749
September 7, 2026

วิธีการใช้ต้นทุนวัฒนธรรมสร้างรายได้เศรษฐกิจประเทศถอดรหัสความสำเร็จ Italian Design System จากอิตาลีบนเวที Creative Excellence Awards 2026

ถ้าให้นึกถึงประเทศที่รุ่มรวยด้วยศิลปวัฒนธรรม และสามารถส่งออกผลงานเหล่านั้นจนเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศ อิตาลีย่อมเป็นหนึ่งในประเทศที่เราจะนึกถึง

อุตสาหกรรมวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ของอิตาลีสร้างรายได้ 115.8 พันล้านยูโร (ประมาณ 4.43 ล้านล้านบาท) มีการจ้างงานเกือบ 1.54 ล้านคน ระบบการผลิตงานวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์มีส่วนสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศหลายพันล้านยูโร คิดเป็นประมาณ 2.3% จนถึงมากกว่า 11% ของ GDP นอกจากนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมกว่า 58 แห่งที่ได้รับการขึ้นทะเบียนยูเนสโกกว่า 58 แห่ง

ศิลปวัฒนธรรมไม่ได้ช่วยให้อิตาลีสร้างสรรค์รายได้เศรษฐกิจเพียงข้ามคืน แต่เป็นมรดกองค์ความรู้และประวัติศาสตร์ทางศิลปะที่มีวิวัฒนาการมาจนเป็นต้นแบบด้านงานดีไซน์และนวัตกรรมระดับโลก

นี่คือเหตุผลที่งานประกาศรางวัลความเป็นเลิศทางความคิดสร้างสรรค์ ประจำปี 2569 หรือ Creative Excellence Awards 2026 จัดโดย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ในวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ NEX Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน จัด Creative Talk ที่เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้เรียนรู้การออกแบบของอิตาลี ภายใต้หัวข้อ “Design as the Pillar of ‘Made in Italy’ Global Prestige: การออกแบบในฐานะรากฐานความสำเร็จระดับโลกของ Made in Italy” โดย Perla Gianni Falvo กรรมการบริหารสมาคม (Executive Board Member) การออกแบบอุตสาหกรรม หรือ Association for Industrial Design (ADI) ของอิตาลี 

แนวคิดสำคัญของอิตาลี คือ งานออกแบบไม่ได้เป็นเรื่องของความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่คือสิ่งที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อตอบโจทย์การแก้ปัญหาชีวิตด้วย 

Keynote ตอนนี้จึงชวนไปดูหลักการออกแบบในวิถีของ ‘Made in Italy’ ที่ทำให้งานดีไซน์สัญชาติอิตาลีไม่เพียงเป็นเลิศด้านความงาม ความคิดสร้างสรรค์ และสไตล์ แต่ยังช่วย ‘แก้ปัญหาชีวิต’ ของผู้คนมาตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา

งานดีไซน์ที่ดีไม่ได้เกิดจาก ‘คนเพียงคนเดียว’ แต่เกิดจากปรากฏการณ์ ‘อุบัติใหม่’ (Emergence) ที่สร้างแรงกระเพื่อมต่อเนื่องให้ทั้งอุตสาหกรรม

Perla เริ่มต้นเสวนาด้วยการพูดถึงองค์ประกอบของความสำเร็จหลากหลายประการในเบื้องหลังงานดีไซน์ที่ตอบโจทย์ผู้คน เพราะหลายครั้ง งานออกแบบไม่ได้เกิดจากใครเพียงคนใดคนหนึ่ง แต่เกิดจากองค์ประกอบหลายข้อที่ทำงานสอดประสานกันอย่างต่อเนื่อง

“ดังเช่นที่จอร์โจ ปาริซี (Giorgio Parisi) นักฟิสิกส์ทฤษฎีชาวอิตาลี เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ได้พิสูจน์ให้เห็นผ่านงานวิจัยของเขา ถึงพฤติกรรมของการรวมฝูงของนกที่สามารถก่อตัวเป็นกลุ่มเมฆเคลื่อนตัวบนท้องฟ้าได้อย่างสอดคล้องและสมบูรณ์แบบ” Perla เปรียบเปรยให้ผู้ฟังเห็นภาพเพิ่มเติม “เราสามารถมองเห็นปรากฏการณ์นี้ได้จากฝูงนกบิน ที่ร่วมกันสร้างรูปทรงเคลื่อนตัวคล้ายกับก้อนเมฆ และบางครั้งเราก็จะได้พบกับรูปทรงใหม่ๆ ที่น่าประทับใจ ซึ่งก็เหมือนกับสิ่งสำคัญหลายๆ สิ่งในชีวิตของเรา ไม่ว่าจะเป็นความสุขหรือความสำเร็จ เรามักไม่พบกฎเกณฑ์หรือแบบแผนที่ตายตัว แต่มองเห็นองค์ประกอบของความสำเร็จจากหลากหลายสิ่งที่ประกอบเข้ากัน”

