HOW to design H.O.W.

เบื้องหลังการออกแบบพื้นที่ของ H.O.W. คลับแห่งปัญญาที่ตั้งใจให้เป็นเหมือนบ้านหลังที่สอง

ยอมรับว่าหากไม่รู้มาก่อนว่าสถานที่แห่งนี้คือสถานที่ใด มีไว้ใช้จัดกิจกรรมใด รวบรวมผู้คนแบบไหนไว้ด้วยกัน ผมอาจเข้าใจสถานที่แห่งนี้ผิดไปจากการสังเกตด้วยสายตา

ทั้งงานศิลปะที่รอต้อนรับตั้งแต่แรกก้าวเข้ามา เฟอร์นิเจอร์ดีไซน์โดดเด่นที่วางตั้งกระจายอยู่ทั่วบริเวณ บาร์เครื่องดื่มที่ตั้งอยู่ไม่ไกลกันกับเวทีที่ยกสูงจากพื้นไม่มาก สิ่งเหล่านี้อาจชวนให้เข้าใจว่าที่นี่คือพื้นที่ผ่อนคลายแลกเปลี่ยนสำหรับผู้คนในแวดวงสร้างสรรค์ มากกว่า academic club ที่รวบรวมผู้คนในแวดวงธุรกิจมาพูดคุยถึงเรื่องราวจริงจัง เข้มข้น และลึกซึ้ง

คงไม่เกินเลยไปนักถ้าจะบอกว่า House of Wisdom หรือ H.O.W. ซึ่งตั้งอยู่บนชั้น 12 ของโรงแรม SO/Bangkok ได้ลบล้างภาพจำเดิมๆ ของเหล่า academic club ที่มีมาก่อนหน้าได้อย่างหมดจด

ผู้ร่วมก่อตั้ง H.O.W. คือสองบุคคลที่ในแวดวงธุรกิจไม่น่าจะมีใครไม่รู้จัก คนแรกคือ โจ้–ธนา เธียรอัจฉริยะ นักการตลาด ผู้บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้งหลักสูตร ABC (Academy of Business Creativity) อีกคนคือ กระทิง–เรืองโรจน์ พูนผล Group Chairman แห่ง Kasikorn Business-Technology Group (KBTG) และเป็นผู้ออกแบบและผู้สอนหลักสูตรสำหรับผู้นำที่ชื่อ CXO (Chief Exponential Officer) โดยมีผู้เปรียบเสมือนลมใต้ปีกอีกสองคนที่คอยหนุนหลังคือ ตั๊ก–วรินดา เธียรอัจฉริยะ และ ยุ้ย–จันทนารักษ์ ถือแก้ว

ครั้งหนึ่งก่อนที่ H.O.W. จะเปิดรับสมาชิก ธนาเคยอธิบายถึงพื้นที่แห่งนี้เอาไว้อย่างเห็นภาพ

“ให้จินตนาการว่าเราจะมีสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งหวังว่าเป็น 800-1,000 ตารางเมตร เป็นสถานที่ที่ดูดี มีวิวสวยๆ มานั่งแล้วเพลิดเพลิน มียิมให้ใช้สำหรับคนที่มาแล้วอยากมีสถานที่ออกกำลังกาย แล้วเราจะทำหน้าที่ curate ความรู้ให้คนที่มาคลับนี้ได้เรียนรู้ แต่ละสัปดาห์จะมีหัวข้อต่างๆ ที่น่าสนใจ ถ้าไม่เป็นเรื่อง wisdom ของคนที่เป็น legend ก็เป็นเรื่อง trendy สมัยใหม่หรือเป็นเรื่องไลฟ์สไตล์ที่คนสนใจ กระหายใคร่รู้

“คนที่เป็นสมาชิกคลับนี้ใครสนใจอยากฟังก็มาลงชื่อ มีทั้งคลาสเล็ก คลาสกลาง คลาสใหญ่ และคลาสใหญ่มาก ระดับต้องใช้ฮอลล์เป็นหลายร้อยคน นอกจากนั้นจะมีกิจกรรมเวิร์กช็อป มีงานกลางคืนที่เป็น networking activity และอีกหลายกิจกรรม อันนี้คือพาร์ตสถานที่และวิชาการ ที่คล้ายเป็นบุฟเฟต์ความรู้ให้คนในคลับมาตัก ใครชอบมากก็ตักมาก”

เหมือนบุฟเฟต์มิชลินสตาร์ทางด้านความรู้–กระทิงสรุปอย่างสั้นกระชับและชัดเจน

นอกจากคอนเซปต์ของพื้นที่และกิจกรรมของคลับแล้ว การออกแบบพื้นที่ของ H.O.W. ก็แตกต่างและน่าสนใจไม่น้อย โดยเฉพาะหากเราลองเอาชื่อผู้มีส่วนร่วมในการออกแบบพื้นที่มาไล่เรียงดู 

