดได้ในทันทีว่ามันไม่ใช่ความผิดของฉันเลย 

ในช่วงเวลานั้น มันทำให้ฉันต้องทบทวนเรื่องการท่องเที่ยว ฉันมีสองทางเลือก นั่นคือจะเลิกเดินทางคนเดียวเพราะความกลัว หรือจะเชื่อมั่นในตัวเองต่อไปแล้วลงมือสร้างทางออกขึ้นมา ซึ่งฉันเลือกอย่างหลัง ด้วยการสร้างชุมชนที่ปลอดภัยให้ผู้หญิงสามารถเดินทางคนเดียวได้มากขึ้น ไม่ใช่แค่เพื่อตัวฉันเองเท่านั้น แต่เพื่อผู้หญิงอีกหลายล้านคนที่ต้องเผชิญกับภัยเงียบเหล่านี้อยู่ทุกวัน

อะไรทำให้คุณเลือกอย่างหลัง ทั้งๆ ที่เจอเหตุการณ์น่าหวาดกลัวจนทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย

สิ่งที่ฉันรักเกี่ยวกับการท่องเที่ยวคือมันเป็นภาษาที่ไร้พรมแดน ผู้หญิงวัย 18 ปีกับหญิงวัย 80 ปีสามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนกันด้วยแพสชั่นในแบบเดียวกันได้ ไม่นานมานี้ ฉันได้รับข้อความจากผู้หญิงคนหนึ่งในวัย 60 กว่าๆ สามีของเธอเสียชีวิต ลูกๆ โตจนดูแลตัวเองได้หมดแล้ว และเธอเพิ่งเกษียณจากตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง เธอบอกฉันว่าความฝันตลอดชีวิตของเธอคือการขับรถแวนท่องเที่ยวไปทั่วยุโรป แต่เธอขาดความมั่นใจที่จะเดินทางคนเดียว แต่ก็ด้วยกำลังใจและความกล้าหาญที่เธอได้รับจากคอมมิวนิตี้ใน NomadHer ในที่สุดเธอก็เพิ่งจบทริปขับรถแวนเที่ยวคนเดียวเป็นเวลา 3 เดือนได้สำเร็จ

นั่นคือเหตุผลที่โลกต้องการแพลตฟอร์มอย่าง NomadHer เพราะเราไม่ได้เป็นเพียงแค่แอพพลิเคชั่นที่แนะนำการท่องเที่ยวสำหรับผู้หญิงที่เดินทางคนเดียว แต่ที่นี่มีคอมมิวนิตี้ที่ช่วยดูแลตอบสนองต่อบาดแผลทางใจของผู้หญิง ตอนเริ่มทำแพลตฟอร์มนี้ ฉันคิดว่า ไม่ว่าเธอคนนั้นจะเป็นแบ็กแพ็กเกอร์วัย 18 ปี หรือหญิงวัย 60 ปีที่กำลังเริ่มต้นการผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ครั้งต่อไปของเธอ NomadHer ไม่ใช่การทำให้โลกของเธอหดแคบลง แต่เป็นการขยายโลกของเธอออกไปต่างหาก

จะว่าไปแล้ว ถ้าพูดในเชิงวัฒนธรรม คนในภูมิภาคเอเชียเองก็มีความเชื่อว่าผู้หญิงไม่ควรเดินทางคนเดียว คุณทำยังไงให้ก้าวข้ามผ่านความรู้สึกกลัวเหล่านั้นมาได้ และทำให้ครอบครัวมั่นใจว่าคุณจะปลอดภัยแม้ว่าจะเดินทางคนเดียว

ใช่ค่ะ ในวัฒนธรรมเอเชีย การที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะเดินทางไกลตัวคนเดียวมักจะถูกมองด้วยความกังขาและสร้างความกังวลใจให้ครอบครัวอย่างมาก ซึ่งการจะก้าวข้ามสิ่งเหล่านั้นมาได้ ฉันต้องซื่อสัตย์กับตัวเองก่อนเป็นอันดับแรกและยอมรับว่า “ใช่ ฉันกลัว ใช่ ฉันตื่นเต้นและประหม่า” 