Perla กล่าวว่า “ถ้ามองในเชิงวัฒนธรรม สิ่งเหล่านี้จะเบ่งบานได้เมื่อศาสตร์ต่างๆ และมุมมองที่หลากหลายมาบรรจบ แลกเปลี่ยน และเชื่อมโยงกัน เพราะนวัตกรรมเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ จนเกิดเป็นปรากฏการณ์ที่อุบัติขึ้นใหม่ (Emergent Phenomenon) ที่ผลลัพธ์ไม่ได้เป็นเพียงการรวมกันของแต่ละศาสตร์ แต่เพราะนวัตกรรมมักจะเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่างๆ เช่นเดียวกับฝูงนกที่การเคลื่อนไหวและการตอบสนองของนกแต่ละตัวก่อให้เกิดรูปแบบการเคลื่อนที่ของฝูงที่ซับซ้อนและสวยงามขึ้นเมื่อเรามองในภาพรวม” เธอเน้นย้ำ ก่อนจะยกตัวอย่างนวัตกรรมของอิตาลีตั้งแต่ยุคเรอเนซองส์ (Renaissance)

“ยุคเรอเนซองส์ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนอย่างยิ่ง การสอดประสานกันระหว่างการค้นพบวัฒนธรรมคลาสสิกอีกครั้ง เข้ากับคุณค่าใหม่ๆ ความต้องการของผู้คน และความรู้ทางเทคนิค ได้ก่อให้เกิดระบบวัฒนธรรมเชิงนวัตกรรม นั่นทำให้ศิลปะ วิทยาศาสตร์ และศาสตร์แขนงต่างๆ ช่วยส่งเสริมและเติมเต็มซึ่งกันและกัน ยุคเรอเนซองส์จึงนับเป็นหนึ่งในรากฐานที่สำคัญที่สุดของวัฒนธรรมตะวันตกร่วมสมัย” 

หนึ่งในศูนย์กลางทางวัฒนธรรมยุคเรอเนซองส์เกิดขึ้นในเมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี ซึ่งมีตระกูลเมดิชี (Medici) เป็นผู้อุปถัมภ์ให้ศิลปินและนักนวัตกรรมในยุคนั้นมีต้นทุนในการสร้างสรรค์งานอย่างเป็นระบบ ทั้งศิลปะ วิทยาศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ โดยตระกูลเมดิชีตระหนักว่าวัฒนธรรมไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือแห่งอำนาจ แต่เป็นพลังที่สามารถสร้างความรู้ นวัตกรรม และการพัฒนาได้ การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมที่สร้างสรรค์และมีความหลากหลายทางสาขาวิชาเช่นนี้ ช่วยส่งเสริมการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ และก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่สามารถบรรลุได้ด้วยศาสตร์หลายแขนง