แต่ละคนล้วนแล้วแต่เป็นตัวจริงและลงลึกในแวดวงของตัวเอง

ไม่ว่าจะเป็น Pomme Chan ศิลปินนักวาดภาพประกอบผู้เคยร่วมงานกับแบรนด์ระดับโลกที่นำผลงานภาพวาดมาประดับในพื้นที่, Pete Lin Managing Director แห่ง Artslonga Studio ที่ดูแลในส่วนของการสร้างสรรค์และจัดวางชิ้นงานศิลปะต่างๆ, มาร์ค–เมธชนัน สวนศิลป์พงศ์ Chief of Design Division Officer แห่ง Kenkoon Furniture ที่ช่วยออกแบบคัดสรรเฟอร์นิเจอร์มาอยู่ที่แห่งนี้อย่างประณีต, ตง–ธเนศ จิระเสวกดิลก ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ Divana ที่รับผิดชอบเรื่องกลิ่นตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้ามา และหวัน–วสันต์ ติรางกูร หนึ่งในผู้ถือหุ้นร้าน DEN ที่ออกแบบบาร์ซึ่งมีเครื่องดื่มให้บริการตลอดเวลา

“H.O.W. ทำที่นี่ได้ไม่ใช่เพราะเงิน แต่เพราะเฟรนด์ชิป” ตั๊ก วรินดา หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งอธิบายถึงการมารวมตัวกันของบุคคลในย่อหน้าข้างต้น

ส่วนเบื้องหลังวิธีคิดของบุคคลที่รวมตัวกันด้วยความสัมพันธ์แสนพิเศษเป็นยังไง ขอเชิญก้าวเท้าเข้ามายังคลับแห่งปัญญาแล้วฟังไปพร้อมกัน

เพื่อนที่เรามีในชีวิตช่วยให้ที่นี่เกิดขึ้นจริง”
– วรินดา เธียรอัจฉริยะ- 

“ตอนแรกเราไม่มีภาพในหัวเลย perspective ที่ออกแบบมาเป็นแค่ไกด์ไลน์ มันมีแค่ฟังก์ชั่นเฉยๆ ตอนที่คิดเรื่องสถานที่เราคิดแต่ฟังก์ชั่น 

“ความรู้ที่ดีที่สุดคือความไม่รู้ การรู้ว่าเราไม่รู้อะไรคือความรู้ที่ดีที่สุด อย่างเราไม่ได้จบอินทีเรียร์ ไม่ได้จบโปรดักต์ดีไซน์ ไม่ได้จบอะไรเหล่านี้เลย สิ่งที่เราทำคือเราแค่เอาจิ๊กซอว์ที่เป็นเพื่อนๆ กันแต่ละคนมาต่อ เรามีเพื่อนเยอะมาก เราค่อยๆ ชวนไปทีละคน

“H.O.W. ทำที่นี่ได้ไม่ใช่เพราะเงิน แต่เพราะเฟรนด์ชิปจริงๆ เพราะคนที่มาทำที่นี่ต่อให้มีเงินเขาก็อาจจะไม่มา แต่ที่เขามาเพราะว่าเขาให้ value friendship กับเรา จริงๆ แล้วไม่อยากจะเรียกแต่ละคนว่า contributor เลย เพราะเขาคือเพื่อนที่มาทำให้ที่นี่เป็นจริง แต่ละคนก็จะเก่งคนละด้าน แล้วก็เป็นสิ่งที่เราสะสมมา คือเป็นเพื่อนที่เรามีในชีวิตที่มาช่วยให้ที่นี่เกิดขึ้นจริง

“อย่างปอมเองก็ไม่ได้อยู่ดีๆ เอารูปมาให้วางเฉยๆ เขาก็มีสตอรีของการวางรูปในจุดต่างๆ แล้วก็มีพี่มาร์คกับพีทที่มาจาก Kenkoon กับ Artslonga ซึ่งเป็นพาร์ตใหญ่มากเพราะว่าเราไม่มีหัวทางด้านอินทีเรียร์เลย แต่เรารู้ว่าอะไรสวยและไม่สวย แล้วจริงๆ เราเป็นเอฟซีของ Kenkoon มานานมาก พี่มาร์คก็กรุณาเอาเฟอร์นิเจอร์ที่ไม่เห็นว่าวางขายที่ไหนหรือวางขายคนก็เอฟกันหมดภายใน 15 นาที ซึ่งพี่มาร์คก็ยกมาให้ที่นี่โดยที่ไม่ต้องขอ เพราะความเป็นเพื่อนอย่างเดียวเท่านั้นที่ทำให้เขาเอามาให้ ส่วนพีทก็จะมาช่วยดูเรื่อง collaborate กับทาง Artslonga ซึ่งสิ่งที่เขาเก่งที่สุดเลยคือทำงานกับสเปซ

“ในขณะที่พี่ตงพอมาเดินดูแล้วกลับไปเขาก็คิดกลิ่นเป็น journey ของการเข้ามาแต่ละโซน รวมถึงพี่มาร์คที่เคยเป็นอินทีเรียร์ ทำงานอยู่ที่ฝรั่งเศสและเป็นหุ้นส่วนร้านชื่อ DEN เราก็ชวนมาบริหารบาร์