การตระหนักได้ว่า จริงๆ แล้ว ความกลัวและความอ่อนไหว คือส่วนหนึ่งของกระบวนการค้นพบตัวเอง ไม่ใช่สัญญาณของความอ่อนแอ การค้นพบตัวเองคือสิ่งที่มอบความกล้าหาญให้ฉันก้าวเท้าออกนอกประตูบ้าน

สำหรับคุณ คำว่า ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ในการเดินทางสำหรับผู้หญิงเป็นแบบไหน แล้วคุณนำมาสร้างเป็นแอพพลิเคชั่น NomadHer ยังไงบ้าง

ในประเทศเกาหลีใต้ เรามีสำนวนเกี่ยวกับการมองโลกผ่าน ‘แว่นตากันแดด’ (colored sunglasses) หมายถึงการมองอะไรบางอย่างผ่านอคติหรือการตัดสิน ฉันเลยมองว่า ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ที่แท้จริงคือสภาพแวดล้อมที่แว่นตานั้นถูกถอดออกไปอย่างสิ้นเชิง มันคือสถานที่ที่คุณสามารถเป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่ พูดสิ่งที่อยู่ในใจ และแบ่งปันตัวตนที่ลึกซึ้งที่สุดโดยไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะถูกตัดสิน เหมือนกับการนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารเย็นกับคนที่คุณไว้ใจมากจนไม่รู้สึกจำเป็นต้องสรรหาคำพูดมากลบความเงียบ คุณเพียงแค่ได้รับการยอมรับในแบบที่คุณเป็น

ในทางปฏิบัติของแอพฯ NomadHer เราก็เริ่มจากแนวคิดนั้น คือการสร้างพื้นที่ให้ผู้หญิงได้รู้สึกเป็นตัวเองได้เต็มที่ ได้เที่ยวอย่างสบายใจ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะต้องถูกตัดสิน ซึ่งฉันคิดว่าระบบแบบนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องสร้างระบบนิเวศนั้นขึ้นมาในแพลตฟอร์มของเรา

ถ้าเราลองมองไปยังแพลตฟอร์มการท่องเที่ยวทั่วไป จะเห็นว่าแอพฯ เหล่านี้สร้างขึ้นบนระบบนิเวศเชิงพาณิชย์และธุรกิจ พวกเขาเน้นไปที่การจองห้องพัก การซื้อตั๋ว หรือการให้คะแนนร้านอาหาร แต่ NomadHer ถูกสร้างขึ้นบนระบบนิเวศแห่งความสัมพันธ์ คือเราเห็นว่า ในการเดินทางมีความงดงามเกิดขึ้น นั่นคือ บางครั้งการเปิดเผยความรู้สึกที่ลึกซึ้งที่สุดของคุณ กลับเกิดขึ้นกับคนแปลกหน้าบนท้องถนนที่คุณอาจไม่มีวันได้พบกันอีกเลย

ฉะนั้น NomadHer ก็สร้างระบบนิเวศที่เอาความกดดันในเชิงพาณิชย์และธุรกิจออกไป แล้วสร้างเครือข่ายการเดินทางจากเพื่อนหญิงทั่วโลก สร้างพื้นที่ปลอดภัยของคนแปลกหน้าที่ไว้ใจได้มาเจอกัน เพื่อให้ผู้หญิงทุกคนที่เข้ามารู้สึกปลอดภัยที่จะก้าวออกจากพื้นที่เซฟโซน และเชื่อมต่อถึงกันได้จริงๆ

แต่โลกออนไลน์ก็ยังคงมีปัญหาหลอกลวง หรือขาดความน่าเชื่อถืออยู่มาก คุณมีวิธีการทำยังไงให้คนเชื่อว่า NomadHer จะปลอดภัยหากเข้ามาใช้งาน