“ตัวอย่างผลงานที่แสดงให้เห็นการใช้ศาสตร์หลายแขนง คือผลงานของบรูเนลเลสกี (Filippo Brunelleschi) สถาปนิกและศิลปินชาวอิตาลีแห่งยุคเรอเนซองส์ ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจากการนำหลักการของสถาปัตยกรรมคลาสสิก เรขาคณิต และวิศวกรรมผสานเป็นวิธีการก่อสร้างรูปแบบใหม่ ผลงานที่มีชื่อเสียงของบรูเนลเลสกี คือเขาได้ออกแบบหลังคาโดมขนาดใหญ่ของมหาวิหารซานตามาเรียเดลฟิโอเร (Santa Maria del Fiore) ตั้งอยู่ ณ เมืองฟลอเรนซ์ โดยไม่ใช้โครงนั่งร้านไม้ขนาดใหญ่ค้ำยันจากด้านล่าง แต่เป็นการออกแบบให้โครงสร้างของหลังคาโดม และตัววิหารสามารถพยุงและรับน้ำหนักของตัวเองได้ ผ่านวิธีการกระจายน้ำหนักจากโครงสร้างหลักลงสู่ฐาน ซึ่งแม้ว่าจะเป็นความท้าทายด้านข้อจำกัดการก่อสร้างในยุคนั้น แต่เขาก็ประสบความสำเร็จจากการ นำเสนอนวัตกรรมการก่อสร้างรูปแบบใหม่ เช่น โครงสร้างผนังสองชั้น (Double-Shell) การก่ออิฐแบบลายก้างปลา (Herringbone Masonry) และการใช้ห่วงโซ่ยึดโครงสร้าง (Containment Chains) ซึ่งล้วนส่งผลต่อความมั่นคงแข็งแรงทางโครงสร้างของผลงานชิ้นเอกนี้” Perla เน้นย้ำว่าการรวมการออกแบบหลากหลายศาสตร์นี้เอง ที่ทำให้มหาวิหารแห่งนี้ยังคงได้รับคำชื่นชมมาจนถึงทุกวันนี้ 

“เลโอนาร์โด ดา วินชี (Leonardo da Vinci) ศิลปิน นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และนักประดิษฐ์ชาวอิตาลี เป็นอีกบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนภาพ ‘บุรุษแห่งยุคเรอเนซองส์’ (Renaissance Man) ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ผ่านการผสมผสานข้อสังเกตทางวิทยาศาสตร์เข้ากับสร้างสรรค์แนวทางศิลปะ เขาได้อุทิศตนให้กับการพัฒนาศิลปะ งานวิศวกรรม รวมถึงองค์ความรู้ด้านต่างๆ ส่วนพีโค เดลลา มิรันโดลา (Pico della Mirandola) นักปรัชญาและนักมนุษยนิยมชาวอิตาลี ก็ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างบุคคลที่สังเคราะห์แนวคิดอุบัติใหม่ในยุคเรอเนซองส์ โดยผสานทั้งปรัชญาโบราณ ความคิดแบบคริสต์ศาสนา และขนบประเพณีอื่นๆ เข้าด้วยกัน” 

Perla ยกตัวอย่างนักคิดชาวอิตาลีในอดีตที่ทำให้เห็นว่า การทำงานหลากหลายศาสตร์ช่วยเสริมสร้างนวัตกรรมและงานออกแบบให้มีมิติมากกว่าความงาม แต่ยังสร้างพื้นที่ที่มองว่า “มนุษย์เป็นศูนย์กลาง” และมนุษย์สามารถหล่อหลอมและสร้างความเป็นจริงของตนเองได้ผ่านความรู้ ซึ่งแนวคิดนี้ยังส่งต่อมาสู่อุตสาหกรรมสำคัญในอิตาลีจนถึงปัจจุบัน

งานสร้างสรรค์และนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาคือสิ่งที่เกิดมาคู่กัน

เมื่อก้าวเข้าสู่ช่วงหลังสงครามโลก อิตาลีกลายเป็นประเทศที่ทรุดโทรม ท่ามกลางความจำเป็นในการฟื้นฟูอย่างเร่งด่วนนั้นเอง อิตาลีได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่ โดยนวัตกรรมที่สะท้อนศักยภาพนั้นเกิดขึ้นในโรงงานแห่งหนึ่ง ณ แถบชนบทของแคว้นทัสกานี 

เดิมทีโรงงานแห่งนี้เคยใช้ผลิตเครื่องบินสำหรับการรบ แต่เมื่อสงครามจบลง โรงงานถูกปล่อยทิ้งไว้ จึงมีความพยายามที่จะนำความรู้ทางเทคนิคในช่วงสงครามมาปรับและประยุกต์ใช้ เพื่อตอบสนองความต้องการใหม่ทางสังคมในขณะนั้น นั่นคือการเดินทางในชีวิตประจำวัน

Perla เล่าถึงโจทย์การออกแบบยานพาหนะประเภทหนึ่งในอิตาลี ซึ่งในขณะนั้นคนอิตาลีต้องการเดินทางด้วยยานพาหนะที่มีราคาย่อมเยาและเข้าถึงได้ง่าย ขณะเดียวกัน ก็ต้องการรถที่เหมาะสำหรับการขับขี่บนถนนที่ชำรุดเสียหายจากสงคราม 