“ต้องบอกว่าที่นี่ตอนนี้คือเสร็จแค่ 80% แล้วก็จะเสร็จ 80% อย่างนี้ไปเรื่อยๆ มันจะไม่มีวันเสร็จร้อยเปอร์เซ็นต์ มันจะเติมไปเรื่อยๆ ในพื้นที่เราตั้งใจว่าจะวางทุกอย่างแค่ 80% แล้วก็ค่อยๆ เปลี่ยน ขยับ มันจะยังไม่มีวันร้อยเปอร์เซ็นต์ 

“มันก็ตอบโจทย์ของที่นี่ด้วยที่ไม่มีวันจบ ทุกครั้งที่มามันจะมีอะไรใหม่เสมอ แล้วตอนที่ founder เขาจะทำที่นี่ เขาก็บอกอยากให้ทุกคนมาเมื่อ When it’s right และมาเมื่อ When it’s wrong รู้สึกว่าใช่ก็มา รู้สึกว่าวันนี้อยากมาเจอเพื่อนก็มา วันที่รู้สึกว่าไม่รู้จะทำอะไร รู้สึกวันนี้ก้าวขาลงจากเตียงผิดข้างก็อยากให้มา วันที่ไม่ใช่เราก็มาเริ่มต้นที่นี่ วันที่ใช่เราก็อยากมาเริ่มต้นที่นี่ ให้เหมือนบ้านหลังที่สอง

“ก่อนที่จะเห็นภาพเรามีแต่ความตื่นเต้น เพราะเรารู้สึกว่าเพื่อนเราแต่ละคนเขาท็อปสุดแล้ว เราไม่มีภาพในหัวเลยว่าจะต้องออกมาเป็นยังไง ตอนที่คุยกันไม่ได้มีสเกตช์ของใครเลยสักคน แล้วทุกคนก็ส่งกันมาทีละนิดทีละหน่อยจนเริ่มเห็นเป็นภาพใหญ่”

“กระบวนการคือเราอยู่ในพื้นที่เพื่อที่จะรู้สึกกับพื้นที่นั้นก่อน”
Pomme Chan –

“เราไม่มีโจทย์ ไม่มีบรีฟ มีแค่สถานที่ที่เรามา visit แล้วคุยกันว่าพื้นที่ตรงไหนบ้างที่เราจะทำ กระบวนการคือเราอยู่ในพื้นที่เพื่อ feel something รู้สึกกับพื้นที่นั้นก่อน พอที่เข้าไปอยู่ตรงนั้นแล้วรู้สึกอะไรบางอย่าง แล้วเราถึงจะรู้ว่า อ๋อ เดินเข้ามาทางนี้แล้วเราจะหันไปทางนี้ก่อน หรือเราจะหันไปทางนั้นก่อน แล้วสิ่งที่เราควรจะเจอมันคืออะไร สิ่งที่เราอยากจะให้คนเห็นคืออะไร อันนี้คือการทำงานของปอม

“พาร์ตงานศิลปะของปอมจะค่อนข้างมีความโมเดิร์น กับพื้นที่ที่ค่อนข้าง masculine มากๆ มีความเป็น business ประมาณนึงเลย ปอมก็เลยคิดต่อว่า ถ้าอย่างนั้นงานของปอมกรอบต้องเป็นสีอะไร ปอมก็จะถามทาง H.O.W. ว่าจะติดเป็นวอลเปเปอร์สีอะไร เราจะได้เลือกสีเฟรมถูก หรือเฟอร์นิเจอร์ตรงนั้นจะเป็นสีอะไรเราก็ต้องรีบมาดู เพื่อที่เราจะเลือกหมอนมาลงได้ถูก แล้วก็จะได้รู้ว่าจะจัดวางอาร์ตเวิร์กยังไง

“งานของปอมที่นี่จะมีประมาณ 3 สไตล์ คือปอมแอบกลัว ไม่อยากจะให้ที่นี่ดูแล้วเป็นงานเราคนเดียว ปอมเลยเอางานแอ็บสแตรกต์มาไว้ที่นี่ แล้วพอเข้าไปอีกฝั่งก็จะเป็นงานที่ทำจากวีเนียร์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับไพ่ทาโร่ แต่ว่าเราตัดทอนสีสันทั้งหมดจากความเป็น Pomme Chan ก็จะดูไม่เหมือนงานเราเลย เพราะเราไม่อยากให้ความเป็น Pomme Chan เข้ามาครอบคลุมพื้นที่ อยากให้ H.O.W. เป็น H.O.W.

“และในอีกฝั่งก็จะเป็นเรื่องของ Chinese zodiac ที่เป็นภาพนักษัตรต่างๆ ซึ่งเป็นงานเซตใหม่ล่าสุดด้วย เฉพาะลายเส้นเราวาดด้วยมือทั้งหมด ใช้เวลาทำจริงๆ เกือบ 6 เดือน เอามา apply digital อีกเกือบ 2 เดือนได้ กว่าจะกลายเป็นสิ่งนี้ เราก็อยากเอามาเริ่ม launch ที่นี่ แล้วก็เป็นสีสันที่สดใส คือปอมตั้งใจมากๆ ที่จะทำให้เป็นการทลายนอร์มของภาพจำนักษัตรแบบเก่าของจีน เราอยากทำให้รู้ว่าในเจนฯ นี้ มันมีดีไซเนอร์ มีศิลปิน ที่ทำนักษัตรแบบที่แขวนอยู่บ้านคุณแล้วไม่เบื่อไม่แก่ ดูแล้วมันแซ่บ มันซิ่ง อาร์ตมันไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อนะ มันใกล้กับตัวเรา มันมีอาร์ตหลากหลายแบบมาก ไม่ได้มีแค่แบบเดียว นี่คือสิ่งที่เราอยากจะสื่อ”

