From Thai Roots to Global Recognition เคล็ดลับที่ทำให้ผลงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยไปไกลระดับสากล เรื่องราวของ 3 ผลงานไทยจากเวที Creative Excellence Awards 2026

ตั้งแต่ปี 2564-2567 เศรษฐกิจสร้างสรรค์เติบโตเฉลี่ยจาก 8% ขึ้นมาอยู่ประมาณ 10% ของ GDP ประเทศ ตัวเลขนี้กำลังบอกว่า ในยุคที่เศรษฐกิจไทยต้องเร่งการฟื้นตัว ‘ความคิดสร้างสรรค์’ ก็ช่วยเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจไทยได้เช่นกัน 

นี่คือเหตุผลที่ ‘เศรษฐกิจสร้างสรรค์’ มีความสำคัญไม่น้อย แต่การจะสร้างพื้นที่ให้งานสร้างสรรค์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาสังคมและปากท้องได้ ต้องมีระบบสนับสนุนที่ทำให้ผลงานของนักสร้างสรรค์ไทยเบ่งบาน และตอบโจทย์กับวิถีชีวิตและสร้างมูลค่าอย่างต่อเนื่อง

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA จึงเป็นองค์กรที่สร้างระบบนิเวศเพื่อส่งเสริมผลงานสร้างสรรค์ หนึ่งในนั้นคือการผลักดันผลงานที่สร้างคุณค่าและโอกาสใหม่ให้กับเศรษฐกิจและสังคมไทยด้วยการมอบรางวัล Creative Exllence Awards เวทียกย่องผลงานที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์มาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิต และขับเคลื่อนการพัฒนาเมือง ธุรกิจ และสังคม พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของภูมิภาค นับว่าปีนี้ CEA ได้จัดงานดังกล่าวเป็นปีที่ 4 แล้ว 

แต่การผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการมอบรางวัลในเวที Creative Exllence Awards ในไทยเท่านั้น CEA ในฐานะผู้สนับสนุนนักสร้างสรรค์ มองว่าผลงานไทยมีศักยภาพในระดับนานาชาติ จึงต่อยอดผลงานที่เคยรับรางวัล Creative Excellence Awards เมื่อปี 2026 ให้ก้าวเข้าสู่เวทีรางวัลในต่างประเทศ ซึ่งประสบความสำเร็จด้วยการคว้ารางวัล Paris Design Awards 2026 ประเทศฝรั่งเศส และ Creative Tourism Awards ประเทศสเปน ในปี 2026 

ความสำเร็จของผู้ได้รับรางวัลในครั้งนี้เปิดโอกาสการสร้างแบรนด์ไทยให้น่าเชื่อถือ สะท้อนว่าอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยมีศักยภาพ ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสให้ประเทศต่างๆ สนใจร่วมมือสร้างสรรค์ผลงานและเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจให้ไทย 

ในวาระที่ทั้ง 3 ผลงานของไทยได้รับรางวัลครั้งนี้ จึงเป็นที่มาของเวทีเสวนา “From Thai Roots to Global Recognition: จากความคิดสร้างสรรค์ของไทย สู่การยอมรับในระดับนานาชาติ” ที่จัดขึ้นในงาน Creative Excellence Awards 2026 ในวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ณ NEX Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ซึ่งได้เชิญ 3 ตัวแทนนักสร้างสรรค์ ผู้ที่มีผลงานชนะรางวัลหรือเข้ารอบสุดท้ายจากเวที Creative Excellence Awards 2025 และยังได้รับรางวัลจากเวทีระดับนานาชาติอย่าง Paris Design Awards 2026 ประเทศฝรั่งเศส และ Creative Tourism Awards ประเทศสเปน ในปีนี้ ตัวแทนทั้ง 3 จึงมาร่วมแบ่งปันมุมมองและแรงบันดาลใจของการสร้างสรรค์ผลงานของไทยสู่การยอมรับในระดับสากล 