“บริษัทที่พัฒนายานพาหนะประเภทนี้ไม่ได้มองว่ารถต้องมีความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่ต้องปรับตัวให้เข้ากับชีวิตประจำวันของผู้คนได้อีกด้วย รถต้องใช้งานง่ายและเปิดโอกาสให้ผู้หญิงที่สวมใส่ชุดเดรสกระโปรงยาวสามารถนั่งได้สะดวก นี่คือเหตุผลที่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้น เมื่อเทคโนโลยีและสุนทรียศาสตร์ได้หลอมรวมเข้าด้วยกัน”

แนวคิดนี้นำไปสู่การสร้างสรรค์รถ “Vespa” สกูตเตอร์สุดคลาสสิกที่ทำหน้าที่เป็นคำตอบทางวิศวกรรมในยุคหลังสงคราม โดย Corradino D’Ascanio วิศวกรการบินได้นำชิ้นส่วนของเครื่องบินและหลักอากาศพลศาสตร์มาดัดแปลงเป็นรถมอเตอร์ไซค์ และยังดีไซน์ตัวถังเหล็กขึ้นรูปชิ้นเดียวแทนการใช้โครงเหล็กแบบท่อ ทำให้โครงสร้างตัวถังแข็งแรงทนทาน ช่วยปกป้องผู้ขับขี่จากสิ่งสกปรกและน้ำมันเครื่อง จึงกลายเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นสำคัญที่ช่วยหล่อหลอมและจุดกำเนิดงานดีไซน์แบบอิตาลี (Italian Design) 

“นวัตกรรมของรถ Vespa เกิดจากความกลมกลืนขององค์ประกอบที่หลากหลาย ทั้งประสบการณ์ของเราเอง การออกแบบเชิงอุตสาหกรรม ความเข้าใจเรื่องความต้องการทางสังคม และการแสวงหาความงามในชีวิตประจำวัน สิ่งเหล่านี้มารวมกันจนเกิดเป็นผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่กว่า นวัตกรรมของรถ Vespa เกิดขึ้นจากการสอดประสานความเชี่ยวชาญด้านต่างๆ เข้าด้วยกัน Vespa จึงเป็นสัญลักษณ์แห่งการฟื้นตัวของอิตาลีหลังยุคสงคราม และเป็นตัวแทนของสโลแกน Made in Italy” Perla กล่าว

การออกแบบ Vespa จึงเป็นการสร้างระบบความสัมพันธ์ระหว่างร่างกาย พฤติกรรม และชีวิตประจำวันของผู้คน หากในยุคเรอเนซองส์มองว่ามนุษย์คือศูนย์กลาง และเป็นจุดอ้างอิงของหลักการสรีรศาสตร์ (Ergonomics) ในนวัตกรรมต่างๆ มนุษย์ก็นับเป็นมาตรวัดสำคัญของการออกแบบเช่นเดียวกัน หลักการนี้ถือเป็นแนวทางทางวิทยาศาสตร์ที่บูรณาการเทคโนโลยี ร่างกาย จิตใจ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับนวัตกรรมให้สามารถตอบโจทย์ปัจเจกบุคคลได้อย่างแท้จริง

“การฟื้นตัวทางอุตสาหกรรมหลังยุคสงครามได้ก่อให้เกิดความตระหนักรู้ครั้งใหม่ว่า งานดีไซน์ไม่ได้เป็นผลลัพธ์จากการทำงานอย่างโดดเดี่ยวของนักออกแบบ แต่เป็นกระบวนการอันซับซ้อนที่วัฒนธรรม เทคโนโลยี อุตสาหกรรม งานฝีมือ สื่อสารมวลชน และสังคม มีปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน หัวใจสำคัญของงานดีไซน์จึงเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน” 

สมาคมการออกแบบอุตสาหกรรม (Association for Industrial Design: ADI) องค์กรที่สร้างสภาพแวดล้อมให้การผสมผสานหลายศาสตร์เกิดขึ้นได้จริง