“หน้างานตอนติดตั้งก็จะมีพีทที่อยู่กับปอม แล้วสมมติบางเซตที่ปอมมโนเอาเองว่าเราอยากที่จะเอาสีนี้ไว้ในเสานี้ แต่พอเราเห็นเฟอร์นิเจอร์ที่พีทเลือกมาวาง เราก็จะรู้สึกว่า เอ๊ะ เราขยับหรือเปลี่ยนดีกว่า ให้มันเข้ากับเฟอร์นิเจอร์ของเขาด้วย หรือพีทเองเขาเห็นว่าปอมมีอาร์ตเวิร์กชิ้นใหญ่ที่ตอนแรกมันจะไปอยู่อีกมุมนึงซึ่งมันไม่มีใครเห็นเขาก็รีบมาสะกิดว่าเราว่าไว้ตรงนี้ดีกว่านะ 

“สรุปคือเราต่างพยายามช่วยกัน เราอยากให้พื้นที่มันดี สุดท้ายปอมว่าเจตนาของพวกเราคืออยากให้ที่นี่สวยงามและสมบูรณ์ เราก็เลยช่วยดูกันและกัน มันเหมือนมีเพื่อนเพิ่มที่ช่วยกันทำงานในระยะเวลาอันสั้น”

“ที่นี่มีสตอรีเล่าเรื่องทุกมุม ทุกมุมมีความแตกต่าง”
– Pete Lin –

“พวกเราจะเหมือนกันตรงที่จะบอกว่า ‘เดี๋ยวขอดูก่อน’ ‘เดี๋ยวมาพี่’ ซึ่งคำว่าขอดูก่อน หรือเดี๋ยวมาของเรา เราไม่ได้หมายความว่าจะปฏิเสธ แต่คือเราอยากดูสเปซ อยากดูว่าอะไรมันอยู่ตรงไหนถึงจะถูกที่ถูกทาง ถ้าบางสิ่งบางอย่างเราไปอยู่ผิดที่มันอาจจะไม่ได้เกิด value หรือเกิดประโยชน์อะไรเลย แต่ถ้าเกิดว่าเรามาอยู่รวมกันอย่างถูกต้องมันก็จะเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่

“ในพาร์ตของผมสิ่งสำคัญเลยคืออย่างที่บอกว่ามันต้องถูกที่ถูกทาง แล้วประจวบเหมาะกับการได้เจอพี่ปอม เราก็ดูว่าพี่ปอมจะเอาภาพอะไรมาติดตรงไหน พอรู้ว่าเป็นภาพชุดนักษัตร เราก็ดูว่าแต่ละนักษัตรคือธาตุไหน ธาตุทอง ธาตุน้ำ ธาตุไม้ หรือธาตุอะไร

“พอรู้ธาตุเราก็จะรู้ว่าเราต้องเอางานชิ้นนั้นชิ้นนี้มาวางตรงนั้นตรงนี้ เช่นตรงที่เป็นรูปของนักษัตรที่เป็นธาตุทอง เราก็จัดวางโต๊ะตรงนั้นเป็นสีทอง เก้าอี้ก็สีทอง ให้เข้ากัน อีกมุมที่ภาพนักษัตรเป็นธาตุน้ำ ผมก็เอาโต๊ะมาที่มีดีไซน์เป็นสปิน เป็นลูกข่างมาวาง ซึ่งท็อปสเตนเลสของมันก็คล้ายกับน้ำ หรืออีกฝั่งนึงที่เป็นธาตุไม้กับธาตุดิน งานชิ้นที่ไปวางก็จะเหมือนเป็นก้อนหิน เป็นดิน เป็นไม้

“แต่ละมุมเฟอร์นิเจอร์จะไม่เหมือนกันเลย ซึ่งจะลิงก์ไปกับงานของพี่ปอม คือมีสตอรีเล่าเรื่องทุกมุม ทุกมุมมีความแตกต่าง

“เรื่องกลิ่นต้องใช้ความรู้สึก ต้องใช้จินตนาการ แล้วต้องใช้จิตใต้สำนึกในการเชื่อมโยง”
– ธเนศ จิระเสวกดิลก –

“เรื่องกลิ่นมัน subjective มาก มันยากมาก มันต้องใช้ความรู้สึก มันต้องใช้จินตนาการ แล้วมันต้องใช้จิตใต้สำนึกในการเชื่อมโยง เพราะฉะนั้นเราต้องมองภาพว่าจริงๆ ในการทำเพื่อให้กลิ่นมีบทบาทสำคัญที่จะดึงในเรื่องของมิติประสบการณ์หรือแม้กระทั่งจินตนาการมันออกมา