เราเริ่มต้นจากการสร้างรากฐานของความโปร่งใสอย่างตรงไปตรงมา นั่นคือ เราไม่เคยอ้างว่าเราเป็นชุมชนที่ปลอดภัย 100% เพราะความปลอดภัยสมบูรณ์แบบเป็นเพียงสัญลักษณ์ลวงตา ตอนฉันทำแพลตฟอร์มขึ้นมาใหม่ๆ มักจะมีคนถามฉันเสมอว่า “ชุมชนที่มีเฉพาะผู้หญิงปลอดภัยเสมอจริงเหรอ? แล้วถ้ามีใครบางคนแอบแฝงเข้ามาด้วยเจตนาร้ายล่ะ?” คำตอบของฉันคือ เหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้ทุกที่ แม้แต่บนถนนที่ได้ชื่อว่าปลอดภัยที่สุดในโลก แล้วแทนที่ฉันจะสัญญาถึงดินแดนความปลอดภัยในอุดมคติ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ เราก็ต้องมุ่งเน้นไปที่สองสิ่งสำคัญของการสร้างแพลตฟอร์มคือ ในเชิงปฏิบัติต้องมีการสร้างความปลอดภัยที่เข้มงวด และการร่วมกันรับผิดชอบของคนในสังคม เพราะถ้าเราไปดูแอพพลิเคชั่นท่องเที่ยวทั่วไป หรือรีวิวสถานที่ท่องเที่ยวในแพลตฟอร์มต่างๆ เราจะเห็นว่ามีโปรไฟล์ที่ไม่ระบุตัวตนเยอะมาก

เช่น ถ้าเราจะสร้างความไว้วางใจในหมู่คนแปลกหน้า เราก็สร้างระบบคัดกรองสมาชิก โดยมีกระบวนการคัดสรรที่เข้มงวด สมาชิกทุกคนต้องยืนยันตัวตนโดยใช้ภาพถ่ายเซลฟี่แบบเรียลไทม์ควบคู่กับบัตรประชาชน และจะต้องใช้ชื่อจริงเท่านั้น ไม่อนุญาตให้ใช้นามแฝงหรือโปรไฟล์ที่ไม่ระบุตัวตน ด้วยความเข้มงวดของระบบนี้เอง ในแต่ละวันเรามีอัตราการปฏิเสธคำขอสูงถึง 20% สะท้อนว่ามีการสร้างตัวกรองที่มีประสิทธิภาพ

เมื่อเข้ามาอยู่ในแอพพลิเคชั่น เราสร้างพลังความเป็นชุมชนท่องเที่ยวของผู้หญิงด้วยระบบการรายงานจากสมาชิกด้วยกันเอง เปิดให้ผู้ใช้สามารถแจ้งเบาะแสพฤติกรรมที่น่าสงสัยในสถานที่ท่องเที่ยวได้ในทันที ให้ผู้ใช้งานทุกคนได้มาแบ่งปันประสบการณ์การเดินทาง ช่วยเตือนหรือแนะนำกันและกัน ดังนั้นเราไม่ได้พึ่งพาเพียงแค่อัลกอริทึมในการดูแลความปลอดภัยของผู้หญิงเพียงอย่างเดียว แต่เราพึ่งพาพลังของผู้หญิงที่คอยดูแลและปกป้องผู้หญิงด้วยกันเอง เราจึงมอบความรู้สึกปลอดภัยทางจิตใจให้ผู้หญิงกล้าก้าวออกจากพื้นที่เซฟโซน ลดการตั้งการ์ดลง และเชื่อมต่อถึงกันได้อย่างแท้จริง

มีเรื่องเล่าอะไรใน Nomadher ที่ทำให้เห็นการสร้างชุมชนดูแลการเดินทางของผู้หญิงที่คุณยังจำได้จนถึงตอนนี้อยู่ไหม

ในช่วงแรกเริ่ม ฉันจำชื่อของสมาชิกทุกคนในชุมชน NomadHer ได้ทั้งหมด มีผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ Olive จากเมืองดาร์จีลิง ประเทศอินเดีย เธอเข้าร่วมชุมชน NomadHer ของเราในช่วงโควิด ตอนที่ยังไม่มีใครรู้จักแอพฯ นี้เลย และเธอก็เป็นหนึ่งในสมาชิกที่มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันที่สุด เธอคอยส่งข้อความให้กำลังใจฉัน บอกให้ฉันสู้ต่อ อย่าเพิ่งยอมแพ้ เธอบอกฉันว่า NomadHer ช่วยซัพพอร์ตเธออย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เธอดำดิ่งที่สุดในชีวิต และการได้พูดคุยกับเพื่อนๆ NomadHer จากส่วนต่างๆ ของโลกก็มอบกำลังใจให้เธอเดินหน้าต่อไปบนเส้นทางชีวิตของตัวเอง