แนวคิดการสร้างนวัตกรรมจากหลากหลายศาสตร์ตั้งแต่ยุคเรอเนซองส์มาจนถึงหลังสงครามนี้เอง ที่ทำให้เกิดการจัดตั้ง “สมาคมการออกแบบอุตสาหกรรม (Association for Industrial Design: ADI)” ในปี 1956 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมการออกแบบ ควบคู่กับการต้อนรับและเปิดบทสนทนาระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดในห่วงโซ่อุตสาหกรรม ตั้งแต่นักออกแบบ ผู้ประกอบการ ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย ผู้ขับเคลื่อนทางวัฒนธรรม นักวิจารณ์ นักวิจัย ไปจนถึงสถาบันต่างๆ เพื่อสร้างเครือข่ายความเชี่ยวชาญที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน ครอบคลุมตั้งแต่ทีมออกแบบ การพัฒนาโครงการ การบริโภค การรีไซเคิล ไปจนถึงการฝึกอบรม วิสัยทัศน์ของสมาคมแห่งนี้จึงมองอย่างเป็นระบบและครอบคลุมทุกมิติ 

“คุณค่าของผลิตภัณฑ์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลลัพธ์สุดท้ายเพียงอย่างเดียว แต่ยังอยู่ที่ความสมดุลระหว่างฟังก์ชันการใช้งาน นวัตกรรม คุณภาพ สุนทรียศาสตร์ กระบวนการผลิต และการตอบโจทย์ความต้องการของผู้คน” Perla กล่าวว่านี่คือเหตุผลที่ ADI เป็นองค์กรที่มุ่งสร้างระบบนิเวศเพื่อผลักดันให้หลายศาสตร์ทำงานสอดประสานกันได้อย่างลงตัว

Perla ยังย้ำว่าอีกหนึ่งสิ่งที่ขาดไม่ได้ในระบบออกแบบ Made in Italy คือผู้ประกอบการ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้ตีความวัฒนธรรมการออกแบบ เป็นผู้มองเห็นคุณค่าของแรงบันดาลใจ ขณะเดียวกันก็มีความกล้าที่จะแบกรับความเสี่ยงทางอุตสาหกรรมด้วย

“ผลงานชิ้นเอกหลายชิ้นคงไม่อาจถือกำเนิดขึ้นได้เลย หากปราศจากผู้ประกอบการที่มีวิสัยทัศน์และนักออกแบบที่เปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์” Perla กล่าว

สมาคม ADI เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่มีบทบาทในการเป็นผู้ขับเคลื่อนงานดีไซน์รอบด้าน ทั้งในฐานะปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ อีกทั้งยังเป็นตัวเชื่อมสำคัญสำหรับภาครัฐและเอกชนในการส่งเสริมระบบอุตสาหกรรมการออกแบบของอิตาลี เพราะ ADI มุ่งหวังที่จะส่งเสริมและสร้างสภาวะที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการออกแบบผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมต่างๆ ผ่านการทำงานร่วมกับสถาบันต่างๆ และการให้บริการหลากหลายด้าน รวมไปถึงสร้างการถกเถียงทางวัฒนธรรมเพื่อต่อยอดให้นวัตกรรมเติบโตไปสู่อนาคตด้วย โดยตั้งแต่ปี 1958 เป็นต้นมา ADI ได้เป็นผู้จัดงานมอบรางวัลคอมปัสโซโดโร (Compasso d’Oro) รางวัลการออกแบบที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรป โดยก่อตั้งขึ้นในปี 1954 โดย โจ พอนติ (Gio Ponti)

ตลอดระยะเวลากว่า 70 ปี รางวัล Compasso d’Oro ได้สร้างมรดกอันทรงคุณค่า โดยสร้างเกียรติภูมิและการยอมรับให้กับผลงานที่ได้รางวัล กระทรวงวัฒนธรรมแห่งประเทศอิตาลีจึงประกาศให้คอลเล็กชันผลงานที่ได้รับรางวัลนี้เป็นวัตถุที่มีความสำคัญทางศิลปะและประวัติศาสตร์ และได้รับการยอมรับในฐานะส่วนหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรมแห่งชาติ

“คุณสามารถเห็นการยอมรับและคุณค่าของเวทีนี้ได้จากหนึ่งในผู้ได้รับรางวัล Compasso d’Oro ได้ เช่น ปี 1954 บรูโน มูนาริ (Bruno Munari) ผู้สร้างสรรค์ลิงของเล่น Zizì ได้นำเสนอวิธีคิดใหม่เกี่ยวกับการออกแบบของเล่น โดยไม่ได้พยายามเลียนแบบลิงจริงๆ แต่สร้างของเล่นเพื่อเป็นเครื่องมือกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ ผลงานชิ้นนี้ใช้นวัตกรรมโฟมยางเสริมแกนสายสลึงเหล็ก ทำให้สามารถดัดปรับเปลี่ยนท่าทางได้อย่างไร้ขีดจำกัด ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างรูปทรง การทดลองใช้วัสดุ และแนวคิดการเรียนรู้สำหรับเด็กเข้าด้วยกันอย่างลงตัว”