“ก่อนที่จะเริ่มคิดเราได้คุยกับพี่กระทิง เขาก็อธิบายเรื่องคอนเซปต์ของ H.O.W. ให้ฟัง ซึ่งน่าสนใจมาก เราดูแล้วมันดูแล้วมีแนวโน้มที่จะสนุกสนานมาก พอเรารู้แล้วว่าคนที่มาเป็นใคร เห็นแล้วว่าไวบ์เป็นแบบไหน ถัดมาเราก็นึกถึงคาแร็กเตอร์ co-founder ทั้งสอง พี่โจ้และพี่กระทิง 

“เราก็คิดว่าเรามองภาพพี่กระทิงเป็นตัวแทนของอะไร ต้องบอกว่า ทุกครั้งที่เจอเขา เขาดึงพลัง เขาส่งพลัง เป็นเหมือนเตาปฏิกรณ์ในการที่ขับพลังออกมา เราคิดว่าอันนี้เป็นตัวแทนของคำว่า ‘energy’ ส่วนพี่โจ้เป็นคนละขั้ว ถ้าพี่กระทิงเป็นตัวแทนของคำว่าหยาง ความร้อนแรง พี่โจ้ก็เป็นหยิน คูล สงบนิ่ง แต่ทรงไปด้วยโคตรภูมิปัญญา เราคิดว่าอันนี้คือคำว่า ‘wisdom’ 

“ในขณะเดียวกันก็มองภาพว่าสองคนนี้ไม่สามารถที่จะสำเร็จได้ถ้าขาดคนซัพพอร์ตที่ดี โดยเฉพาะเบื้องหลังสองท่านอย่างพี่ยุ้ยกับพี่ตั๊ก ซึ่งผู้หญิงก็ต้องมีความซอฟต์ ก็เลยให้ความรู้สึกว่าอันนี้มันต้องมีความสนุกสนาน เป็นเรื่องของ ‘dream’ เป็นตัวซัพพอร์ต เราก็เลยเอา 3 คำนี้มาเป็นโจทย์

“ตอนนั้นเป็นจังหวะที่เรากำลังทำกลิ่นอยู่ซีรีส์หนึ่งชื่อว่า Phenomenon ประกอบกับเราก็เชื่อว่า ปรากฏการณ์ของธรรมชาติที่มันเกิดขึ้นในแต่ละวัน มันมีทั้งเป็นปรากฏการณ์ธรรมดาและปรากฏการณ์ที่ไม่ธรรมดา มันก็เหมือนกับ H.O.W. ที่เราคิดไว้ว่ามันคือปรากฏการณ์ของแต่ละคนที่มาเจอกัน แล้วมันก็มีปรากฏการณ์ใหม่ๆ ที่จะเกิดอะไรได้ตลอดเวลา เราก็ดึงตัวแทนกลิ่นที่เป็นตัวแทนปรากฏการณ์มา 3 ปรากฏการณ์มาใช้ ซึ่งก็เป็นตัวแทนของ founder ที่เรามองเห็น ทั้งพี่โจ้ พี่กระทิง และพี่ตั๊กกับพี่ยุ้ย

“โซนแรกพอเดินเข้ามาเราอยากให้เป็นกลิ่นที่เข้ามาแล้วเพิ่มความรู้สึกสดชื่น กระฉับกระเฉง พร้อมที่จะเข้ามาเปิดรับแล้ว เพราะฉะนั้นเราเลยเลือกกลิ่นที่เป็นตัวแทนของปรากฏการณ์ที่ชื่อ Sunrise ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เราเจอได้ในตอนเช้าทุกวัน เปรียบเสมือนกับเป็นแหล่งกำเนิดพลังงาน ซึ่งเป็นตัวแทนของพี่กระทิงด้วย

“ความเป็น Sunrise เราก็ดึงเอา 3 กลิ่นหลักที่มาจากหนึ่งคือกลิ่นไม้สน ที่จินตนาการเป็นคนที่มองเห็นว่าพระอาทิตย์ขึ้นมาในป่าสน ซึ่งกลิ่นโคตร classy เลย แต่ไม้สนอย่างเดียวไม่พอ มันต้องให้ความรู้สึกสดชื่นและร้อนแรงหน่อย ก็เลยใส่กลิ่น black pepper เข้าไปด้วย สุดท้ายเรื่องความละมุนในความหอมที่สร้างปรากฏการณ์ในเรื่องของจินตนาการ เราก็ใส่กลิ่นจัสมินเข้าไป

“สำหรับโซนถัดมาที่เป็น private พอเข้าไปจะเป็นเรื่องของ know-how เป็นเรื่องของ knowledge เป็นเรื่องของการที่เราจะมาทำกิจกรรมที่เป็น exclusive ร่วมกัน ซึ่งก็นึกถึงพี่โจ้ที่เป็นตัวแทนของคำว่า wisdom แล้วมันก็เหมาะกับกลิ่นที่เป็นตัวแทนของปรากฏการณ์ที่ชื่อว่า Full Moon

“Full Moon หมายถึงช่วงเวลาก่อนนอนในแต่ละวัน เป็นภาพที่เรานึกถึงในวันที่พระจันทร์เต็มดวง ถ้าเราได้นอนข้างๆ กับคนรู้ใจ อยู่บนพื้นที่เต็มไปด้วยหญ้าหรือพวกมอส แล้วมาระลึกความหลังเก็บความทรงจำที่ดี แล้วเก็บออกมาเป็นพื้นฐานภูมิปัญญาด้วยกัน มันน่าจะเป็นสิ่งที่เอามาใช้ได้ 