  • จุฤทธิ์ กังวานภูมิ ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มปั้นเมือง จากทีมผู้สร้างสรรค์ผลงาน “ทางเดินมรดกตลาดน้อย” ผลงานนี้ได้รับรางวัล Honorable Mention สาขา Landscape Design – Parks & Public Spaces, Educational, Community & Recreation Facilities จากเวที Paris Design Awards 2026 ประเทศฝรั่งเศส 
  • ธิดารัตน์ บุญศรี หัวหน้ากลุ่มวิจัยวัสดุชีวภาพอัจฉริยะและเทคโนโลยี BioSmart Materials and Technology จากทีมผู้สร้างสรรค์ผลงาน “ไบโอซีเมนต์เพื่อฟื้นฟูดินเค็มและเพิ่มคุณค่าข้าวไทยอย่างยั่งยืน” ผลงานนี้ได้รับรางวัล Honorable Mention สาขา Architecture – Green Architecture จากเวที Paris Design Awards 2026 ประเทศฝรั่งเศส
  • เอกวรัญญู อัมระปาล ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จากทีมผู้สร้างสรรค์ผลงาน “ฝาท่อเยาวราช พิพิธภัณฑ์มีชีวิตใต้ฝ่าเท้า” ผลงานนี้ได้รับรางวัล Best Creative Urban Journey Prize จากเวที Creative Tourism Awards ประเทศสเปน

Keynote ตอนนี้ เราพาทุกคนไปล้อมวงฟังเบื้องหลังแนวคิดผลงานสร้างสรรค์ทั้ง 3 โปรเจกต์ที่ช่วยสร้างแบรนด์ดิ้งความน่าเชื่อถือให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยในสายตาสากลมากขึ้น

“ทางเดินมรดกตลาดน้อย” ปั้นชุมชนคนเจนฯ เก่า สู่ย่านท่องเที่ยวของคนเจนฯ ใหม่

“ตลาดน้อย” คือย่านเก่าแก่ในเขตสัมพันธวงศ์ ซึ่งช่วงหลังมานี้เป็นอีกหนึ่งจุดเช็กอินยอดนิยมของนักท่องเที่ยว ที่มักเลือกมาเดินชมสถาปัตยกรรม ถ่ายรูปกับงานศิลปะบนผนังกำแพงสีสันสะดุดตา และสำรวจตรอกซอยลึกลับน่าค้นหา สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่ปี จนลบภาพจำของความเป็นย่านเก่าแก่ที่มีแต่คนอยากย้ายออก กลายเป็นย่านที่มีธุรกิจใหม่ ๆ และบรรยากาศแห่งความสร้างสรรค์เกิดขึ้น

จุฤทธิ์ กังวานภูมิ ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มปั้นเมือง เล่าว่าผลงาน “ทางเดินมรดกตลาดน้อย” ให้ความสำคัญเรื่องย่านที่อยู่อาศัย โดยสร้างแรงจูงใจให้คนในชุมชนรู้สึกภูมิใจในย่านของตัวเองมากขึ้น เพื่อให้รากฐานมรดกทางวัฒนธรรมและความเก่าแก่ของชุมชนยังคงได้รับการรักษาไว้ 

เดิมทีตลาดน้อยเป็นย่านที่ไม่ได้สะดวกสบายเหมือนย่านอื่น ๆ ผู้คนต่างย้ายออกไปมากกว่าครึ่ง โจทย์หลักที่ท้าทายคือการทำให้คนอยากย้ายเข้ามาอยู่ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการ “ทางเดินมรดกตลาดน้อย” เพื่อฟื้นฟูย่านโดยใช้ “ความคิดสร้างสรรค์” ในการพัฒนาย่านอย่างครอบคลุมทุกด้าน ทั้งด้านสถาปัตยกรรม ผ่านการอนุรักษ์อาคารเก่า ด้านสิ่งแวดล้อม ผ่านการเพิ่มพื้นที่สีเขียวริมน้ำ ด้านการเดินทาง มีท่าเรือเป็นขนส่งสาธารณะที่เข้าถึงได้ง่าย และกระตุ้นความสนใจของนักท่องเที่ยว ผ่านการจัดกิจกรรมที่สร้างความผูกพันระหว่างคนในชุมชนกับคนรุ่นใหม่ เพื่อให้วิถีชีวิตของชุมชนเติบโตไปพร้อมกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