นับตั้งแต่ NomadHer เปิดตัว คุณคิดว่าตอนนี้การเดินทางท่องเที่ยวของผู้หญิงเปลี่ยนไปบ้างไหม

ตอนที่เราเริ่มก่อตั้ง NomadHer ใหม่ๆ เราต้องเผชิญกับปฏิกิริยาที่แตกต่าง 2 ขั้ว ด้านหนึ่งคือเหล่านักลงทุนและนักลงทุนร่วมเสี่ยง (venture capitalists) ที่ยังตั้งข้อสงสัย มักจะถามบ่อยๆ ว่า “ใครจะใช้สิ่งนี้จริงๆ?” หรือโต้แย้งว่าการมุ่งเน้นเฉพาะกลุ่มผู้หญิงเพียงอย่างเดียวคือการตัดตลาดโลกออกไปถึงครึ่งหนึ่ง 

แต่ในทางตรงข้าม ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลับมองเห็นคุณค่าของแพลตฟอร์มเรา เขาบอกว่าตลาดการท่องเที่ยวพร้อมสำหรับการเที่ยวคนเดียวของผู้หญิง และการมีแพลตฟอร์มเฉพาะทางที่ขับเคลื่อนด้วยชุมชนก็เหมาะสมในช่วงเวลานี้

นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2019 เราก็มีพัฒนาการและการเติบโตอย่างน่าสนใจ จากจุดเริ่มต้นที่ต้องผลักดันเพื่อพิสูจน์ความเป็นไปได้ในกลุ่มตลาด niche เราก็ค่อยๆ เปลี่ยนผ่านและขยายไปสู่ตลาดระดับโลก เพราะถ้าดูสถิติในปี 2026 การท่องเที่ยวคนเดียวของผู้หญิงไม่ได้เพียงแค่เติบโตขึ้นเท่านั้น แต่กำลังขยายตัวอย่างก้าวกระโดด

ตัวเลขข้อมูลในปัจจุบันก็พิสูจน์ให้เห็นว่าผู้หญิงอีกหลายล้านคนกำลังก้าวข้ามกำแพงทางวัฒนธรรมแบบเดียวกัน รายงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวชี้ให้เห็นว่าการเที่ยวคนเดียวกลายเป็นการขับเคลื่อนหลักในเอเชียแล้ว โดยมากกว่า 65% ของการเดินทางไปต่างประเทศคนเดียวในเอเชีย ขับเคลื่อนโดยผู้หญิง เช่น 62% ของผู้หญิงไทยที่มีอายุระหว่าง 18-25 ปี เลือกที่จะเดินทางคนเดียว และนักเดินทางสายแอดเวนเจอร์ในปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 65-75% ของยอดการจองตั๋วและที่พักในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ตัวเลขนี้สะท้อนว่าการเดินทางคนเดียวไม่ได้ถูกมองว่าเป็นความเสี่ยงอันตรายอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น ‘พิธีกรรมก้าวผ่านวัยของผู้หญิงเอเชียยุคใหม่’ เพราะกระบวนการนี้คือการตัดสินใจก้าวออกจากคอมฟอร์ตโซนเพื่อเรียนรู้ว่าตัวตนที่แท้จริงของเราคือใคร ผู้หญิงหลายคนใช้การเดินทางคนเดียวเป็นการรีเซตสภาวะทางจิตใจในช่วงเวลาสำคัญของชีวิต การก้าวขึ้นเครื่องบินเพียงลำพังจึงไม่ใช่แค่การไปสำรวจประเทศใหม่เท่านั้น แต่เรากำลังเลือกอิสรภาพสูงสุดในการเขียนเรื่องราวชีวิตด้วยตัวของเราเอง

ดังนั้นตอนนี้จำนวนสมาชิกมากกว่า 600,000 คนจากกว่า 180 สัญชาติบนแอพพลิเคชั่นของเราก็ช่วยสะท้อนเช่นกันว่าทัศนคติของผู้บริโภคได้เปลี่ยนจาก “ฉันเดินทางคนเดียวจะปลอดภัยไหม?” ไปสู่ “ฉันจะเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมและชุมชนท้องถิ่นอย่างลึกซึ้งในระหว่างการเดินทางได้ยังไง?” แล้วผู้หญิงก็เริ่มเรียกร้องอิสรภาพในการตัดสินใจ ประสบการณ์ท่องเที่ยวท้องถิ่นแบบเจาะลึกและเครือข่ายความปลอดภัยที่รัดกุมไร้ช่องโหว่ เทรนด์ที่ใหญ่ที่สุดที่เราเห็นในตอนนี้คือการเปลี่ยนผ่านไปสู่การท่องเที่ยวท้องถิ่นที่จัดโดยชุมชน และการร่วมมือในฐานะพันธมิตรอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้แบรนด์ใหญ่ๆ และพันธมิตร B2B จำนวนมากต่างเข้ามาติดต่อร่วมมือกับ NomadHer ในทุกวันนี้