“กลิ่นแรกที่เป็นตัวแทนช่วง Full Moon ก็คือกลิ่น green leaf ตอนกลางคืน ดูพระจันทร์มันต้องนอนนอกบ้านถึงจะได้ความรู้สึก green leaf ก็คือใบไม้สีเขียวๆ ที่เราได้กลิ่นตอนนอนบนพื้นหญ้า ให้ความรู้สึกถึงความเป็นหญ้าแฝก ในขณะเดียวกันมันต้องมีจริตของความละมุนเข้าไปหน่อย เลยใส่เรื่องของต้นส้มเข้าไป อันนี้เรานอนอยู่ใต้ต้นส้มด้วย ความโรแมนติกมันก็จะเกิดขึ้น ก็เอามาผสมผสานกลายเป็นกลิ่น Full Moon

“มันก็จะมีอีก 2 โซน ที่เรารู้สึกว่าจะเป็นโซนที่ได้ปล่อยตัวตนของตนเอง จะเป็นโซนที่ไปเล่นเกมก็ได้ หรือไปปล่อยไประบายอะไรก็ได้ ซึ่งอันนี้เรานึกถึงพี่ตั๊กกับพี่ยุ้ย แล้วมันมีกลิ่นหนึ่งในซีรีส์ Phenomenon ที่ชื่อว่า Rainbow ที่สื่อถึงอะไรในบางวันที่เรารู้สึกว่าหดหู่ เหมือนฝนตกที่มันไม่สดใสเลย พอฝนตกเสร็จ ฟ้าสดใส มันจะมีรุ้งขึ้นมา ซึ่งอันนี้เป็นกลิ่นที่เป็นตัวแทนของ open dream เป็นความฝันและความหวัง

“Rainbow เราก็นึกถึงกลิ่นที่เป็นกลิ่น master ประเภทซิตรัส ที่เป็น grapefruit คือเป็นส้มเปลือกหนา แล้วมันต้องผสม tangerine เข้าไปด้วยเพื่อให้มันเกิดมิติของความสนุกสนานร่วมกัน ในขณะเดียวกันเราก็ใส่ตัว oakmoss ผสมเข้าไป อย่างน้อยมันได้บาลานซ์และได้รู้สึกว่าจะจินตนาการในรูปแบบไหนก็ได้

“นี่เป็น 3 กลิ่นหลักที่เราเอามาเติมเต็มในส่วนของตัวที่จะเป็นเรื่องแอมเบียนต์ทั้งหมดของที่นี่ เราอยากจะให้ที่นี่เป็นที่ปลดปล่อยความรู้สึกและจินตนาการ แล้วมันเชื่อมโยงในเรื่องของความสัมพันธ์ที่ดีร่วมกัน”

“สเปซของ H.O.W. เป็นสเปซสำหรับ business ที่ไม่ใช่ business”
– เมธชนัน สวนศิลป์พงศ์ –

“ในความคิดผม ผมมีความรู้สึกว่าสเปซของ H.O.W. เป็นสเปซสำหรับ business ที่ไม่ใช่ business แม้ผลสุดท้ายมันก็อาจจะมีการพูดเรื่อง business กันแหละ แต่เป็น business ที่ไม่มีเปลือก มันเหมือนเป็นตัวตน เป็นความรู้สึกจริงๆ เป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตจริงๆ ของแต่ละคนที่เขาเอามาแชร์กันในพื้นที่นี้ มันมีมุมต่างๆ ที่คนนั้นคนนี้ยังไม่เคยเห็น เขายังไม่เคยสัมผัส เขายังไม่เคยรู้จัก มันก็เลยกลายเป็นเหมือนเอาของมาเทรวมกันบนโต๊ะ มันเหมือนเป็น playground สำหรับ businessman ที่มันไม่ใช่ business แบบจ๋าๆ

“ผมว่าสถานที่นี้มีความ artistic สูงมาก คำว่า H.O.W. (House of Wisdom) เป็นอะไรที่ subjective มันต้องใช้ความรู้สึก พวกเฟอร์นิเจอร์ที่เอาเข้ามามันก็ไม่ใช่เฟอร์นิเจอร์ที่คนทั่วไปเขาจะใช้กัน มันเป็นกึ่งๆ งานของอาร์ติสท์ อย่างเก้าอี้ตัวที่อยู่ในห้องรับรองนี่ปั้นได้นะ มัน deform ได้ เราจะปรับทรงมันยังไงก็ได้ ดัดได้ปั้นได้ มันแล้วแต่ว่าใครมองของชิ้นนี้ อยากให้มันกลม อยากให้มันเบี้ยว คือมัน subjective

“เฟอร์นิเจอร์ที่เห็นแต่ละชิ้นมันมีเรื่องหมดเลยนะ มีเก้าอี้ตัวนึงสีขาว-เหลือง เป็นเก้าอี้ที่พับได้ แล้วลายที่อยู่บนผ้าเป็นลายสเกตช์มาจากสมุดสเกตช์ของพี่ป๊อด โมเดิร์นด็อก คือพี่ป๊อดเขาชอบสเกตช์หน้าคนที่เขาเจอในชีวิตประจำวัน มีคนนั้นคนนี้ ไปกินข้าว ไปสเกตช์หน้าคนขาย เพื่อนเขา หรือแม้กระทั่งคนที่เขาเจอ แล้วมันก็เป็นการเอาคนจากหลายๆ ที่ เอาหน้าคนเป็นร้อยคนมารวมอยู่ในเก้าอี้ ผมว่ามันก็เป็นเส้นเรื่องที่สื่อถึง H.O.W. 