มูลนิธิคอลเล็กชัน ADI Compasso d’Oro (Fondazione ADI Collezione Compasso d’Oro) คือหน่วยงานที่รวบรวมผลงานที่ได้รับรางวัลทั้งหมด และมีหน้าที่รับผิดชอบในการอนุรักษ์ ส่งเสริมการวิจัยประวัติศาสตร์ของผลงานสร้างสรรค์ และจัดนิทรรศการที่มีเป้าหมายเพื่อสำรวจทั้งคอลเล็กชันผลงานที่ได้รับรางวัลและความสำคัญของผลงานสร้างสรรค์ในเวที ปี 2021 สมาคม ADI ยังได้เปิดตัว ADI Design Museum ขึ้นที่มิลาน เพื่อเชิดชูวัฒนธรรมการออกแบบทั้งในอิตาลีและระดับนานาชาติ ผ่านการจัดแสดงคอลเล็กชันถาวรของผลงานที่ได้รับรางวัล Compasso d’Oro 

นอกจากนี้ นิทรรศการดังกล่าวยังได้สัญจรไปจัดแสดงในระดับนานาชาติ เพื่อนำวัฒนธรรมการออกแบบของอิตาลีไปสู่สายตาผู้ชมทั่วทั้งยุโรป เอเชีย และสหรัฐอเมริกา ทำให้งานดีไซน์อิตาลีได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง เป็นการสร้างตัวตนของผลงาน “Made in Italy” และสร้างพื้นที่การออกแบบที่ก้าวข้ามฟังก์ชันงานดีไซน์แบบเดิมๆ โดยสิ้นเชิง 

“ทั้งหมดนี้เราจะเห็นว่า ตั้งแต่ยุคเรอเนซองส์มาจนถึงยุคการออกแบบร่วมสมัย นวัตกรรมเกิดขึ้นได้เมื่อองค์ประกอบที่ต่างกันมารวมตัวกัน ไม่ว่าจะเป็นทักษะ วัฒนธรรม และวิสัยทัศน์ การออกแบบได้กลายเป็นเครื่องมือที่สามารถเปลี่ยนความต้องการส่วนบุคคลและส่วนรวมให้เป็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ ดังนั้นรางวัล Compasso d’Oro จึงมองอนาคตด้วยวิสัยทัศน์นี้เช่นกัน เราไม่ได้ต้องการสร้างเพียงแค่รางวัลเชิดชูความเป็นเลิศด้านการออกแบบเท่านั้น แต่ยังมองว่ารางวัลนี้จะเป็นเครื่องมือในการยกระดับบทบาทงานดีไซน์ เพื่อรับมือกับความท้าทายครั้งใหญ่ในยุคปัจจุบันนี้” Perla กล่าวปิดท้าย

สำหรับ Creative Talk ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าแนวคิดที่ทำให้เกิดนวัตกรรมและดีไซน์ในแบบ Made In Italy เกิดจากองค์ประกอบหลายอย่าง โดยเฉพาะการมีองค์กรอย่าง ADI ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงและผลักดันการผสมผสานศาสตร์ต่างๆ ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ ซึ่งนับเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนระบบนิเวศของอุตสาหกรรมให้เติบโตและก้าวไปข้างหน้า ขณะเดียวกัน สิ่งสำคัญคือการมีองค์ความรู้ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับบริบทจริง เพื่อสร้างสรรค์งานออกแบบที่ตอบโจทย์และแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันของผู้คน ขณะเดียวกันก็สามารถสร้างคุณค่าและความภาคภูมิใจให้เกิดขึ้นกับคนในชาติได้อีกด้วย

อ้างอิง

aspeninstitute.it/en/attivita/economic-value-italys-cultural-patrimony/ 

-billion-euros-and-provided-employment-for-almost-154-million-people-AJhG0GM

Writer

ตอนเด็กๆ อยากทำงานเขียนเพราะชอบอ่านหนังสือ ตอนโตอยากทำงานเขียนเพราะต้องการเงิน

Illustrator

แล้วแต่จะคิด ชีวิตคนละแบบ