จะว่าไปแล้ว นอกจากเรื่องการเดินทาง การเป็นผู้ประกอบการหญิงในโลกธุรกิจและเทคโนโลยีก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน คุณเจอกับความท้าทายอะไรบ้างไหม และคุณก้าวข้ามความท้าทายนั้นยังไงบ้าง

ฉันคงจะเล่าเรื่องนี้ก่อนว่า ระหว่างที่เราเสนอโปรเจกต์นี้กับนักลงทุน เราไปเจอนักลงทุนมากกว่า 200 ราย และ 98% ในนั้นเป็นผู้ชาย

ในความเข้าใจแรก เราก็คิดว่าจะตั้งเป้าไปหานักลงทุนหญิง ซึ่งดูจะพูดคุยกันได้เข้าใจง่ายกว่า แต่มันคือความเข้าใจผิด เพราะเรากลับพบกับคอขวดของโครงสร้าง เนื่องจากมีผู้หญิงน้อยมากในบทบาทผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย ถ้าไปสำรวจสถิติระดับสากลก็บอกเรื่องราวที่ตอกย้ำคำถามของคุณชัดเจน ผู้มีอำนาจตัดสินใจเซ็นเช็คขั้นสุดท้ายในธุรกิจเงินร่วมลงทุน (Venture Capital) ประมาณ 85% ยังคงเป็นผู้ชายทั้งหมด และทีมสตาร์ทอัปที่มีผู้ก่อตั้งเป็นผู้หญิงได้รับเงินทุน VC รวมทั่วโลกไม่ถึง 2% 

ส่วนผู้ช่วยนักลงทุนระดับจูเนียร์และพาร์ทเนอร์ระดับกลางที่เป็นผู้หญิงก็มักเผชิญกับแรงต้านภายในองค์กร พวกเธอลังเลที่จะผลักดันคอนเซปต์ที่เน้นผู้หญิงอย่าง NomadHer เพราะเกรงว่าข้อเสนอจะไม่ผ่านการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนจากคณะกรรมการลงทุนระดับสูงที่มีแต่ผู้ชาย เราจึงตระหนักได้อย่างรวดเร็วว่าถ้าต้องการเติบโต เราต้องข้ามผ่านผู้เฝ้าประตูเหล่านี้และนำเสนอตรงต่อพาร์ทเนอร์ผู้ก่อตั้งที่ถือสมุดเช็คในมือ

อีกประเด็นความท้าทายที่ฉันเจอคือ ฉันเริ่มต้น NomadHer ที่ปารีสระหว่างเรียนต่อปริญญาโท แล้วสิ่งที่ตามมาในการสร้างตัวตนจากปารีสคืออคติทางวัฒนธรรมอีกชุด 

เมื่อใดก็ตามที่ฉันขึ้นเสนอแผนงานบนเวทีใหญ่ในยุโรปต่อหน้าคน 300-500 คน ข้อติชมหลังจากนั้นมักจะเป็น “พวกเราประหลาดใจกับพลังของคุณมาก และไม่คิดว่าผู้หญิงเกาหลีใต้จะทรงพลังได้ขนาดนี้” จะว่าไปแล้ว ฉันก็รักการทำลายภาพจำเดิมๆ

เหล่านั้นแหละ แม้ว่าคนทั่วไปมักเข้าใจผิดว่าผู้หญิงเอเชียเป็นคนเงียบๆ หรือยอมตามคนอื่น แต่ฉันมองตัวเองเป็นเสือดาวน้อยเสมอ ตัวเล็ก แต่แข็งแกร่งพอที่จะปลุกโลกใบนี้ให้ตื่นขึ้นมา