“แล้วเฟอร์นิเจอร์บางตัวมันไม่ใช่เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นอินดอร์ แต่เป็นเอาต์ดอร์ อย่างเช่นศาลา มันเหมือนเป็นศาลาที่เป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นนึงแต่มันมีความเป็น architecture เข้ามานิดนึง มีหลังคามีอะไรที่เป็นโครงสร้างขึ้นมา คือจริงๆ มันเหมือนเป็น mobile architecture ตรงนี้คนมันต้องนั่ง ต้องสุมกัน ผมก็เลยคิดถึงว่าตัวศาลามันรวมคนให้เหมือนมาชุมนุมกัน ก็เลยคิดว่า เออ ตัวนี้น่าจะเหมาะ

“เราอยากให้มีความรู้สึกว่าเหมือนเพื่อนๆ มาเจอกัน สถานที่ที่เพื่อนมาเจอกัน ศาลาในบ้าน โซฟาที่เขานั่งดูทีวีกัน อะไรประมาณอย่างนั้น มันคือสถานที่อย่างนั้น หรือไม่บางทีโต๊ะครัว คือคนสมัยนี้ชอบกินข้าวในครัวแล้วปาร์ตี้ในครัว มันก็จะมี symbolic อะไรบางอย่าง อย่างสตูลพวกนี้มันก็เป็นของที่ใช้ในครัว แล้วเราก็เหมือนเอามารวมๆ กัน มันก็เหมือนกับเป็น high table ที่เขานั่งคุยกัน เหมือนเป็นการจำลอง experience ของแต่ละคน”

“H.O.W. คือบ้าน ที่นี่ต้องเป็นเหมือนบ้าน คุณอยากกินอะไรหรือดื่มอะไรผสมกับอะไรก็เอาเถอะ”
วสันต์ ติรางกูร –

“จริงๆ โจทย์มัน simple มาก พี่ตั๊กพี่โจ้พูดติดปากเลยว่า H.O.W. คือบ้าน ที่นี่ต้องเป็นเหมือนบ้าน แล้วเวลาเราไปกินข้าวกินเหล้าบ้านเพื่อนคิดอะไร มันคือการเป็น Your true self อยากทำอะไรก็ทำ คุณอยากกินอะไรหรือดื่มอะไรผสมกับอะไรก็เอาเถอะไม่ได้ว่าอะไร กินข้าวที่บ้านเพื่อนมันต้อง true self

“สำหรับเรา ถ้าเกิดที่นี่เป็นแขกประจำบ้างไม่ประจำบ้างก็คงยากเหมือนกัน แต่อันนี้เรารู้จักกัน เห็นหน้ากันหมด สิ่งที่เราหวังคือเราแค่แนะนำว่า แต่ละคนอย่าไปคอนโทรลเครื่องดื่มของตัวเอง เดี๋ยวเราจะช่วยหาให้เจอว่าคนอย่างนี้ชอบอะไร ชอบ non-alcoholic หรือแอลกอฮอล์แบบไหน จะไวน์หรือวิสกี้ ก็ค่อยๆ หาทีละคนไป

“ตอนนี้ยังไม่มีเมนูเอกซ์คลูซีฟของ H.O.W. เพราะเราอยากจะสัมผัสผู้คนที่นี่ก่อน แต่เมนูเอกซ์คลูซีฟของอีเวนต์มีแล้ว เราจัดไปแล้ว 2 อีเวนต์ แล้วก็มีโจทย์มา อย่างอีเวนต์แรกมันเป็นเรื่องของ Tinder เราก็อยากให้มันเป็นเครื่องดื่มที่ออกแนวอีโรติกหน่อย เราก็จินตนาการไปเรื่อย เดี๋ยวอาจจะมีเมนูของอีเวนต์อื่นๆ อีก

“ส่วนปกติเราจะมีการตั้งตุ๊กตาไว้ เซตแรกภาษาผมจะเรียกว่าเหล้าประจำวัน คือกินได้เรื่อยๆ กินได้ทุกวัน แต่เราจะค่อยๆ หาว่าใครชอบแบบไหน พี่ชอบแบบไหน พี่เอาตัวนี้ไหม ใครอยากจะกินอะไรก็ตามหาได้หมด ตราบใดที่ถูกกฎหมาย ใครอยากจะเขย่าผสมค็อกเทลเป็นของตัวเองก็มาลองดู อะไรอย่างนี้