“ไบโอซีเมนต์เพื่อฟื้นฟูดินเค็มและเพิ่มคุณค่าข้าวไทยอย่างยั่งยืน” นวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมและเกษตรกรไทย

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือนับเป็นแหล่งผลิตข้าวที่สำคัญของประเทศไทย แต่ด้วยปัจจัยทางธรณีวิทยาที่มีลักษณะเป็นดินทราย ทำให้ดินมีการกักเก็บน้ำได้น้อย และมีปัญหาดินเค็ม จึงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเพาะปลูกเป็นอย่างมาก

นวัตกรรมนี้จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรับมือกับปัญหาดินเค็มและดินทรายที่กักเก็บน้ำและธาตุอาหารได้น้อย โดยมีการใช้จุลินทรีย์ทนเค็มจากกากน้ำปลาร่วมกับเปลือกไข่และกากแร่ ซึ่งเป็นวัสดุเหลือใช้จากภาคอุตสาหกรรม และด้วยคุณสมบัติของไบโอซีเมนต์ที่มีความแข็งแรง ทนต่อการกัดกร่อนของเกลือ จะเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำ ชะลอการเคลื่อนตัวของความเค็มจากชั้นน้ำใต้ดิน และสามารถซ่อมแซมรอยแตกขนาดเล็กได้

ธิดารัตน์ บุญศรี หัวหน้ากลุ่มวิจัย BioSmart Materials & Technology คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ผู้สร้างสรรค์ผลงาน “ไบโอซีเมนต์เพื่อฟื้นฟูดินเค็มและเพิ่มคุณค่าข้าวไทยอย่างยั่งยืน” เล่าว่า จุดเริ่มต้นของการทำงานที่สำคัญที่สุด คือการวางเป้าหมายให้ชัดเจนก่อนจะเริ่มผลิตผลิตภัณฑ์หนึ่งชิ้นออกมา

ด้วยแนวคิดในการผลิตวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ และมีความยั่งยืน ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ทุกรางวัลที่ได้รับ จึงทำให้ย้อนกลับมานึกถึงวันแรกของการทำงานที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น โดยไม่ได้ตั้งเป้าหมายเพียงแค่ว่าจะทำผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่เป็นการทำอะไรบางอย่างเพื่อให้สิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนดีขึ้นยิ่งกว่าเดิม นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้นวัตกรรมไบโอซีเมนต์ไม่เป็นเพียงการออกแบบที่ได้รางวัล แต่คือผลงานที่สร้างมาเพื่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของชุมชน

นวัตกรรมนี้ ไม่เพียงแต่จะเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีทางด้านเกษตรกรรม แต่จะเป็นการสร้างความยั่งยืนควบคู่ไปกับการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อนำไปสู่การขยายผลในอีกหลากหลายพื้นที่ในอนาคตต่อไป

“ฝาท่อเยาวราช พิพิธภัณฑ์มีชีวิตใต้ฝ่าเท้า” มองประวัติศาสตร์ชุมชนผ่านศิลปะบนฝาท่อ

เมื่อพูดถึงงานศิลปะตามท้องถนน สิ่งที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดอาจเป็นลวดลายตามกำแพง แต่ระยะหลังมานี้ หากใครได้เดินเล่นแถวเยาวราช อาจสังเกตเห็นงานศิลปะอยู่บน “ฝาท่อ”

งานศิลปะดังกล่าวเป็นหนึ่งในโครงการของกรุงเทพมหานคร ชื่อ “โครงการฝาท่อ” ตามเอกสารอาจฟังดูเป็นชื่อโครงการที่ไม่มีอะไร แต่ที่จริงโครงการนี้ได้สร้างคุณค่าให้แก่ชุมชนในย่านเยาวราช ทั้งยังเชื่อมโยงความทรงจำให้กับผู้คนในย่านอีกด้วย