ดังนั้น การฝ่าฟันอุปสรรคเชิงระบบเหล่านี้ได้จุดประกายเป้าหมายสูงสุดของฉัน นั่นคือการเปิดตัวกองทุน NomadHer Investment Fund เพื่อเปิดการระดมทุนจากหลากหลายกลุ่มโดยมีเป้าหมายว่าพวกเขาต้องเข้าใจการสนับสนุนของ NomadHer เพราะงานวิจัยแสดงให้เห็นว่าบริษัทที่ก่อตั้งโดยผู้หญิงสร้างรายได้ต่อ 1 ดอลลาร์ที่ลงทุน มากกว่าบริษัทที่ก่อตั้งโดยผู้ชายถึงสองเท่า เป้าหมายที่เราสื่อสารเรื่องนี้เพราะว่า เราไม่ได้ต้องการแค่ที่นั่งเพิ่มขึ้นบนโต๊ะประชุมเท่านั้น แต่เราต้องการกองทุนที่นำโดยผู้ประกอบการที่มีความเข้าใจความคิดของผู้ก่อตั้งอย่างแท้จริง และพร้อมสนับสนุนผู้หญิงในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและเทคโนโลยีโดยตรง

ในอีก 5-10 ปีข้างหน้า คุณวางเป้าหมายของ NomadHer ไว้ยังไงบ้าง และอยากเห็นภาพรวมการเดินทางท่องเที่ยวของผู้หญิงเป็นยังไง

นอกเหนือจากการเป็นแอพพลิเคชั่นยอดนิยมสำหรับการเดินทางคนเดียวแล้ว ฉันอยากสร้างระบบนิเวศให้ผู้หญิงพึ่งพาตัวเองได้อย่างสมบูรณ์แบบและยั่งยืน  ฉันยังต้องการให้ NomadHer เป็นตัวกระตุ้นการเสริมสร้างพลังให้แก่ผู้หญิงในระดับโลก เราต้องการขยายขนาดแคมป์การเดินทางในท้องถิ่นที่จัดโดยผู้หญิง ซึ่งเป็นการมอบโอกาสทางเศรษฐกิจโดยตรงให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย ตั้งแต่ไกด์ท้องถิ่นหญิงไปจนถึงผู้ให้บริการด้านที่พัก เราต้องการแสดงให้ผู้หญิงเห็นว่า การก้าวออกจากพื้นที่เซฟโซนผ่านการเดินทางคนเดียว คือก้าวแรกไปสู่การค้นพบศักยภาพที่แท้จริงของพวกเธอทั้งในชีวิตและการทำงาน

ส่วนความต้องการส่วนตัว ฉันปรารถนาที่จะมีชีวิตที่ยืนยาวและมีความสุข และไม่ยอมแพ้ เพราะมีหลายช่วงเวลาในการสร้างสตาร์ทอัปนี้ที่ทำให้ฉันคิดว่า ถ้าเลือกจะเลิกทำมันก็ง่ายมากเลยนะ แต่ฉันดีใจมากที่ฉันเลือกเชื่อมั่นในตัวเอง แล้วเดินหน้าต่อไป

ความฝันสูงสุดของฉันคือการได้เป็นคุณยายนักเล่นเซิร์ฟวัย 80 ปีที่มีความสุข สุขภาพแข็งแรง และยังคงทำงานพาร์ทไทม์ให้กับ NomadHer ฉันจินตนาการถึงตัวเองที่ตื่นนอนพร้อมพระอาทิตย์ขึ้น ออกไปโต้คลื่น แล้วค่อยล็อกอินเข้ามาทำงานให้ NomadHer สักสองสามชั่วโมง พร้อมทั้งเป็นพี่เลี้ยงคอยให้คำแนะนำแก่ผู้ก่อตั้งหญิงรุ่นใหม่ที่จะมารับช่วงต่อ ฉันมองว่า NomadHer คือพันธกิจตลอดชีวิตที่จะพิสูจน์ว่า ผู้หญิงสามารถนำทางโลกใบนี้และลิขิตชีวิตของพวกเธอได้ด้วยตัวเองจริงๆ

Writer

ตอนเด็กๆ อยากทำงานเขียนเพราะชอบอ่านหนังสือ ตอนโตอยากทำงานเขียนเพราะต้องการเงิน

You Might Also Like