“ข้างนอกมันมีร้านให้เลือกมากมาย แล้วผมเชื่อว่าคนใน H.O.W. อะไรที่หรูหราอลังการเขาไปกินมาหมดแล้ว ไม่ใช่แค่ในไทย แต่ไปมาทั่วโลกแล้ว แต่อะไร ordinary ที่สุด ที่นี่ผมมั่นใจว่ามันคือบาร์ที่เราอยากให้เป็น very ordinary เป็น your true self คุณอยู่หน้าบาร์ อยากได้อะไรก็ลองบอกมา ไม่ควรจะมีถูกมีผิด 

“ผมไม่เถียงหรอกว่ามีขนบบางอย่างเรื่องเหล้า แต่ว่าก็ไม่เป็นไร ถ้าที่นี่เราไม่ถือกันและกัน แต่ที่อื่นเชิญ แต่ว่าตรงนี้ไม่เป็นไร คุณอยู่บ้าน คุณจะเอาวิสกี้ขวดละแสนผสมโซดาก็ไม่ได้ว่าอะไร เอาเหอะ ประมาณนั้น แต่เป็นตัวของตัวเอง เอนจอยก็เอนจอยเหอะ ถือว่าตอนนี้คิดแค่นี้เลย กินเหล้าบ้านเพื่อนง่ายๆ แค่นั้น 

“เราอยากให้ทุกคนได้ค้นพบเมนูที่ชอบของตัวเอง ที่สำคัญกว่านั้นคือเราอยากให้เข้าใจตัวเองว่าไอ้ที่ชอบ ชอบอะไร พี่ชอบแค่นี้ใช่ไหม พี่ชอบโน้ตมัน พี่ชอบบอดี้มัน พี่ชอบอาฟเตอร์เทสต์มัน หรือพี่ชอบอะไร อยากให้เขาหาให้เจอ ทีนี้พอเขาไปกินแก้วที่สองเขาจะเริ่มบอกได้แล้ว พูดได้เลยว่าเขาอยากได้อย่างนี้ไม่อยากได้อย่างนั้น 

“มันเป็น pain point ง่ายๆ สมมติไปกินไวน์ ขวดนี้อร่อย แต่มันอร่อยตรงไหน แล้วสมมติพอจะซื้อขวดที่สองที่ไม่ใช่ฉลากเดิมเราจะบอก sommelier ยังไง มันยากนะ เราอยากให้หาตัวเองให้เจอ ตั้งไว้แค่นี้ 300 คนมันต้องทำได้สิ ค่อยๆ หาไป”

“H.O.W. มันเป็นชุมชนของ giver”
– ธนา เธียรอัจฉริยะ –

“สุดท้ายที่นี่ออกมามันไม่ตรงกับภาพที่คิดไว้ในหัวตอนแรกเลย ไม่ตรงเลย เรารู้สึกว่ามันสวยกว่าที่เราคิดไปไกลมากๆ เราดีใจมาก มันมีมิตรภาพ จริงๆ แล้วมันก็คือสิ่งที่เราอยากให้มี H.O.W. มันเป็นชุมชนของ giver เกิดขึ้นในแง่ของ giver คือใส่ๆ ให้ๆ มาเกิน จ้างร้อยเล่นล้าน ทุกคนมหัศจรรย์มาก เราก็เลยรู้สึกว่ามันไม่เหมือนที่คิดไว้ มันดีกว่าที่เราคิดไว้เยอะมาก เพราะภาพที่นี่เบสิกๆ มากเลย

“ช่วงที่ H.O.W. กลับมาเริ่มทำคือ 1 กุมภาพันธ์ ที่คนจะมาใช้สถานที่ แต่เรามีการซ้อม session ปล่อยให้คนที่มาเขาอยู่กัน ลองให้มันเวิร์ก แล้วตำแหน่งที่เวิร์กอย่างไม่น่าเชื่อคือบาร์ คนจะไปกองอยู่ที่บาร์เยอะมาก ถ้าเป็นฟุตบอลตรงนั้นฮีตแมปมันจะแดงๆ คนเดินไปเดินมาแต่จะไปอยู่ตรงบาร์ตลอดเวลา แปลกดี แล้วเดี๋ยวเราก็จะเห็นมันเริ่มเป็นธรรมชาติ วันก่อนก็มีคนที่รู้จักมาตั้งวงคุยกันเป็นชั่วโมงๆ ตรงศาลา เราก็ชอบมาก ผมถ่ายรูปไว้เลย

“คือพื้นที่นี้มันทั้งสวยและฟังก์ชั่นมันได้ ผู้คนที่อยู่ที่นี่ก็หน้าคุ้นๆ กัน อยู่แล้วก็สบายใจ คือถ้าเราไปที่อื่น เราก็จะแบบไม่รู้ว่าเป็นใครบ้าง แต่ที่นี่อย่างน้อยถ้าเรารู้จักว่าเป็นเพื่อนของใครสักคนนึง เราก็รู้สึกอุ่นใจที่จะเดินไปแนะนำตัว 

“เรารู้ว่าแนะนำแล้วครั้งหน้าเราจะได้เจอกันอีก”

Writer

บรรณาธิการบริหาร Capital เจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 6 เล่ม เล่มล่าสุดชื่อ Between Hello and Goodbye ครู่สนทนา

You Might Also Like