เอกวรัญญู อัมระปาล ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เล่าถึงเส้นทางที่กว่าจะออกมาเป็นโครงการนี้ กรุงเทพมหานครใช้เวลานานกว่า 2 ปี โดยได้รับความร่วมมือจากศิลปินกว่า 100 คนมาร่วมสร้างสรรค์ผลงาน โดยไม่ได้ใช้งบประมาณมหาศาล จนออกมาเป็นงานศิลปะบนฝาท่อที่สะท้อนภาพลักษณ์ที่โดดเด่นของย่านเยาวราชให้นักท่องเที่ยวและคนในชุมชนได้มองเห็น

โครงการนี้ไม่เพียงช่วยปรับโครงสร้างพื้นฐานของเมือง แต่ยังดึงอัตลักษณ์ของผู้คนในพื้นที่และย่านมานำเสนอผ่านงานศิลปะบนฝาท่อ จึงนับเป็นการสร้างคุณค่าให้ย่านผ่านการออกแบบที่สร้างสรรค์

เมื่อออกมาใช้ชีวิตในเมือง ผู้คนจะเห็นภาพองค์ประกอบต่าง ๆ ของเมือง เช่น ถนน ทางเดินเท้า ป้ายบอกทาง หรือฝาท่อ และเมื่อทุกองค์ประกอบของเมืองผสานเข้ากับศิลปะและความสร้างสรรค์ นั่นจะสะท้อนเรื่องราว ความเป็นมา และประวัติศาสตร์ของพื้นที่ ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของย่านนั้น ๆ ดังเช่นฝาท่อเยาวราช ที่สร้างทั้งคุณค่า ความเชื่อมโยง และความหมายที่ลึกซึ้งมากกว่าการใช้งานในชีวิตประจำวัน

เอกวรัญญูมองว่า “อัตลักษณ์” ของแต่ละย่านเป็นสิ่งที่ควรได้รับการส่งเสริมและผลักดันต่อไป แผนการพัฒนาย่านต่อไปของกรุงเทพมหานคร จึงเป็นการทำให้ผู้คนได้มองเห็นเรื่องราวของแต่ละย่านผ่านงานศิลปะ โดยในอนาคตจะดำเนินโครงการ Art on the Street เพื่อให้ทุกพื้นที่สามารถนำศิลปะเข้ามาสอดแทรกในการเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ของพื้นที่ ย่าน หรือเมืองได้ แผนงานนี้เป็นโจทย์ใหม่ที่กรุงเทพมหานครมุ่งมั่นผลักดัน โดยไม่ได้มองว่าการพัฒนาเมืองคือการทำให้เมืองสะอาด สวยงาม หรือเป็นระเบียบเรียบร้อยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างเมืองที่มีหัวใจ เมืองที่เต็มไปด้วยเรื่องราวที่หลากหลายของผู้คน

นักสร้างสรรค์ทั้ง 3 ท่านได้กล่าวทิ้งท้ายว่า “การที่ผลงานได้รับรางวัลในระดับนานาชาติ ถือเป็นการตอกย้ำและเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาทักษะรวมถึงผลงานของนักสร้างสรรค์ไทยให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น แม้เส้นทางระหว่างการพัฒนาผลงานอาจต้องเผชิญกับอุปสรรค ความท้าทาย หรือข้อกำจัดต่าง ๆ แต่อุปสรรคเหล่านั้นอาจผลักดันให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และสร้างความเป็นได้ใหม่ ๆ ได้มากขึ้น จนเกิดเป็นผลงานที่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกให้แก่เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ชุมชน ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนให้ดีขึ้นได้ ท้ายที่สุดแล้ว การที่ผลงานสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกได้ นั่นก็นับว่าเป็นความสำเร็จของผลงานอย่างแท้จริง”

Writer

ฝันเล็กๆ ตอนนี้คือมีป้าย press เป็นของตัวเอง

Illustrator

แล้วแต่จะคิด ชีวิตคนละแบบ